Friday, May 1, 2026

สอนภาษาไทยฝรั่ง

                  




02.  เรื่อง ร ล

03.  สำเนียงส่อภาษา

04.  เมื่อครูสะอึก

05.  นามนั้นสำคัญไฉน

06.  ความหมายเสีย()

07.  เรื่องของตัวสะกด

08.  เสียดายฌั

09.  มาร์คผู้บากบั่น

10.  คำสรรพนามและเหตุผลเบื้องหลัง

11.  หนาว

12.  เวรเอ๋ยเวรกรรม

13.  วันภาษา




11. สอนภาษาไทยฝรั่ง: หนาว

 11.  หนาว


                                       

    นักเรียนที่มาเรียนภาษาไทย บางคนก็เพื่อที่จะไปทำงานที่เมืองไทย บ้างก็ไม่เคยเหยียบย่างออกนอกประเทศเลย บางคนเคยไปมาแล้ว อาจจะไปเที่ยวส่วนตัวหรือเคยไปฝึกร่วมกับทหารต่างประเทศรวมทั้งที่เมืองไทยมาหลายครั้ง

     ส่วนใหญ่นักเรียนที่ไปเมืองไทยมา ก็จะรู้ คำว่า สวัสดีครับ ขอบคุณครับ พร้อมนำคำ สถานที่ที่ไปมาและประสบการณ์มาเล่าให้เพื่อนๆฟังกัน 

     นักเรียนคนหนึ่งเล่าให้ฟังถึงสถานที่ที่เคยไปเที่ยวมาเรื่องหมู่บ้านเต่า หมู่บ้านงูในภาคอิสาน หมู่บ้านเต่านั้น ชาวบ้านเลี้ยงเต่าพันธุ์ต่างๆ ขนาดต่างๆ ส่วนหมู่บ้านงูก็เฉกเดียวกัน ชาวบ้านเลี้ยงงูเล็ก งูใหญ่ กระทั่งงูเห่า หรือจงอาง แถมยังมีการแสดงหมองู รวมเรื่องหมองูตายเพราะงูมาแล้ว เพื่อนฟังหูห้อยกันตามๆกันด้วยความทึ่ง

     อีกคนหนึ่ง เอ่ยคำพังเพยที่เรียนจากทหารไทยว่า ผักชีโรยหน้า ประทับใจครูไม่คลาย แม้ในใจจะนึกว่าสาเหตุที่นักเรียนรู้คำนี้มาคงจะไม่น่าภูมิใจสักเท่าไร แต่รู้ไว้ดีแล้ว เพราะอาจจะใช้ได้อีกเวลาไปเมืองไทยคราวต่อไป

     บางคนได้ภาษาไทยมาอย่างงูๆปลาๆ ก็อดอวดภูมิไม่ได้ ผมรู้ เวลาเรียกให้คนเสิร์ฟเก็บเงิน ต้องพูดว่า เช็กบิน  (เช็คบิล) ครูจะสอนอย่างอื่นให้ เช่น  น้องช่วยเก็บเงินหน่อย ก็ไม่อยากจะรับ พูด เช็กบินคนไทยรู้เรื่องกันดีแล้ว จะหาคำใหม่ยุ่งๆ ยาวๆใส่สมองให้หนักทำไม ครูต้องทั้งกล่อมทั้งขู่ หากมาเรียนที่นี่ ต้องเรียนให้เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่งั้น สอบวัดความรู้ปลายปีไม่ผ่าน เบี้ยเลี้ยงที่จะได้เนื่องจากมีความรู้ด้านภาษาถึงระดับจะพลอยอดไปด้วย

     จัสตินหรือชาญณรงค์ นักเรียนทหารเรืออีกคน ที่ไม่เคยเยื้องกรายออกต่างประเทศเลย ไกลที่สุดที่เคยไปก็แค่รัฐฮาวายเท่านั้น แต่รายนี้ เคยเรียนภาษาเกาหลีมาก่อน เลยรู้วิธีการเรียน ทั้งยังแต่งงานกับสาวลาวที่อพยพมาอยู่ที่อเมริกาพร้อมกับครอบครัวตั้งแต่อายุสี่ซ้าห้าขวบ และพอจะเข้าใจภาษาไทยบ้างเพราะเคยดูหนัง แต่ไม่ได้รู้ลึกหรือพูดได้ ส่วนพ่อของเธอเคยอยู่เมืองไทยมาหลายปี และชอบดูหนังไทย จึงพูดไทยได้

    เมื่อครั้งชาญณรงค์เคยไปเยี่ยมเยียนครอบครัวภรรยาที่ต่างรัฐ พ่อตาบอกให้ลูกสาวเรียกชาญณรงค์ไปกินข้าว

 ไปเอิ้นแฟนมากินเข่า  

 ผัว บ่ใช่แฟน ลูกสาวแก้ 

 พอเรียนถึงบทเกี่ยวกับครอบครัว แต่งงาน สามี ภรรยา ผัว เมีย แฟน ชาญณรงค์เลยร้องอ๋อ ตอนนี้ เข้าใจภาษาไทยและภาษาลาวดีกว่าภรรยาแล้ว คำว่า แฟนในภาษาไทย ภาษาลาวรุ่นใหม่ มีความหมายตั้งแต่คนชอบพอกันจนกระทั่งผัวเมียที่แต่งงานกันแล้ว ไม่ใช่แค่แฟน ในความหมาย คนรักใคร่ชอบพอกัน ซึ่งตรงกับคำว่า ผู้บ่าวผู้สาว ตามภาษาลาวเท่านั้น ตอนนี้ชาญณรงค์ ไปไกล และรู้ความหมายของคำว่า กิ๊ก แล้ว

 ตอนได้ข่าวว่าจะได้มาเรียนภาษาไทย ชาญณรงค์ก็เตรียมตัว เรียนภาษาไทยจากเว็บไซต์ต่างๆ พอตอนเริ่มเรียนจริงๆจึงไปไกลกว่าเพื่อน ในห้อง พยัญชนะเขียนได้ อ่านได้หมด วลาพูด หลุดเป็นภาษาลาวบ่อยๆ แต่ไม่นานก็แยกถูก ทั้งยังโทรคุยเป็นภาษาไทยกับพ่อตาบ่อยๆ ชื่อชาญณรงค์นี่ ก็เป็นชื่อที่พ่อตาตั้งให้

     ความที่ชอบดูหนัง ชาญณรงค์ อุตส่าห์สั่งซื้อหนังมาจากเมืองไทย ดูไป เรียนไป ได้ภาษาจากหนังได้เยอะ สามารถท่องออกมาได้เป็นประโยคยาวๆและแยกแยะไวยากรณ์และแปลได้ถูก อย่างเช่น พอดูหนังเรื่อง หมานคร ชาญณรงค์เอ่ยออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ

     สักวันหนึ่งตื่นขึ้นมา แล้วจะรู้ว่า หางงอกออกมาจากก้น 

     ความสนใจ บวกมีหัวเรื่องภาษา พอชาญณรงค์เรียนภาษาไทยไปได้แค่สามเดือน จึงลองฝึกแปลหนังได้เป็นเรื่องๆ แถมเล่าเรื่องหนังเป็นฉากๆ เป็นภาษาไทยจนคนไทยบางคนอาย

     ชาญณรงค์เคยถามครูเป็นภาษาไทยอย่างกระดากๆว่า กะหลี่ เป็นคำไม่ดีใช่มั้ยครับ?

     ตอนแรก ครูปยภา นึกว่า ชาญณรงค์หมายถึง กาลี เลยอธิบายไปยกใหญ่เรื่องเจ้าแม่กาลี

     ครูที่อยู่มาก่อนซึ่งยืนอยู่ด้วยเข้าใจทันที ชาญณรงค์คงได้คำนี้มาจากหนัง และ ดาราที่พูดคงจะออกเสียง ร. เป็นล. ตามเคย

  อ๋อ จริงๆแล้ว ควรจะออกเสียงว่า กะหรี่ พร้อมแปลความหมายเป็นภาษาอังกฤษให้ฟัง มาจากคำว่า แกงกะหรี่ ไง

     แปลกดี

     คงจะทั้งเผ็ดและทั้งร้อนเหมือนกัน

     ครั้งหนึ่ง ชาญณรงค์ไปเยี่ยมครอบครัวภรรยาที่ต่างรัฐ แม่ยายกำลังสับไก่เตรียมทำอาหารอยู่ในครัว

     กำลังทำอะไรอยู่ครับ? ชาญณรงค์ถามแม่ยายเป็นภาษาอังกฤษ

       แม้แม่ยายจะอยู่ที่อเมริกามานาน แต่คำศัพท์เฉพาะเรื่องกรรมวิธีทำอาหารเช่น หั่น ซอย หรือสับ ไม่เคยต้องใช้ เลยไม่ทราบ



     ไอ แอม ฟักกิ้งไก่  แม่ยายตอบเป็นภาษาอังกฤษปนภาษาลาว

     ทีแรกลูกเขยคงงงเป็นไก่ตาแตกเพราะลักษณะไม่บอกสักนิดว่ากำลังทำอย่างที่พูด แต่ในที่สุดก็หัวเราะออกมาได้ ตอนนี้ได้ศัพท์คำใหม่ภาษาลาวอีกแล้ว

     มาถึงตอนพี่น้องชาวอิสานหรือลาวต้องร้องอ๋อ ฟัก แปลว่า สับ นั่นเอง เสียงเดียวกันนี้ภาษาอังกฤษแปลว่า สังวาส

     แม้จะพูดภาษาไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์ ทว่ามีความพยายามสื่อสาร ผิดนิด เปิ่นหน่อยไม่มีใครถือสา แถมพอถึงบางอ้อ กลายเป็นเรื่องหรรษา ชวนเพลิน

    ทว่า สำหรับนักเรียนอีกคนหนึ่ง กลับตาลปัตร

     นักเรียนหนุ่มนามกรว่า สก็อตต์หรือมีชื่อภาษาไทยว่า สกล เป็นนักเรียนอีกคนที่เคยไปฝึกเมืองไทยหลายครั้ง ไปตั้งแต่ไม่เคยรู้ภาษาไทยสักคำ ไปแต่ละทีก็ได้มาคำสองคำ หลายครั้งก็หลายคำ ในที่สุดก็ขอมาเรียนภาษาไทยเสียเลยจะได้รู้เรื่องรู้ราว

     คำว่า กระเทย หรือ ตบสลบไสล  จั๊กจี้ สก็อตต์หรือพ่อสกลตัวดีนี่แหละที่นำมาเผยแพร่ รวมทั้ง สถานที่ที่เรียกว่า ซอยคาวบอย แต่ละคำที่พ่อเจ้าประคุณนำมาขยาย แค่ได้ยิน แทบจะไม่ต้องถามว่าไปเรียนรู้ได้ยังไง มาจากไหน แต่ไม่เป็นไร ก็จากคนไทย และเมืองไทยเหมือนกัน

    แต่หลังๆมานี่สก็อตต์ออกจะเงียบๆ ไม่มีคำใหม่ๆออกมาอาจเป็นเพราะไม่มีอะไรอีก หรือเพราะการเรียนเริ่มยากขึ้น หรือไม่คงถูกทั้งเพื่อนทั้งครูแซวว่าไปได้คำภาษาไทยมาจากไหน คำถามที่สก็อตต์มักจะถามครูบ่อยๆ จะเข้าทำนองว่า คำนี้เป็นคำสุภาพไหม ใช้ยังไง เพราะคราวนี้ หากจบหลักสูตรจากที่นี่ ตนจะรับหน้าที่เป็นล่ามให้นายทหารยศสูงอเมริกัน ซึ่งงานที่เป็นลักษณะที่เป็นตัวแทนประเทศ คงไม่อยากจะปล่อยไก่

     เมื่อถึงบทเรียนเกี่ยวกับฤดูที่นักเรียนชอบออกเสียงว่า ระดู ครูเลยแนะนำคำที่ว่า หน้า ที่ใช้กันบ่อยๆแทน พร้อมอธิบายคำศัพท์สภาพอากาศที่นำมาเรียกฤดู เช่น ฝน แห้งแล้ง เย็น หนาว 

    พอได้ยินคำว่า หนาว และรู้คำแปลเท่านั้น สก๊อตต์กุมหัวร้อง 

    โอ โน . . พร้อมหัวเราะหึหึคนเดียว ทำตัวเป็นปริศนา  

    เพื่อนๆและครู ต่างคิดว่า สก็อตต์คงเห็นว่าตลก  เพราะคนไทย รวมทั้งครูไทยขี้หนาว เย็นนิดเย็นหน่อย สวมเสื้อหนา แถมบู๊ทอีก และคนที่เคยไปเมืองไทยมาแล้วมักจะเถียงว่า ฤดูในประเทศไทยหาใช่มีฤดูร้อน  ฤดูฝน ฤดูหนาวดั่งที่ครูบอกไม่ มีแค่หน้าร้อน  ร้อนมาก  และร้อนที่สุดเท่านั้น  

     แต่เรื่องนี้คำว่า หนาว เป็นปริศนาอยู่ไม่นาน

     เรื่องของเรื่องคือ ครั้งหนึ่งตอนสก็อตต์ไปเมืองไทย ได้ไปเที่ยวบาร์ประสาหนุ่ม หิ้วสาวบริการมาค้างคืนที่โรงแรม สาวนี้คงพูดอังกฤษไม่ได้มาก สก็อตต์ยังไม่เข้าใจภาษาไทยทั้งพูดไทยยังไม่ได้ แต่นั่นแหละ ธุรกิจประเภทไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ อย่างที่ว่ากัน ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลงมาก ประสาประเวณีมีทั่วทุกตัวสัตว์  

     พอเข้าห้อง จัดการเปิดแอร์เอาเสียให้เย็นฉ่ำใจ ให้หายทั้งร้อนอากาศ และอารมณ์ ได้ที่ สก๊อตต์เองคงกลัดมันมานาน เตรียมจัดการเก็บดอกเบี้ย  

    “Now?”  สก็อตต์ถาม ออกเสียง นาว แต่พอเป็นเชิงคำถามหรือขอความเห็นชอบในทีก็ตวัดเสียงสูง เป็น หนาว หมายความว่าพ่อยอดชายจะเริ่มบรรเลงแล้วล่ะนะ

     สาวน้อยเออออห่อหมกไปด้วย

     อีกไม่นานต่อมา สาวน้อยซึ่งคงยังไม่มีอะไรหุ้มห่อตัวมาก ตามประสาคนไทยๆโดยทั่วไปแสนขี้หนาวอยู่ พอจะนอนไม่ว่าจะร้อนจะหนาวขอห่มผ้าไว้ก่อน  สาวน้อยเลยดึงผ้าห่มมาห่ม

     หนาว สาวน้อยบ่น  

     สก็อตต์กำลังสลึมสลือกำลังจะหลับ พอได้ยินเข้า นึกว่าสาวน้อยร้องขอจะเอาอีก เลยจัดการสนองตอบตามสุภาพบุรษที่ไม่ปล่อยคู่ขา ค้างเติ่ง

     แอร์ที่เปิดไว้จุดเย็นเริ่มทำงานได้ที่  คนที่ไม่เคยนอนห้องแอร์เย็นเฉียบครั้นจะบอกแขกให้ปิดให้ผ่อนก็ใช่ที่ มิใช่ว่าเพราะเกรงใจประสาคนไทยอะไรหรอก แต่ไม่รู้จะหืออย่างไรให้แขกฝรั่งนี่ทราบ

     หนา . . .ว  สาวน้อยสั่นสะท้านบ่น พูดได้แค่นั้น

    อุว้ะ!  อีกแล้วเหรอ  สก๊อตต์ นึกในใจ  ดูซีคงอยากจนตัวสั่น

     สก็อตต์เลยสนองตอบอีก

     ลองคิดดูก็แล้วกัน แอร์เปิดไว้เย็นฉ่ำทั้งคืน  และสาวน้อยร้อง หนาว หนาวอยู่ได้คำเดียวเท่านั้นทั้งคืน  สก็อตต์ไม่ขัดศรัทธาทุกครั้ง  

     กว่าจะถึงเช้าก็คงตาโบ๋กันตามๆ

     ฝ่ายสาวน้อยคงคิดว่า อีตาฝรั่งนี่ไม่รู้อดอยากมาจากไหน  ฝ่ายสก็อตต์เองคงคิดว่าแม่สาวนี้ถ้าไม่ตะกละเหลือทนก็คงเฉียดฮิสทีเรีย

     นี่เอง ที่เป็นเหตุเบื้องหลังที่ทำให้สก็อตต์กุมขมับและก๊ากออกมาเมื่อได้เรียนความหมายของ คำว่า หนาว เป็นครั้งแรก




                                        👥👥👥


13. สอนภาษาไทยฝรั่ง: วันภาษา

 13.  วันภาษา


  

     บริเวณที่ตั้งของสถาบันภาษาอยู่บนเนินเขา จากที่นี่มองลงไปจะเห็นอ่าวมอนทเรย์ แต่ละวันภาพที่เห็นจะแตกต่างกันไป แล้วแต่อากาศ หากมีหมอก ก็จะดูสลัวเหมือนเมืองในหมอก แต่ถ้าเป็นวันอากาศสดใส ท้องฟ้าสีคราม น้ำสีฟ้า ตัดกับเรือใบสีขาวจอดเรียงราย หรือแล่นออกตามอ่าว

    นอกจากจะเป็นจุดชมวิวแล้ว ตัวตึกหรืออาคารของสถาบันก็ไม่มีอะไรพิเศษหรือน่าดู ตึกใหม่หน่อย ก็แค่สองชั้น สูงสุดแค่สี่ชั้น แถวนี้เป็นเขตแผ่นดินไหว ต้องระวังไว้ก่อน  อาคารส่วนใหญ่เป็นอาคารไม้เก่าๆสร้างตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่มีการทุบทิ้งเพราะกลายเป็นอาคารประวัติศาตร์ที่ต้องอนุรักษ์กันไปแล้ว และต้องซ่อมบ่อยๆ

    ดูอาคารภายนอกเป็นอาคารไม้เก่าๆก็จริง แต่ข้างใน เป็นห้องเรียนมีอุปกรณ์ทันสมัย ติดตั้งคอมพิวเตอร์ มีอินเทอร์เน็ต เครื่องพิมพ์ และกระดานขาวที่เป็นใช้เขียน ใช้เป็นจอได้ ที่เรียกว่า สมาร์ทบอร์ด ฉายภาพจากคอมพิวเตอร์ วีดีโอ ซีดี  เล่นเสียง อัดเสียงได้ ห้องเรียนเลยติดป้ายเรียก ว่า สมาร์ทคลาสรูม

    หากวันไหนแดดจ้า แสงแดดส่อง ป้ายกลายเป็นสะท้อนบนฝาผนัง ส่วนหนึ่งเป็นเงามืด  ทำให้มีปรากฎการณ์แสบทรวงบนฝาผนังที่ให้ทั้งครูและนักเรียคิกคักกันเล่น  คือ แทนที่จะเป็น Smart Classroom ห้องเรียนทันสมัย กลับเห็นเป็น Smart assroom ให้คิกคักกันเล่น  ass เป็นแปลว่า ลาโง่ หรือ ไอ้งั่ง  ถ้าเป็นสแลงก็แปลว่า ก้นหรือตูด ถ้าเรียก ใครว่า smart ass มีความหมายคล้ายๆกับไอ้หอกอวดรู้

    ภายในสถาบัน บริเวณหนึ่ง มีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางทหารเล็กๆที่เปิดให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจเข้าชมฟรี นอกจากนั้น บริเวณสถาบันไม่ได้เปิดให้ผู้คนหรือนักท่องเที่ยวเข้าไปเพ่นพ่านเหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไป ยิ่งหลัง 911 ยิ่งเข้มงวดการเข้า ประตูสี่แห่งที่เคยเปิดให้การสัญจรไปมาปิด เหลือแค่ประตูเดียว มียามตรวจตรา ใครจะเข้าต้องมีบัตรอนุญาต หากคนนอกมีธุระ ต้องขออนุญาตเป็นพิเศษ

    ปีละครั้ง ตอนเดือนพฤษภาคม เป็นวันภาษา วันนี้ สถาบันจะเปิดโอกาส ให้ครูนักเรียนจากโรงเรียนมัธยมต่างๆ ใกล้ไกลในรัฐ มาชมนิทรรศการทางภาษาและวัฒนธรรมต่างๆ แต่ละภาษาตกแต่งห้องให้มีบรรยากาศเหมือนกับประเทศนั้น ต่างก็ขนข้าวของเสื้อผ้า รูปไปแสดง พร้อมทั้งมีดนตรีประกอบ เสมือนเป็นโลกใบเล็กๆที่เด็กนักเรียนได้เห็นตัวอย่าง นักเรียนแต่ละคนจะได้รับแจกหนังสือเล่มเล็กๆเป็นหนังสือเดินทาง ซึ่งจะให้นักเรียนแต่ละห้องที่กำลังเรียนภาษานั้นๆเขียนชื่อ นามสกุลนักเรียนเป็นภาษาต่างๆเวลาไปเยือน

    นอกจากจะได้ชมห้องนิทรรศการภาษาวัฒนธรรมแล้ว นักเรียนจะมีโอกาสลองนั่งเรียนภาษาต่างๆประมาณยี่สิบหรือสามสิบนาที เป็นการชิมลาง แต่ละคนจะได้คำทักทาย ขอบคุณ ขอโทษ หรือนับ หนึ่งถึงสิบ บางครั้ง ได้เรียนรู้เรื่องราวของแต่ละประเทศพอหอมปากหอมคอ

    วันภาษานี้ จึงเป็นโอกาสโฆษณาให้ทางทหารโฆษณ่เชิญชวนให้นักเรียนรุ่นกระทงมาสนใจเข้าสมัครเป็นทหารในอนาคตด้วย

    ภายนอกที่สนามหญ้า มีการออกร้านขายอาหารของแต่ละชาติ ทั้งครูทั้งนักเรียน ทำหน้าที่เป็นพ่อค้า แม่ค้าอย่างขมีขมัน แผนกภาษาไทยไปเปิดร้านด้วยเกือบทุกปี อาหารที่ขายยอดฮิท มักจะเป็นข้าวผัด ผัดไทย ข้าวเหนียว ไก่ย่าง อะไรที่ย่างๆ มักหอมฉุยเรียกน้ำย่อย นอกจากนั้น มีน้ำขวด ที่ยอดฮิทดูจะไม่พ้นข้าวเหนียว ไม่ทราบว่า คนซื้อไปหัดกินมาตั้งแต่ไหน เมื่อไร

    บางครั้งบางคราว ครูหัวใสจัดให้มีโปรโมชั่น ตอนนักเรียนเข้าไปเรียนภาษา มีการแข่งขันตอบคำถามเกี่ยวกับเมืองไทย ใครชนะ ได้คูปองไปรับอาหารไทยฟรี ทำให้ร้านอาหารไทยคึกคัก เพราะคนได้รับรางวัลตื่นเต้นเลยโฆษณาต่อๆกัน  ร้านอื่นหัวไม่ใส คิดไม่ทัน
   
     ที่เวทีกลางแจ้ง มีการแสดงต่างๆจากแผนกภาษาและประเทศต่างๆ ครูเป็นคนฝึกซ้อม 
 นักเรียนเป็นผู้แสดง แผนกภาษาไทยมีร่วมด้วยเสมอ บางปีมีการแสดงศิลปะมวยไทย เพราะมีนักเรียนบางคนเคยหัดและเป็นอยู่แล้ว  

    มีอยู่ปีหนึ่ง มีการจัดแสดงการแต่งกายประจำชาติ เนื่องจากมีนักเรียนหญิงหลายคนบวกภรรยาลูกๆ ทางแผนกภาษาไทยเลยไปยืมชุดจากวัดไทยแถวซานโฮเซ่และซานฟรานซิสโกหรือที่เรียกกันว่า เบย์แอเรีย ได้ชุดประจำชาติผู้หญิงมาหลายชุด ลืมไปว่า ชุดเหล่านั้นเพื่อสาวไทยโดยเฉพาะ  พอจะให้สาวฝรั่ง หรือสาวเอเซียที่เกิดหรือโตที่นี่ ชักมีปัญหา เพราะแต่ละคนออกจะเบอะบะบางชุดที่เคยมองเห็นภาพแต่แรกว่า แต่งออกมาคงจะเหมือนเป็นนางรจนา โสภาเพียงนางในสวรรค์ เอาเข้าจริงๆ นักเรียนตัวยังกะตึก แต่งเข้า กลับกลายไปเหมือนนางพันธุรัตเสียนี่ แต่ไม่เป็นไร ยังมีผ้าสไบหรือผ้านุ่งไม่จำกัดขนาด สาวๆเลยสนุกลองกันใหญ่ ใส่ได้ทีแล้ว ทันทีที่ได้ยินเพลงไทยประกอบไปด้วยเท่านั้นแหละ แต่ละคนยิ่งกว่า แม่ศรีเข้าทรง กรายนิ้ว กระดกก้น ควักกะปิกันตามๆ ตั้งแต่ครูไม่ทันได้สอน

    ส่วนใหญ่ การแสดงเวทีที่แผนกภาษาไทยส่งไปร่วม มักเป็นการรำกลองยาวเพราะสนุก ครึกครื้น เร้าใจ เหมาะนักเนื่องจากมีนักเรียนชายหลายคน ผู้ฝึกซ้อม ต้องยกให้ครูมหาจำเริญคนเก่ง ทั้งยังเป็นมือกลองร่วมครึกครื้นด้วย การฝึกนั้น เริ่มจากตีกลองเป็นจังหวะ พอได้จังหวะ ก็ให้แต่ละคนวาดลวดลายฟรีสไตล์ น่าดูทีเดียว



   ครั้งหนึ่ง มีนักเรียนหญิงแค่คนเดียว ครูสาวใหญ่น้อยที่รำเป็นจำต้องไปออกลวดลาย แต่ครูที่รำเป็น ออกเวทีได้แค่สองคน มีอย่างน้อยสามคู่แล้ว นักเรียถ้าได้สี่คู่จะยิ่งดีกำลังดี ครูเลยต้องต้องเกณฑ์ให้นักเรียนหนุ่มมารำเป็นสาว

     ร้อบ เป็นหนุ่มที่ใจป้ำที่สุด อาสาฝึกซ้อม จีบนิ้ว ทอดแขน กรีดกราย หัดไป หัดไป ร้อบชักมัน

    ถึงวันจริง ต้องแต่งตัว ร้อบยิ่งสนุก ไม่เขิน ไม่กลัว เรื่องนี้ต้องนิ้วให้คือศรีภรรยาของร้อบที่ใจถึง ยอมให้สามีแต่งเป็นหญิงไทย แถมมาช่วยแต่งหน้า แต่งตาเอาดอกไม้ทัดหูให้ด้วย ผมสั้นๆเกรียนๆแบบทหาร ก็ใส่วิกเอา นุ่งผ้าถุงไปไม่ต้องห่วงขนาด แต่พอท่อนบนนี่สิ เสื้อคอตั้งที่มีคนละไม่พอกับอกสามศอก สาวคนอื่นๆใส่เสื้อ สวมสไบตัวปลิว ร้อบขอแค่ห่มสไบเป็นพอ อาผ้าขาวม้านี่แหละมาพันรอบอกเป็นสไบเสียหน่อย พ่อเจ้าประคุณก็พันเสียต่ำ ดูเซ็กซี่ที่สุด อวดขนจักกะแร้ธรรมชาติ แต่งเสร็จ เริ่ดกว่าสาวจริง ตอนเฉิดฉาย ลอยหน้า ลอยตาออกไปรำ กว่าคนดูจะรู้ว่าเป็นผู้ชายทั้งแท่ง ก็เกือบจบการแสดง เลยฮือฮา ชอบใจกันยกใหญ่ การรำกลองยาวเลยสนุกกว่าใคร ร้อบเป็นดาราเด่นของการแสดง

    ไม่กี่วันต่อมา ชุดกลองยาวไทยได้รับเชิญให้แสดงงานอื่นต่อ ร้อ
บดาวเด่นไปร่วมด้วยตามคำขอ ภรรยาร้อบตามไปคอยให้กำลังใจ รวมรับหน้าที่แต่งหน้าแต่งตา ใส่วิก เอาดอกกุหลาบทัดหูให้อีกตามเคย พอแต่งตัวเสร็จ รอเวลาการแสดง ร้อบกับภรรยานั่วจู๋จี๋กัน แขกที่ผ่านไปผ่านมามองอย่างแปลกๆ คงนึกว่า ตุ๊ดคู่นี้ใจกล้าเหลือหลาบ

    ก่อนการแสดงชุดกลองยาว มีการถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ช่างภาพร้องบอก นับหนี่ง สอง สาม แล้วจะกริ๊กล่ะนะ ขอให้ยิ้มอย่างสยามค้างไว้ ว่าแล้ว จัดตำแหน่งการยืนเสร็จ ช่างภาพจึ่งเริ่มนับ นีง ส่อง ก่อนที่จะถึงส้้ม ร้อบเซอร์ไพรส์ทุกคนด้วยการค่อยๆถลกชายผ้าถุงขึ้นโชว์น่องและขาที่เรียวงาม ขนที่รกรุงรังตามธรรมชาติ ดูเซ็กซี่เป็นที่สุด




 👥👥👥

05. สอนไทยฝรั่ง: นามนั้นสำคัญไฉน?

 5. นามนั้นสำคัญไฉน

 


แต่ละปี แต่ละชั้น มีนักเรียนแค่ 4- คน ที่มาเรียนภาษาไทย แต่ห้องเรียนเล็กๆนี่สะท้อนภาพรวมชาวอเมริกันได้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นภูมิหลังของนักเรียนที่มาจากกลุ่มเชื้อชาติต่างๆ ไม่ว่าจะอเมริกันเก่า หรืออเมริกันใหม่ มีเชื้อชาติพันธุ์ผิวขาว ผิวเหลือง  ผิวน้ำตาล ผิวดำ หรือพันธุ์ทาง

ถึงแม้จะมีความหลากหลายด้านเผ่าพันธุ์ แต่มักจะสิ่งหนึ่งที่ออกจะขาดแคลนและรีไซเคิลก็คือ ชื่อ 

อาจจะเป็นเพราะธรรมเนียมของคนอเมริกันส่วนใหญ่ที่ถือศาสนาคริสต์ คือ ใช้ชื่อตามบรรพบุรุษบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ได้มาจากคัมภีร์ เช่น จอห์น  พอล  ปีเตอร์  แมรี่  ชาวอเมริกันใหม่ที่มาจากเอเชีย ก็เลยพลอยมีชื่อใหม่ตามไปด้วย จาก ก้วยหลาน มาเป็น แคเร็น  จาก พิมพ์ใจ ก็มาเป็น แพม  จาก พิภพ มาเป็น บ้อบ  เป็นต้น

ถึงกระนั้น ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งที่ก็จะตั้งชื่อที่ฮิทกันตามสมัย ซึ่งอาจจะเป็นตัวละครจากหนังสือ หรือดาราเด่น คนดังแต่ละสมัยบ้าง บ้างก็เป็นความนิยมเพราะเก๋ หรือเท่ห์ ผิดชาวบ้าน
 
ขนาดพอได้ยินชื่อ แทบจะบอกได้ว่า เจ้าของชื่ออยู่ในวัยไหน
 
บางคนที่เกิดหรือโตในรัฐแคลิฟอร์เนีย มักจะชอบสะกดชื่อแปลกๆ ให้อ่านยากๆ
 
ว่ากันว่า คนรัฐแคลิฟอร์เนียชอบสะกดชื่อให้ผิดแผกจากคนทั่วไป ที่เห็นๆก็ Catherine หรือ Katherine แต่บางคนสะกดเป็น Kathryn  ซูซี่ ที่มักจะเห็นเขียนว่า Susie  กลับสะกดเป็น Suze ชื่อ บาร์บารา ที่มักจะเห็นๆเขียนกันว่า Barbara บางคนตัดให้กะทัดรัดว่า Barbra  นี่นับว่ารุ่นเก่าแล้ว พอมาดูรุ่นใหม่ๆ ชื่อที่มีเสียงคล้าย แคโรไลน์ แอนเดรีย อเซเลีย (ชื่อดอกไม้ชนิด) หรือ  เควิน ที่เคยเขียนๆกันว่า  Caroline, Andrea, Azalea, และ  Kevin พ่อแม่ทำเก๋ไก๋ สะกดเป็น Kareline, Gavyn, Andreya, และ Azelya ตามลำดับ

มีชื่อให้เลือกเป็นร้อย แต่เด็กเป็นหมื่น เป็นพัน ชื่อก็เลยพ้องกันได้ วันดีคืนดี มีการสำรวจสักทีว่า ชื่อไหนที่ฮิทกันมาก   
 
สมัยหนึ่ง  ชื่อผู้หญิงว่า แอชลีย์ แมดิสัน เป็นที่นิยมนำหน้า รุ่นก่อนไปหน่อย ก็ชื่อ วาเนสซ่า เจนนิเฟอร์  เจสสิกา คิมเบอร์ลี่ย์  ถัดไปรุ่นเก๋ากึ้ก โน่นก็มี ลินดา แนนซี่  แมรี่ เอลิซาเบ็ท โดโรธี ตามลำดับ

ส่วนชื่อผู้ชาย ไม่ค่อยจะหวือหวาเท่าไรนัก แต่ก็มาเป็นรุ่นๆเหมือนกัน อย่างที่เห็นจากชื่อนักเรียนที่มาเรียน ซึ่งเป็นผู้ชายเสียส่วนใหญ่

เมื่อก่อนมีนักเรียนชื่อจอห์นมาบ่อยๆ ชั้นต่อๆมามีชื่อไมเคิล และ ฌอนกือบทุกชั้น  มีอยู่ชั้นหนึ่งมีชื่อ เจสัน เสียสี่คน

เอาเป็นว่า ความคิดสร้างสรรค์เรื่องชื่อ สู้พี่ไทยไม่ได้เลย  

ชื่อ เจสัน ที่เพิ่งฮิทตั้งว่าชื่อไทยไม่ให้หวือหวานัก ว่า เจตนา จีระ  จารึก บางทีตั้งชื่อเล่น บ้างมีสมญานามให้ด้วย
 
ชื่อเล่นที่ครูชอบนี่ คงไม่พ้นว่า แดง ใครที่ผมแดง หรือหน้าตกกระ หรือหน้าแดงๆหน่อย ครูต่างพากันเรียกว่าแดงทั้งนั้น นอกจากนั้น ก็เอาชื่อจากตัวพยัญชนะ เช่น ไก่ ช้าง เต่า ผึ้ง ใครที่มีอาวุโสหน่อยก็ถูกเพื่อนร่วมห้องให้ฉายาว่า ผู้เฒ่า หากหนุ่มน้อยคนไหนที่โกนหัวเป็นประจำ เพราะอยากจะประหยัดค่าตัดผม มักจะเรียกกันว่า เณร 
 
มีหนุ่มน้อยวัยใส เข้าทหารใหม่อีกคนหนึ่งชื่อ เจอรมี  เพิ่งเข้ามาเรียนใหม่ ยังไม่ทันจะได้ตั้งชื่อ ก็รู้กันไปทั่วเมื่อคราวเลี้ยงต้อนรับชั้นใหม่ พ่อหนุ่มคนนี้ช่างกินเหลือเกิน กินได้ทุกอย่างไม่เลือก แถมกินแต่ละยังกะมีเด็กมีพยาธิ์ ครูเลยเรียก กินเก่ง  และทุกคนเลยพากันเรียกตามจนติดปาก เจ้าตัวก็มิได้เคืองขุ่นกับสมญานามแต่อย่างใด  แถมชอบใจเสียด้วยซ้ำ
 
อีกคนหนึ่งชื่อ จิม แต่ผู้ชายอะไรหน้าตาจุ๋มจิ๋มเหลือเกินทั้งๆที่เป็นผู้ชายทั้งแท่ง ครูจำเริญเลยแอบเรียกว่า จิ๋ม ก่อนนามนี้จะแปรความหมายในภาษาไทย
 
นักเรียนอีกคนชื่อ แลรี่ แต่พ่อเจ้าประคุณ ได้หน้าลืมหลังบ่อยๆ แถมขี้งง ครูเลยเรียกว่า หลง จนกระทั่งวันหนึ่ง  พ่อหลงมาโรงเรียน หัวโล้น สอบถามได้ความว่า แพ้พนันฟุตบอล แต่ไม่ได้พนันเงินหรืออะไรหรอก เพื่อนคงจะกลัวว่าจะหลงลืม เลยให้พนันด้วยหัว คือ ถ้าแพ้พนันต้องโกนผมแทน ชื่อ หลง เลยกลายเป็น ชื่อ โล้น เสียสองสามอาทิตย์
 
 ชื่อ โจ ตั้งให้ว่า จเร จรัส ไปตามเรื่อง
 
 มีโจหนึ่ง ครูประจำชั้นตั้งชื่อให้ว่า จามร  แต่ไม่มีใครเรียกกันสักคน  เจ้าตัวเองก็ไม่ชอบ แต่ไม่บอกว่าจะเป็นเพราะเสียงออก มอร์นๆ เหมือนแปลว่าโศกเศร้าไว้ทุกข์  พอบอกความหมายว่าเป็น พัดพระราชา เจ้าตัวไม่ค่อยจะซาบซึ้งเท่าไร เลยไม่มีใครเรียก
 
เพื่อนนักเรียนสมัยเด็กๆคนหนึ่งชื่อ จามร เหมือนกัน ทว่าเจ้าตัวออกจะชังชื่อตัวเอง บ่นว่าเชยบ้าง เป็นชื่อผู้ชายบ้างสารพัด เคยแนะนำให้ประสระอี ใส่ซะ เป็น จามรี จะได้ฟังเป็นชื่อผู้หญิงหน่อย อ้าว ความหมายจากพัด กลายเป็นสัตว์ที่หวงขน ไม่เอ้า ไม่เอา ความหมายไม่เข้าท่า สุดท้ายยังใช้ชื่อเดิมมาจนกระทั่งทุกวันนี้ 

เพื่อนคนหนึ่งเทั้งเรียนเก่ง ทั้งขยัน เรียบร้อย ยิ้มง่าย เวลาออกเสียง กะทัดรัดเพราะจับใจ แต่เจ้าตัวสะกดว่า วิลัย ตามคนสะกดให้ก่อนเธออ่านออกเขียนได้ แปลถูกเสีย ครูเคยทักท้วงให้เปลี่ยนตัวสะกด เป็นวลัย หรือ วลัย จะได้ความหมาย งดงาม ไม่ย่อยยับ เธอยิ้มรับ จนแล้วจนรอด ไม่เคยเห็นว่าเปลี่ยนตัวสะกด จากเด็กที่เรียนเก่ง เป็นสาวเก่งและประสบผลสำเร็จในชีวิต

เชคสเปียร์ กล่าวไว้ในบทละครเรื่อง โรมิโอและจูเลียตว่า " What's in a name?"  ร.6 ทรงแปลบทละครเรื่องนี และถอดความหมายคำกล่าวนี้ไว้อย่างเหมาะเจาะว่า ". . . นามนั้นสำคัญไฉน?" 

หลายคนเปลี่ยนชื่อใหม่ให้ดังใจปรารถนาได้ เนื่องจากไม่ชอบชื่อเดิม เพราะเฉิ่ม เชย เกร่อ ไม่ถูกโฉลก โดนล้อ หรือความหมายไม่เป็นมงคล

เด็กสาวไทยนางหนึ่ง ภูมิใจชื่อตนเองเป็นที่สุด เนื่องจากไพเราะ เป็นเอกลักษณ์ อยู่มาวันหนึ่งทราบว่า มีคนอื่นชื่อเหมือนนาง ถึงกับร้องไห้ด้วยความผิดหวัง

ตัวอย่างรอบตัว พอรุปได้ว่า ไม่ว่านามนั่นสำคัญหรือไม่สำคัญ ทว่า นามบ่งบอกอะไรต่อมิอะไรได้หลายอย่าง

ครูสาวภาษาไทยจากสถาบันอีกแห่ง ชื่อ ดำเนิน พอได้ยินชื่อทำให้นึกถึงเพลงฺฺฮิทเก่า ดำเนินจ๋า ของสุรพล สมบัติเจริญขึ้นมาทันควัน จนอดร้องออกมาไม่ได้--"โอ้ ดำเนิน เธอสวยเหลือเกินดำเนินของพี่ . . ."  เจ้าของชื่อเล่าว่า "นั่นแหละค่ะ พ่อตั้งชื่อตามเพลงที่พ่อชอบมาก" ตอนเล็กๆ พ่อของเธอ คงร้องกล่อมเป็นประจำ--" โอ้ ดำเนิน น่ารักเหลือเกิน ดำเนินลูกพ่อ . . . "

พ่อแม่รัก รักอะไร ประทับใจอะไร มักเอาสิ่งนั้นตั้งชื่อให้ผู้เป็นที่รักเสมอ

นไทยเราโดยทั่วไป อยากมีชื่อไพเราะ เก๋ เท่ห์ เป็นเอกลักษณ์ ถูกโฉลก วันเดือนปีเกิด มีความหมาย ที่สำคัญ ต้องไม่ซ้ำใคร 

ครูไทยพลอยรับจุดสร้างสรรค์เรื่องชื่อไปด้วยพร้อมๆกับให้นักเรียนซึมซับวัฒนธรรมไทยไปในตัว

ชื่อยอดฮิทว่า ไมค์ หรือไมเคิล ชื่อไทยก็ตั้งเป็น ไมตรีบ้าง มงคลบ้าง มีชัยบ้าง  ชื่อหลังนี่ ครูผู้ชายชื่อจำเริญตั้งให้ อมยิ้มไปด้วยเวลาเรียกแต่ละที แน่นอนครูเรียกนักเรียนทีไรก็เหมือนย้อนความทรงจำไปตอนนั้นครูจำรูญยังหนุ่มฟ้ออยู่เมืองไทยหลายทศวรรษมาแล้ว ตอนที่มีการรณรงค์วางแผนครอบครัวเมื่อโฆษณาถุงยางของคุณมีชัย วีระไวทยะ กำลังฮิท นักเรียนเลยได้ความไปทั้งคำแปลและความหมายนัยยะ    

มีหนุ่มน้อยไมค์อยู่หนึ่ง ซึ่งนามสกุลที่เป็นที่โปรดปรานในหมู่ครู ตัวสะกดเลยออกเสียงคล้ายว่า สนุก แต่เผอิญพ่อหนุ่มหน้ามนคนนี้ หน้าตาไม่ค่อยจะแย้มยิ้มแจ่มใส พวกครูๆก็เลยเรียกว่า ไม่(ไมค์)สนุก

ชั้นใหม่มาอีกชัั้น ชั้นนี้ มีนักเรียนแค่ห้าคน แต่ชื่อ ไมเคิล สองคน

ไมเคิลแรก เป็นหนุ่มนาวิกโยธินล่ำสัน เคยเรียนมหาวิทยาลัยที่รัฐฟลอริดา ซึ่งภาคภูมิใจกับทีมฟุตบอลอเมริกันของมหาวิทยาลัยมาก และสัตว์นำโชคของทีมฟุตบอลคือ จระเข้ เลยขอให้ใช้ จระเข้ เป็นชื่อเล่น  

ส่วนไมเคิล อีกคนหนึ่ง กลับเป็นผู้หญิงเสียนี่ ออกจะแปลกสักหน่อยเพราะไม่ค่อยได้เห็นเรื่องทำนองนี้บ่อยนัก เธอเล่าว่า ว่าพ่อแม่ฝังใจกับชื่อนี้มาตั้งแต่ก่อนเกิด พอเป็นผู้หญิง เลยตามเลยเพื่อไม่ให้เสียความตั้งใจ เท่ห์ไปอีกอย่าง 

ผู้สาวไมเคิลมาเรียนภาษาไทยชั้นเดียวกับไทยกับสามีทหารซึ่งจะไปประจำการที่เมืองไทย เนื่องจากเธอจะย้ายติดตามตามสามีไปเมืองไทยด้วย เธอจึงสามารถเข้าเรียน จะว่าไป ทางการที่นี่สนับสนุนเช่นนั้น ถือว่าภรรยาเป็นลมใต้ปีกสามีว่าอย่่างนั้นเถอะ

ตอนเริ่มเรียนพยัญชนะ สามีขอชื่อเล่นว่า ช้าง เนื่องจากมหาวิทยาลัยที่เคยเรียนและยังผูกพันอยู่มีช้างเป็นสัตว์นำโชค ทั้งได้เรียนรู้ว่า ช้าง เป็นสัตว์ที่มีความหมายสำหรับคนไทย ยิ่งพอทราบว่าเวลาคนไทยบนบานศาลกล่าว จะเรียกตัวเองว่า ลูกช้าง เลยยิ่งชอบใจใหญ่

ส่วนภรรยาผู้สาวไมเคิล เลือกสัตว์นำโชคจากมหาวิทยาลัยที่เธอเคยเรียนเช่นกัน เผอิญว่า สัตว์นำโชคนั้นคือ เสือ ฟังแล้วดุจังเลย ผิดจากเจ้าตัวเป็นคนยิ้มหวาน สุภาพและน่ารักทีเดียว ครูเห็นดังนั้นจึงเสนอชื่อคล้ายๆชื่อเธอเอง คือ เมขลา พอทุกคนได้ฟังตำนาน มีภาพประกอบที่มาของเมขลา รามสูร ให้ฟัง โอย นักเรียนสนุกกันใหญ่ทั้งห้อง เลยพาเรียกกันสาวคนนี้ว่า เมขลา ติดปากไปเลย เธอออกจะพอใจชื่อนี้ แม้เรียนจบแล้วเวลาผ่านไปอีกหลายปี ชื่อนี้ยังติดปากเพื่อนและครู

อีกชั้นหนึ่ง เคยมีนักเรียนชื่อ แดเร็น ครูมีชื่อไทยให้พ่อหนุ่มเลือก จะเอาชื่อ ดำรง แปลว่า คงอยู่ชั่วกาลปาวสานเป็นภาษาไทยความหมายออกดีแสนดี หรือ ดรุณ ที่แปลว่าหนุ่มน้อย แดเร็นเลือก ดรุณ ครูอยากรู้ ทำไมถึงเรื่องชื่อนั้น แดเร็นบอกเหตุผล

“เวลาสะกด เสียงพยางค์แรกว่า Dam ออกเสียงว่า ดำ (dum) แปลว่า โง่ ทึ่ม แถมเพื่อนๆออกเสียงพยางค์นี้ทีไร สะดุ้งทุกที เหมือนโดนสบถใส่ว่า แดม (Damn)”    
 
 ผมขอเป็นหนุ่มน้อยดีกว่าครับ”  แดเร็นย้ำกับครูอย่างสุภาพ
 
เออ จริงนะ ครูไม่ทันได้คิดถึงเรื่องนี้  คำอะไรที่เป็นสิริมงคลของภาษาหนึ่ง แต่อาจจะเป็นอัปมงคลอีกภาษาก็ได้  ดีแล้ว ทีหน้า ทีหลัง จะได้คิดให้รอบคอบกว่านี้
 
คำอธิบายของหนุ่มน้อยคนนี้ ทำให้นึกย้อนไปถึงเกร็ดตลกเกี่ยวกับเรื่องที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่รู้จักกันในหมู่ฝรั่งว่า ปริ๊นซ์ดำรง จำไม่ได้แน่ว่าจะเป็นพระเจ้ายอร์ชที่ ๖ แห่งอังกฤษหรือเจ้านายองค์ไหนที่ทรงล้อโดยเล่นคำกับพระนามสมเด็จกรมพระยาดำรงฯว่า  
 
"Damrong (Damn wrong), when are you going to be damn right?"

        
            สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  
ภาพจาก https://x.com/9yaud/status/1200946753899380736



👥👥👥


06. สอนไทยฝรั่ง: ความหมายเสีย(ง)

 6.  ความหมายเสีย()


จอห์น ทราโวลต้า จากหนังเรื่อง แซทเทอเดย์ไนท์ฟีเวอร์

พอได้เรียนรู้มาบ้างแล้วว่า การตั้งชื่อภาษาไทยให้นักเรียนฝรั่งที่มาเรียนภาษาไทย นอกเหนือไปจากพยายามให้ใกล้เคียงเสียงเดิมเข้าไว้ ได้ความหมายดีๆแล้ว ต้องระมัดระวังเรื่องการออกเสียง ทั้งนี้ทั้งนั้น หากเจ้าตัวพอใจ นับว่าใช้ได้

        ยกตัวอย่างนักเรียนนายทหารคนหนึ่งชื่อ ร้อด  ครูเห็นว่า ไม่มีอะไรที่จะมีเสียงใกล้เคียงคำนี้ ไปกว่าคำว่า รอด อีก แล้ว  เสริมคำว่า บุญ ไปข้างหน้า เป็น บุญรอด  แปลว่า survivor  เจ้าตัวชอบใจใหญ่ แหม . . . ช่าง เหมาะเหม็งอะไรยังงั้น  ทั้งมีความหมาย  หากเรียนภาษาไทย สอบผ่านรอดตัวได้ ก็นับว่าบุญแล้วล่ะ  

      แต่ที่ไหนได้ ตอนปิดเทอม ร้อดไปเมืองไทยเพื่อฝึกภาษาเพิ่มเติม  พอบอกชื่อไทยให้คนไทยฟัง เจ้าตัวรายงานว่า คนฟังคนไทยต่างพาอมยิ้มกันตามๆ  ตอนนั้น หนังเรื่องบุญรอด  ออกฉายไปไม่เท่าไร ชื่อยังกรุ่นอยู่ในความทรงจำ จะว่าครูเช้ย เชย ตั้งชื่อเฉิ่ม หรือ ทันสมัย ได้ทั้งนั้น

      ชื่อเป็นความนิยมของแต่ละชาติ ต่างภาษา ต่างสมัย ของไทยเรานิยมชื่อแปลกๆ เรียกยาก เขียนยาก  อ่านยากขึ้นทุกวัน  เอาภาษาโน่นภาษานี่มาผสมกันยุ่ง  ซึ่งก็ต้องยกนิ้วให้คนช่างตั้งชื่อ เพราะแต่คนมีเงื่อนไขหลายอย่าง เช่น ต้องถูกโฉลก ต้องไม่มีตัวกาลกิณี  ต้องมีเดช มีศรี  หรืออะไรต่อมิอะไร มิหนำซํ้าต้องมีความหมายดี  ต้องไม่เหมือนชาวบ้าน  เวลาสะกดดูรุงรัง อ่านยากๆเข้าไว้ ถ้าถอดเสียงเป็นภาษาอังกฤษ ฟังแล้ว ไม่ตกใจยิ่งเริ่ด
จะว่าไปชื่อตัวเดียวแสนจะเท่ห์  เช่น  เปรม ปริม ปราง ชวน  เชิด  ชาติ  มุก จันทร์ พลอย ทูล  ชาย  เอื้อ  มิตร  ฯลฯ

     เรื่องแฟชั่นการตั้งชื่อนี้ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยปรารภผ่านท่านเจ้าคุณ  บิดาของพลอยจาก สี่แผ่นดิน ว่า หากตั้งหรูหราเกินไป เหาจะขึ้นหัว เพราะ นั่นเป็นลักษณะชื่อที่เจ้าเท่านั้นที่พึงใช้

พอเอ่ยมาถึงตอนนี้ทำให้นึกนักเรียนหนุ่มอีกคน นามกรว่า มาร์คัส  

มาร์คัส ทั้งหัวไว สอนอะไรรับได้ยังกะฟองน้ำ ทั้งขยัน ทั้งขวนขวาย เรียนจบจากสถาบันนายร้อยเวสพ้อยท์ นับว่าไม่ย่อยแหละ เท่าที่เห็น รายไหนที่จบจากสถาบันเด่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันทหาร หรือ มหาวิทยาลัย ที่ผ่านมาเรียนทางสถาบันภาษาแห่งนี้ ไม่เคยได้ยินคนใดจะคุยโอ่เรื่องรั้วสถาบัน หรือ เอ่ยอวดเรื่องเพื่อนร่วมรุ่น หรือรุ่นโน้น รุ่นนี้ หรือคอยสมานฉันท์เพื่อเตรียมบึ้ม เปรี้ยงปร้าง หรือทำรัฐประหาร ก็เป็นทหารอาชีพนี่นะ ไม่ใช่เป็นทหารแค่คราบในชุดลายพราง ที่ซ่อนบทนักโกย(การ)เมืองหรือนักโกยทรัพย์ พ่อหนุ่มคนนี้ รูปร่างสันทัด เป็นนักวิ่งทนตัวยง หน้าตาเหมือนกับ จอห์น ทราโวลต้า ยังกะเป็นฝาแฝด แต่หนุ่มกว่ามาก เลือกชื่อเล่นว่า ลิง เนื่องจากมีบุคคลิก ความแคล่วคล่องว่องไวเหมือนกัน

        ส่วนชื่อไทยนั้น ครูรวีวรรณซึ่งเป็็นครูประจำชัั้นนั้นตั้งชื่อจริงว่า มงกุฎ  คงจนนึกถึง ลิงสิบแปดมงกุฎ แต่ครูออกจะตะขิดตะขวงใจเรื่องความหมายเต็มทน เลยขออนุญาตเปลี่ยนชื่อใหม่ เอาชื่อสองสามชื่อมาให้เลือก เจ้าตัวเลยเลือก มานะ เห็นว่า เพราะเรียบง่ายและความหมายดี

        มานะ แปลว่า ความหมั่นเพียร  ครูบอก

       ผมนึกว่า หมายถึง ผู้มีคนรักและอยากจะเชื้อเชิญเสมอ มาร์คัส ตีความหมายให้ฟัง

         ไปได้ความหมายนี้มาจากไหนกัน?  ครูงง

มา (ให้ได้) นะ งครับ”  มาร์คัสอธิบาย

เออ . . .  เข้าทีดีเหมือนกัน
 
แต่พอมีหลายชื่อเข้า คนเรียกชักงง นึกไม่ทันว่าชื่ออะไรกันแน่ มาร์คัส ลิง มงกุฎ หรือ มานะ 

        "คุณ . . . จอห์น  ครูโพล่งออกไป

นักเรียนมองหน้ากันใหญ่ เคยได้ยินครูเรียกชื่อฝรั่งจริง ฝรั่งเล่น ไทยจริง ไทยเล่น ไหง ครูคนนี้ดันมาเรียกชื่อนี้ เลยช่วยกันแก้ ครูหลงลืมใหญ่แล้ว
. . . ทราโวลต้า  ครูว่าต่อ สภาพตกกระไดพลอยโจน ก็ไม่จริงเหรอ พ่อหนุ่มคนนี้หน้าตาเหมือน ดารา จอห์น ทราโวลต้า ยังกะแพะกับแกะ แถมคางก็บุ๋มเหมือนกัน
ทุกคนหันหน้าไปมองหน้าเจ้าตัวที่ชื่อเล่นว่า ลิง อย่างเต็มตา เออจริงแฮะ ไม่เคยสังเกตมาก่อน

                                               จอห์น ทราโวลต้า

เหมือนกับจอห์น ทราโวลต้า ในหนังเรื่อง เดวิลส์เรนเพื่อนร่วมชั้นเริ่มแซว หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกๆที่ จอห์น ทราโวลต้า รับบทตัวประกอบเล็กๆ ตามหน้าตาไม่มีเค้าเดิมเลย

                                                         จอห์น ทราโวลต้า จากหนังเรื่อง เดวิลส์เรน

หรือเรื่อง แฮร์สเปรย์ เพื่อนอีกคนรับลูกต่อ จอห์น ทราโวลต้า แต่งเป็นเจ๊ใหญ่ แดร็กควีน (Drag Queen)หญิงในหนังเรื่องนี้


                                               จอห์น ทราโวลต้า จากหนังเรื่อง แฮร์สเปรย์

ว่าแล้ว เพื่อนอีกคนก็ขับร้องพลง สเตอิ่ง อไลฟ์ ของวง บี จีส์ ชูมือ ขยับสะโพกเต้นดิสโก้เหมือนหนังเรื่อง แซทเทอเดย์ไนท์ฟีเวอร์ ที่สร้างชื่อให้ดาราคนนี้                          
เจ้าตัวยิ้มกว้างรับ แม้รู้สึกขินหน่อยๆเพราะถูกแซวแต่ฮะฮึ่มถึงยังไง ตูก็หล่อนะเฟ้ย
 ครูเลยต้องหยุดเรียกฉายานามมาตั้งแต่นั้น ไม่งั้น ด.ช. มานะ จะโดนแซวอีก เลยเรียกง่ายๆว่า ลิง แทน

อันที่จริง ชื่อ สัตว์ นี่ ก็เคยใช้เป็นชื่อเล่น เรียกเด็กๆกันแพร่หลายเมื่อก่อนตอนที่ เด็กเกิดใหม่ไม่ค่อยรอด  เพราะการแพทย์การพยาบาลยังล้าสมัย  ความเชื่อของคนสมัยนั้น ตั้งชื่อให้น่ะเกลียดเข้าไว้บ้าง ใช้ชื่อสัตว์บ้าง ชื่อสี เพื่อจะหลอกผี  ผีจะได้ไม่เอาเด็กไปจากพ่อแม่  จึงมีชื่อ เหม็น  หมู  ช้าง  ไก่  นก  แต่ยังไม่เคยปรากฏว่ามีใครชื่อ  กา  หอย หรือลิง

 ชื่อที่เป็นสี  ก็มี แดง  ดำ  ขาว  เขียว  ส้ม  แต่ไม่มีแสด หรือ กากี

 ตอนกลับไปเมืองไทยเมื่อสองศตวรรษก่อน เพื่อนเล่าให้ฟังว่า
 
เดี๋ยวนี้ ชื่อเล่นเป็นภาษาไทยจริงๆไม่มีกันแล้ว ตั้งแต่ชื่อฝรั่ง แอน  แอ๊ปเปิ้ล จูน  เอ บี  เอ็ม  แต่ยังไม่มี  อี
 
อีกคนเคยเจอ ชื่อ เชอลี่ แต่ไม่มีดั้ง”   เพื่อนฉอดๆให้ฟังต่อ
 
จริงแท้ ชื่อไทยๆที่เป็นความงามตามธรรมชาติ หรือดอกไม้ไม่มีอีกแล้ว ด้วยสาเหตุต่างๆกัน

 อย่างเช่น  สายฝน  เนื่องจากเป็นชื่อยี่ห้อบุหรี่ที่เป็นตัวการโรคมะเร็งในปอด

 ส่วน มะลิ  กุหลาบ ซ่อนกลิ่น บานชื่น เฟื่องฟ้า ค่อยๆเลือนหาย อาจจะไม่หรูหราพอ หรือไงไม่ทราบ

 สายรุ้ง  ทอรุ้ง  สีรุ้ง ที่ดูเพราะนักหนา มาตอนนี้  อะไรเป็นรุ้งๆ ต้องระวัง เพราะเวลาแปลเป็นภาษาอังกฤษ มีความหมายเป็นสัญลักษณ์ของชาวเกย์ซึ่งอาจจะก่อการตีความผิดโดยไม่ตั้งใจ

 ดังนั้น จึงไม่ค่อยเห็นใครใช้ชื่อไทยที่ขึ้นต้น ด้วย เก  เช่น เกชา หรือ เกสร

แม้แต่ในภาษาอังกฤษ ก็เหมือนกัน อย่างเช่น  ชื่อ เกย์ลอร์ด  (Gaylord ) ที่เคยถือกันว่าไพเราะ และความหมายเดิมออกเพราะ แต่มาตอนนี้ ไม่มีใครตั้งชื่อนี้กันแล้ว

นักเรียนชั้นใหม่รุ่นหนึ่ง มีนาวิกโยธินหนุ่ม สูงสง่า หน้าตาหล่อเหลา ชื่อเล่นภาษาอังกฤษว่า เอ๊ด รวมอยู่ด้วย เอ๊ดเป็นอีกคนที่แต่งงานกับสาวไทย

ตอนแรกที่ได้ยิน เอ๊ด บอกชื่อภรรยาคนไทย ครูต้องมานั่งแปล ผันเสียง ร่นสั้น ลากยาว อยู่ครู่ กว่าจะรู้ว่า ภรรยาของหนุ่มเอ๊ดไม่ได้ชื่อ น่องยาว หนองเหย่า แต่เป็น นงเยาว์

ส่วนชื่อไทยของ เอ๊ด  ครูจำเริญตั้งชื่อเสียเพราะพริ้งว่า อัศวิน

ตอนแรกๆครูตั้งชื่อให้ใหม่ๆ บอกความหมาย เจ๋งมาก ก็เป็นนาวิกโยธินนี่นะ ก็เครือๆกับ อัศวิน นั่นแหละ

 ตอนครูจำเริญตั้งชื่อนั้น เอ๊ด ยังเรียนขั้นพื้นฐาน ยังอ่านภาษาไทยยังไม่ออก ครูจำเริญเลยเขียนคำอ่านให้เป็นภาษาอังกฤษ

 พอเห็นชื่อที่สะกดเป็นภาษาอังกฤษ  เจ้าตัวร้องจ๊าก พยางค์ที่สอง ที่ว่า วิน มีเสียงและความหมายดีอยู่หรอก แต่เจ้าพยางค์แรกนี่สิ  เจ้าตัวออกเสียงว่า แอ้ส เหมือนคำที่แปลว่า ตูด 

ครูจำเริญเองไม่ทันนึกถึงจุดนี้  เลยต้องรีบแก้การออกเสียงใหญ่

 "'อัด' นะ ไม่ใช่ 'แอ้ส'  

  เออ . . .   อัด ก็ อัด วะ  นักเรียนยอม

 คนที่เป็นอัศวินนี่ ครูจำเริญบอกว่า ขี่ม้าขาว ด้วย ว่าแล้วครูก็อธิบายความหมาย และเขียนคำออกเสียงเป็นภาษาอังกฤษ  อัศวินขี่ม้าขาว  อัศวินรีบจดและท่องจำจนขึ้นใจ

เย็นนั้น อัศวินมีเรื่องกลับไปเล่าให้ภรรเมียไทยที่บ้านฟังถึงประสบการณ์การเรียนประจำวัน เป็นภาษาไทย

 ผมมีชื่อภาษาไทยว่า  แอ๊สวินขี้หมาคาว 


                                    👥👥👥