Monday, March 16, 2026

01. สอนภาษาไทยฝรั่ง: อารัมภบท

 เรื่องนี้ เขียนจากประสบการณ์บางส่วนของการทำงานช่วงปี 2535 – 2552 เหตุการณ์ ภูมิหลังจึงสะท้อนความเป็นไป ณ ช่วงเวลานั้น

ภาพประกอบ เป็นภาพถ่ายและภาพ AI


  
1. อารัมภบท

 
    ดูเหมือนจะเป็นเชคสเปียร์ที่เคยกล่าวทำนองว่า คนที่ทำเป็นทำ คนที่ทำไม่เป็นสอน  พอลองมาย้อนดูตัวเอง คงเข้าข่ายประเภทหลัง คือ ทำอะไรไม่เป็น ก็เลยต้องหันไปสอนแทน หากินกับของเก่าว่ายังงั้นเถอะ คือไปเป็นครูภาษาไทยสอนให้ฝรั่งต่างชาติที่เมืองมะริกา
                              
     เชคสเปียร์
 
    เมื่อบอกให้ใครต่อใครทราบ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แหม น่าอิจฉา คนอะไรโชคดีจัง  ได้งานอะไรที่ง่ายแสนง่าย ก็เขาจ้างให้ไปพูดภาษาที่พูดมาแต่อ้อนแต่ออก  



 
    ความจริงเรื่องการสอนภาษาไทยให้นักศึกษาต่างชาตินี้   อาจารย์ดร. นิตยา กาญจนะวรรณ ได้จำเรียงจาระไนยไว้อย่างละเอียดในนิตยสารสารคดีเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2539 ท่านได้เล่าตามประสบการณ์การสอนของท่านเองทั้งในและต่างประเทศ  และตามที่ได้มาจากการได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอาจารย์ผู้สอนคนอื่นๆ ทั้งในเอเซียและสหรัฐฯ  
 
    คุณสมบัติที่ท่านกล่าวถึง สรุปได้ง่ายๆ คือ
 
    ประการแรก ต้องรู้ภาษาไทยดี หากจะเคยค้นคว้า วิจัยทางด้านภาษามาก่อนและมีประสบการณ์ในการสอนโดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษาต่างชาติยิ่งดี  ที่สำคัญ ต้องเป็นผู้พูดภาษาไทยมาตรฐานด้วยสำเนียงชัดเจน  
 
    ประการที่สอง ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ สามารถสื่อกับผู้เรียน ผู้ร่วมงานได้ นั่นหมายถึงว่าผู้สอนอาจจะต้องพูดภาษาของประเทศที่ไปสอนได้ หรืออย่างน้อยก็เป็นภาษากลางที่ใช้กันแพร่หลาย ซึ่งก็คือภาษาอังกฤษ เพราะการสอนภาษาที่กล่าวถึงเป็นการสอนผู้ใหญ่ วิธีเรียนแตกต่างจากเด็กๆ ต้องมีหลักเหตุผลพอสมควรและสื่อสารจุดนี้ได้ ประการที่สาม คือ ต้องมีโลกทัศน์กว้างไกล  
 
    ประการที่สี่ คือ มีวัฒนธรรมการเข้าสังคมสากล และมีวินัยในการทำงาน
 
    เอาคำแนะนำมาไตร่ตรอง และทดสอบกับตัวเอง แต่ก็นั่นแหละ เรื่องอย่างนี้ ทดสอบตัวเองก็รังแต่เข้าข้างตัวเองอยู่ร่ำไป ถึงจะพยายามทำใจให้เป็นกลางอย่างไรก็เถอะ ส่วนลึกๆในใจคอยปลอบตัวเองว่า สู้ตาย ไม่ไหวก็ต้องไหวน่า
 
    ขอข้ามไปพิจารณาคุณสมบัติที่สองคือเรื่อง มนุษยสัมพันธ์   คิดเแล้วก็ฮึดว่า ได้น่า เพราะเท่าที่เคยทำงานมา อาจจะโชคดีหรือยังไงไม่ทราบ เจอเพื่อนร่วมงานมืออาชีพ  เลยไม่ปรากฎว่าจะเข้ากับใครไม่ได้ หรือทำใครต่อใครเอือมระอา  หลายคนบอกว่าเป็นเพราะ เนี่ยเป็นเพราะไม่ได้อยู่ด้วยกันนาน  ไม่งั้นจะเห็นไส้กี่ขดของเพื่อนร่วมงาน เออ น่ะ  เราเองก็แค่คนเดินดินกินข้าวแกงธรรมดา ไม่ใช่จะวิเศษวิโสมาจากไหน  เอาใจเขามาใส่ใจเราเสียหน่อย  คนเรามีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น  ละวางอัตตาเสียหน่อย พยายามทำใจยอมรับว่า คนไม่เหมือนกัน เราเองยังเปลี่ยนนิสัยตัวเองไม่ค่อยจะได้ แล้วนับประสาจะไปเปลี่ยนนิสัยคนอื่น ส่วนเจ้านิสัย ขี้หมั่นไส้  ขี้รำคาญ ปากร้ายที่ติดตัวนั่น นับตั้งแต่กัลยณมิตรเห็นจุดบกพร่องข้อนี้  ให้คาถาเรื่องปากไว้ไว้ให้ท่องเป็นประจำ คือ หากจะพูด ต้องพูดดี พูดเพราะและพูดแล้วมีประโยชน์  ก็เลยทำให้เพลาๆลงได้บ้าง และหวังว่า คงช่วยให้รอดพ้นจากความเป็นปลาหมอที่ต้องตายเพราะปาก เรื่องสื่อสารกับผู้เรียน ก็ทำได้พอเป็นกระษัย หากพูดภาษาเก่งเป็นไฟแล้ว ประเดี๋ยวจะกดกลั้นไม่ไหวไปพ่นภาษาอังกฤษใส่นักเรียน  นักเรียนเข้าใจดีหรอก ทว่า นักเรียนเสียโอกาสที่จะได้ฝึกฟัง ฝึกพูด ฝึกเดาเท่าที่ควร  เรื่องการสอนภาษาเรียนที่เราพูดมาแต่อ้อนแต่ออกดูจะง่าย แต่ถ้าโดนคำถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ คงจะต้องอึ้งไปเหมือนกัน เคยคิดเสียที่ไหน ขนาดอยู่กับเด็กๆ โดนถามโน่น ถามนี่ว่า ทำไม แทบจนมุมแต่ยังหาทางออกพอได้ แล้วนี่ ต้องสอนผู้ใหญ่ ต้องใช้คำอธิบายที่มีเหตุผลพอสมควร ไวยากรณ์หรือหลักภาษาไทยที่เคยร่ำเรียนมานี่ คนละเรื่องกันจริงๆ แต่เรื่องนี้ เห็นจะค่อยเรียนค่อยรู้ ปรับปรุงตัวเองไปเรื่อยๆ
 
    คุณสมบัติประการที่สาม เรื่องโลกทัศน์นั้น คิดอย่างเข้าข้างตัวเองว่า เท่าที่ผ่านมาด้พบเห็นชีวิต หลากหลายสังคมได้รับฟังรับรู้ ซึมซับมาไม่น้อยโลกทัศน์คงจะพลอยขยายตามหรอกน่า  แต่ต้องคอยหมั่นเตือนตัวเองอยู่บ่อยๆว่า อย่าทำตัวเป็น กบในกะลา’ ก็แล้วกัน
 
    ส่วนเรื่องคุณสมบัติประการที่สี่ ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมสากล เรื่องวินัยการทำงาน ก็บอกตัวเองว่า คงไหวน่า อยู่เมืองนอกเมืองนามาหลายปี รู้ซึ้งถึงวัฒนธรรมและวินัยการทำงานพอสมควร แถมตัวเองออกจะบ้างานหน่อยๆด้วยซ้ำ เรื่องทำงานแบบเช้าชาม เย็นชามหรือคอยพินอบพิเทาเลียก้นเจ้านายไปวันๆไม่มีแบบนั้นแน่
 
    ย้อนกลับไปพิจารณาคุณสมบัติประการแรก เรื่องความชำนาญภาษาที่จะสอน  ก็พอมีอยู่น่ะ เพราะเคยเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มาด้วยความสนใจ  ทั้งได้ค้นคว้าภาษารวมทั้งรากเหง้าของภาษามาบ้าง สำหรับการพูดออกเสียงภาษา เอาละ คิดว่า พอใช้ได้ แม้สำเนียงภาษามาตรฐานแบบกรุงเทพฯ ออกจะแข็งๆอยู่บ้าง เนื่องจากมิได้มีถิ่นฐานบ้านเกิดมาจากเมืองหลวง เคยถูกล้ออย่างเอ็นดูบ้าง อย่างใจแคบแกมเย้ยหยันบ้าง หยัย แต่หาได้ถือสาไม่ เพราะคิดว่า ตนได้เปรียบตรงที่ว่าพูดชัด ไม่กลืนคำตามแบบสำเนียงชาวเมืองกรุงโดยทั่วไป แถมเสียง ร เรือ และควบกล้ำ ยังออกได้มิหดหาย เรื่องนี้ต้องยกประโยชน์ให้ครูภาษาไทยที่คอยจ้ำจี้จ้ำไชมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งเรื่องการเรียนการสอน ก็ได้เรียนเรื่องภาษามา ทั้งเคยเป็นครู แม้สอนภาษาอื่นมาก็ตาม ก็คงจะประยุกต์วิธีใช้กันได้  
 
    สำเนียงส่อภาษานั้นจริงแสนจริง แต่ละภาคแต่ละถิ่น มีสำเนียง คำศัพท์ของตนเอง แสนจะน่าฟัง เราๆ อาจจะบอกได้ว่า คนโน้น คนนี้ พูดภาษากลางต่างจังหวัด เว้าลาว อู้ก๋ำเมืองหรือแหลงใต้ คนที่คุ้นเคยและหูดีก็เหมือนกับนักภาษาศาตร์หรือนักสัทศาตร์ ที่สามารถแยกแยะย่อย บ่งได้เลยว่า ผู้พูดคนนี้พูดภาษาเมืองกาญจน์ คนนั้นสำเนียงสุพรรณ  แล้วโน่นอู้คำเมืองแบบเจียงฮาย โน่น เว้าอิสานโคราช นะ แล้วโน่น แหลงใต้แบบเมืองคอนหรือนครศรีธรรมราชนะ ไม่ใช่ใต้แบบตานีหรือปัตตานี หรือเจ๊ะเห ตากใบ ไปนู่น 
 
    เวลาเรียนภาษาหนึ่ง ภาษาแรกจะเข้าไปมีอิทธิพลอย่างช่วยไม่ได้   เวลาพูดก็เหมือนกัน  คนฟังพอจะฟังรู้ว่า อาบังนี้พูดอังกฤษเสียงแขก  สาวนี้พูดเยอรมันเสียงไทย  แม้แต่ในเมืองไทยนี่  คนที่มีหูทิพย์ เช่นนักพากย์ตัวยงในอดีตอย่างเเสน่ห์ โกมารชุน สามารถแยกแยะ และเลียนเสียงได้ย่อยลงไปว่า นี่ คนจีนพูดไทยตามสำเนียงแต้จิ๋วนะ นั่นสำเนียงจีนไหหลำ และอย่างนี้ พูดไทยสำเนียงกวางตุ้งนะ ดาราหนังฝรั่ง อย่าง เมอริล สตรีฟ นอกจากแสดงเก่งแล้ว ยังสามารถพูดอังกฤษสำเนียงต่างๆได้สมบทบาท ไม่ว่าจะสำเนียงอังกฤษแบบโปลิช หรือเดนิช
 
    คนที่พูดภาษาไทยพื้นถิ่นเป็นภาษาแรก ส่วนใหญ่ พอพูดไทยเมืองหลวง  ภาษาแรกก็เลยติดไป และอาจจะพลอยฟ้าพลอยฝนไปถึงภาษาต่างประเทศอื่นๆไปด้วย ตัวอย่าง เช่น เสียง ห หีบ ของชาวเหนือหรือชาวอิสานซึ่งเป็นเสียงนาสิกหรือขึ้นจมูก เวลาพูดไทยราชการ ก็ยังคงขึ้นจมูก และพอพูดอังกฤษก็ยังคงไม่หาย ส่วนเสียงพื้นถิ่นใต้ ที่มักจะพูดเสียง เสียง ง งู  เป็นเสียง ฮ นกฮูก เสียงฟ ฟัน  เป็นเสียงควบ คว หรือ จึงไม่แปลกที่จะได้ยินว่า  ฮานผมไม่เสร็จ เพราะ เมื่อคืน ไควคว้าดับ
 
    พอไปเรียนภาษาอังกฤษ อะไรที่ออกเสียงเจ้าตัว เอฟ ก็เผลอเป็นตัวควบกล้ำ คว อยู่ร่ำไป
 
    เรื่องนี้นเคยประสบเองเมื่อคราวเรียนภาษาอังกฤษ คุณครูให้หัดท่องจำทักทายเมื่อถึงชั่วโมง

พอครูทัก กู๊ดมอนิ่ง เฮาอายู

นักเรียนต่างก็ตอบว่า ไอ แอม ควาย กันเป็นแถวๆ
 
    สำหรับภาษาไทยนั้น ถือกันว่า ภาษากรุงเทพฯ เป็นภาษามาตรฐาน ใครกำหนดไว้มาตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ ละก็ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลก เนื่องจากเมืองหลวงเป็นศูนย์กลางราชการและธุรกิจทุกอย่าง  อันที่จริงแล้ว ภาษาไทยเสียงสูงเสียงต่ำแบบกรุงเทพฯ นี่ ออกจะมีวิวัฒนาการทางเสียงนอกรูปนอกรอยผิดเพี้ยนภาษาไทยพื้นถิ่นอื่น ซ้ำเเสียงวรรณยุกต์เล่า ก็หลากหลายกว่าเข้าใจว่าเป็นเพราะอิทธิพลภาษาจีน ฉะนั้นเวลาเรียนภาษาต่างประเทศเช่นภาษาอังกฤษ  คนไทยที่พูดสำเนียงคนเมืองหลวงหลายคนเลยติดใส่เสียงวรรณยุกต์ไปด้วย จึงพูดอังกฤษออกมาเป็นสำเนียงไทยๆ
 
    ความจริงการที่มีสำเนียงภาษาแรกติดเวลาพูดภาษาที่สองนั้น ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยกล่าวไว้ว่าไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย เรื่องนี้เห็นด้วยอยู่เช่นกัน แถมเป็น       เอกลักษณเสียด้วยซ้ำ แตหลายคนไม่เห็นอย่างนั้น หากมีกำลังทรัพย์จึงส่งลูกหลานไปเมืองนอกเมืองนาตั้งแต่เล็กๆ จะได้พูดอังกฤษเก่งๆไม่ติดสำเนียงไทย   ผลที่ออกมาก็แตกต่างกันไป ไม่ดีทั้งสองภาษาบ้าง พูดอังกฤษแลบเป็นไฟบ้าง แต่พูดภาษาไทยไม่ได้เรื่อง หรือไม่ก็พูดไทยคำอังกฤษคำแล้วแต่จะนึกออกคำไหน ถ้าไม่เช่นนั้นก็กลายเป็นพหูสูตทั้งสองภาษาไปเลย  
 
    เท่าที่สังเกต  ผู้ที่พูดภาษาแม่ชัด จะพลอยพูดภาษาอื่นชัดไปด้วย หากจะเริ่ม ต้องเริ่มฝึกกันตั้งแต่เด็กๆเลย ยังไม่ต้องรีบไปยัดเยียดคำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นคำๆหรอก
 
    ถ้าพูดผสมไปหมด ไม่มี ร เรือ หรือควบกล้ำเวลาที่พึงมีเวลาพูดภาษาไทยแล้ว ความหวังที่จะพูดภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่นๆให้เป็นเรื่องเป็นราวเห็นจะางเลือนเต็มที







👥👥👥


No comments: