เรื่องนี้ เขียนจากประสบการณ์บางส่วนของการทำงานช่วงปี 2535 – 2552 เหตุการณ์ ภูมิหลังจึงสะท้อนความเป็นไป ณ ช่วงเวลานั้น
01. อารัมภบท
ดูเหมือนจะเป็นเชคสเปียร์ที่เคยกล่าวทำนองว่า คนที่ทำเป็นทำ คนที่ทำไม่เป็นสอน พอลองมาย้อนดูตัวเอง คงเข้าข่ายประเภทหลัง คือ ทำอะไรไม่เป็น ก็เลยต้องหันไปสอนแทน หากินกับของเก่าว่ายังงั้นเถอะ คือไปเป็นครูภาษาไทยสอนให้ฝรั่งต่างชาติที่เมืองมะริกา
เชคสเปียร์
เมื่อบอกให้ใครต่อใครทราบ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แหม น่า! อิจฉา คนอะไรโชคดีจัง ได้งานอะไรที่ง่ายแสนง่าย ก็เขาจ้างให้ไปพูดภาษาที่พูดมาแต่อ้อนแต่ออก
ความจริงเรื่องการสอนภาษาไทยให้นักศึกษาต่างชาตินี้ อาจารย์ดร. นิตยา กาญจนะวรรณ ได้จำเรียงจาระไนยไว้อย่างละเอียดในนิตยสารสารคดีเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2539 ท่านได้เล่าตามประสบการณ์การสอนของท่านเองทั้งในและต่างประเทศ และตามที่ได้มาจากการได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอาจารย์ผู้สอนคนอื่นๆ ทั้งในเอเซียและสหรัฐฯ
คุณสมบัติที่ท่านกล่าวถึง สรุปได้ง่ายๆ คือ
ประการแรก ต้องรู้ภาษาไทยดี หากจะเคยค้นคว้า วิจัยทางด้านภาษามาก่อนและมีประสบการณ์ในการสอนโดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษาต่างชาติยิ่งดี ที่สำคัญ ต้องเป็นผู้พูดภาษาไทยมาตรฐานด้วยสำเนียงชัดเจน
ประการที่สอง ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ สามารถสื่อกับผู้เรียน ผู้ร่วมงานได้ นั่นหมายถึงว่าผู้สอนอาจจะต้องพูดภาษาของประเทศที่ไปสอนได้ หรืออย่างน้อยก็เป็นภาษากลางที่ใช้กันแพร่หลาย ซึ่งก็คือภาษาอังกฤษ เพราะการสอนภาษาที่กล่าวถึงเป็นการสอนผู้ใหญ่ วิธีเรียนแตกต่างจากเด็กๆ ต้องมีหลักเหตุผลพอสมควรและสื่อสารจุดนี้ได้ ประการที่สาม คือ ต้องมีโลกทัศน์กว้างไกล
ประการที่สี่ คือ มีวัฒนธรรมการเข้าสังคมสากล และมีวินัยในการทำงาน
เอาคำแนะนำมาไตร่ตรอง และทดสอบกับตัวเอง แต่ก็นั่นแหละ เรื่องอย่างนี้ ทดสอบตัวเองก็รังแต่เข้าข้างตัวเองอยู่ร่ำไป ถึงจะพยายามทำใจให้เป็นกลางอย่างไรก็เถอะ ส่วนลึกๆในใจคอยปลอบตัวเองว่า สู้ตาย ไม่ไหวก็ต้องไหวน่า
ขอข้ามไปพิจารณาคุณสมบัติที่สองคือเรื่อง มนุษยสัมพันธ์ คิดเแล้วก็ฮึดว่า ได้น่า เพราะเท่าที่เคยทำงานมา อาจจะโชคดีหรือยังไงไม่ทราบ เจอเพื่อนร่วมงานมืออาชีพ เลยไม่ปรากฎว่าจะเข้ากับใครไม่ได้ หรือทำใครต่อใครเอือมระอา หลายคนบอกว่าเป็นเพราะ เนี่ยเป็นเพราะไม่ได้อยู่ด้วยกันนาน ไม่งั้นจะเห็นไส้กี่ขดของเพื่อนร่วมงาน เออ น่ะ เราเองก็แค่คนเดินดินกินข้าวแกงธรรมดา ไม่ใช่จะวิเศษวิโสมาจากไหน เอาใจเขามาใส่ใจเราเสียหน่อย คนเรามีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น ละวางอัตตาเสียหน่อย พยายามทำใจยอมรับว่า คนไม่เหมือนกัน เราเองยังเปลี่ยนนิสัยตัวเองไม่ค่อยจะได้ แล้วนับประสาจะไปเปลี่ยนนิสัยคนอื่น ส่วนเจ้านิสัย ขี้หมั่นไส้ ขี้รำคาญ ปากร้ายที่ติดตัวนั่น นับตั้งแต่กัลยณมิตรเห็นจุดบกพร่องข้อนี้ ให้คาถาเรื่องปากไว้ไว้ให้ท่องเป็นประจำ คือ หากจะพูด ต้องพูดดี พูดเพราะและพูดแล้วมีประโยชน์ ก็เลยทำให้เพลาๆลงได้บ้าง และหวังว่า คงช่วยให้รอดพ้นจากความเป็นปลาหมอที่ต้องตายเพราะปาก เรื่องสื่อสารกับผู้เรียน ก็ทำได้พอเป็นกระษัย หากพูดภาษาเก่งเป็นไฟแล้ว ประเดี๋ยวจะสะกดกลั้นไม่ไหวไปพ่นภาษาอังกฤษใส่นักเรียน นักเรียนเข้าใจดีหรอก ทว่า นักเรียนเสียโอกาสที่จะได้ฝึกฟัง ฝึกพูด ฝึกเดาเท่าที่ควร เรื่องการสอนภาษาเรียนที่เราพูดมาแต่อ้อนแต่ออกดูจะง่าย แต่ถ้าโดนคำถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ คงจะต้องอึ้งไปเหมือนกัน เคยคิดเสียที่ไหน ขนาดอยู่กับเด็กๆ โดนถามโน่น ถามนี่ว่า ทำไม แทบจนมุมแต่ยังหาทางออกพอได้ แล้วนี่ ต้องสอนผู้ใหญ่ ต้องใช้คำอธิบายที่มีเหตุผลพอสมควร ไวยากรณ์หรือหลักภาษาไทยที่เคยร่ำเรียนมานี่ คนละเรื่องกันจริงๆ แต่เรื่องนี้ เห็นจะค่อยเรียนค่อยรู้ ปรับปรุงตัวเองไปเรื่อยๆ
คุณสมบัติประการที่สาม เรื่องโลกทัศน์นั้น คิดอย่างเข้าข้างตัวเองว่า เท่าที่ผ่านมาได้พบเห็นชีวิต หลากหลายสังคมได้รับฟังรับรู้ ซึมซับมาไม่น้อยโลกทัศน์คงจะพลอยขยายตามหรอกน่า แต่ต้องคอยหมั่นเตือนตัวเองอยู่บ่อยๆว่า อย่าทำตัวเป็น ‘กบในกะลา’ ก็แล้วกัน
ส่วนเรื่องคุณสมบัติประการที่สี่ ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมสากล เรื่องวินัยการทำงาน ก็บอกตัวเองว่า คงไหวน่า อยู่เมืองนอกเมืองนามาหลายปี รู้ซึ้งถึงวัฒนธรรมและวินัยการทำงานพอสมควร แถมตัวเองออกจะบ้างานหน่อยๆด้วยซ้ำ เรื่องทำงานแบบเช้าชาม เย็นชามหรือคอยพินอบพิเทาเลียก้นเจ้านายไปวันๆไม่มีแบบนั้นแน่
ย้อนกลับไปพิจารณาคุณสมบัติประการแรก เรื่องความชำนาญภาษาที่จะสอน ก็พอมีอยู่น่ะ เพราะเคยเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มาด้วยความสนใจ ทั้งได้ค้นคว้าภาษารวมทั้งรากเหง้าของภาษามาบ้าง สำหรับการพูดออกเสียงภาษา เอาละ คิดว่า พอใช้ได้ แม้สำเนียงภาษามาตรฐานแบบกรุงเทพฯ ออกจะแข็งๆอยู่บ้าง เนื่องจากมิได้มีถิ่นฐานบ้านเกิดมาจากเมืองหลวง เคยถูกล้ออย่างเอ็นดูบ้าง อย่างใจแคบแกมเย้ยหยันบ้าง หยัย แต่หาได้ถือสาไม่ เพราะคิดว่า ตนได้เปรียบตรงที่ว่าพูดชัด ไม่กลืนคำตามแบบสำเนียงชาวเมืองกรุงโดยทั่วไป แถมเสียง ร เรือ และควบกล้ำ ยังออกได้มิหดหาย เรื่องนี้ต้องยกประโยชน์ให้ครูภาษาไทยที่คอยจ้ำจี้จ้ำไชมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งเรื่องการเรียนการสอน ก็ได้เรียนเรื่องภาษามา ทั้งเคยเป็นครู แม้สอนภาษาอื่นมาก็ตาม ก็คงจะประยุกต์วิธีใช้กันได้
สำเนียงส่อภาษานั้นจริงแสนจริง แต่ละภาคแต่ละถิ่น มีสำเนียง คำศัพท์ของตนเอง แสนจะน่าฟัง เราๆ อาจจะบอกได้ว่า คนโน้น คนนี้ พูดภาษากลางต่างจังหวัด เว้าลาว อู้ก๋ำเมืองหรือแหลงใต้ คนที่คุ้นเคยและหูดีก็เหมือนกับนักภาษาศาตร์หรือนักสัทศาตร์ ที่สามารถแยกแยะย่อย บ่งได้เลยว่า ผู้พูดคนนี้พูดภาษาเมืองกาญจน์ คนนั้นสำเนียงสุพรรณ แล้วโน่นอู้คำเมืองแบบเจียงฮาย โน่น เว้าอิสานโคราช นะ แล้วโน่น แหลงใต้แบบเมืองคอนหรือนครศรีธรรมราชนะ ไม่ใช่ใต้แบบตานีหรือปัตตานี หรือเจ๊ะเห ตากใบ ไปนู่น
เวลาเรียนภาษาหนึ่ง ภาษาแรกจะเข้าไปมีอิทธิพลอย่างช่วยไม่ได้ เวลาพูดก็เหมือนกัน คนฟังพอจะฟังรู้ว่า อาบังนี้พูดอังกฤษเสียงแขก สาวนี้พูดเยอรมันเสียงไทย แม้แต่ในเมืองไทยนี่ คนที่มีหูทิพย์ เช่นนักพากย์ตัวยงในอดีตอย่างเเสน่ห์ โกมารชุน สามารถแยกแยะ และเลียนเสียงได้ย่อยลงไปว่า นี่ คนจีนพูดไทยตามสำเนียงแต้จิ๋วนะ นั่นสำเนียงจีนไหหลำ และอย่างนี้ พูดไทยสำเนียงกวางตุ้งนะ ดาราหนังฝรั่ง อย่าง เมอริล สตรีฟ นอกจากแสดงเก่งแล้ว ยังสามารถพูดอังกฤษสำเนียงต่างๆได้สมบทบาท ไม่ว่าจะสำเนียงอังกฤษแบบโปลิช หรือเดนิช
คนที่พูดภาษาไทยพื้นถิ่นเป็นภาษาแรก ส่วนใหญ่ พอพูดไทยเมืองหลวง ภาษาแรกก็เลยติดไป และอาจจะพลอยฟ้าพลอยฝนไปถึงภาษาต่างประเทศอื่นๆไปด้วย ตัวอย่าง เช่น เสียง ห หีบ ของชาวเหนือหรือชาวอิสานซึ่งเป็นเสียงนาสิกหรือขึ้นจมูก เวลาพูดไทยราชการ ก็ยังคงขึ้นจมูก และพอพูดอังกฤษก็ยังคงไม่หาย ส่วนเสียงพื้นถิ่นใต้ ที่มักจะพูดเสียง เสียง ง งู เป็นเสียง ฮ นกฮูก เสียงฟ ฟัน เป็นเสียงควบ คว หรือ จึงไม่แปลกที่จะได้ยินว่า “ฮานผมไม่เสร็จ เพราะ เมื่อคืน ไควคว้าดับ”
พอไปเรียนภาษาอังกฤษ อะไรที่ออกเสียงเจ้าตัว เอฟ ก็เผลอเป็นตัวควบกล้ำ คว อยู่ร่ำไป
เรื่องนี้นเคยประสบเองเมื่อคราวเรียนภาษาอังกฤษ คุณครูให้หัดท่องจำทักทายเมื่อถึงชั่วโมง
พอครูทัก “กู๊ดมอนิ่ง เฮาอายู”
นักเรียนต่างก็ตอบว่า “ไอ แอม ควาย” กันเป็นแถวๆ
สำหรับภาษาไทยนั้น ถือกันว่า ภาษากรุงเทพฯ เป็นภาษามาตรฐาน ใครกำหนดไว้มาตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ และก็ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลก เนื่องจากเมืองหลวงเป็นศูนย์กลางราชการและธุรกิจทุกอย่าง อันที่จริงแล้ว ภาษาไทยเสียงสูงเสียงต่ำแบบกรุงเทพฯ นี่ ออกจะมีวิวัฒนาการทางเสียงนอกรูปนอกรอยผิดเพี้ยนภาษาไทยพื้นถิ่นอื่นๆ ซ้ำเเสียงวรรณยุกต์เล่า ก็หลากหลายกว่าเข้าใจว่าเป็นเพราะอิทธิพลภาษาจีน ฉะนั้นเวลาเรียนภาษาต่างประเทศเช่นภาษาอังกฤษ คนไทยที่พูดสำเนียงคนเมืองหลวงหลายคนเลยติดใส่เสียงวรรณยุกต์ไปด้วย จึงพูดอังกฤษออกมาเป็นสำเนียงไทยๆ
ความจริงการที่มีสำเนียงภาษาแรกติดเวลาพูดภาษาที่สองนั้น ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยกล่าวไว้ว่าไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย เรื่องนี้เห็นด้วยอยู่เช่นกัน แถมเป็น เอกลักษณ์เสียด้วยซ้ำ แตหลายคนไม่เห็นอย่างนั้น หากมีกำลังทรัพย์จึงส่งลูกหลานไปเมืองนอกเมืองนาตั้งแต่เล็กๆ จะได้พูดอังกฤษเก่งๆไม่ติดสำเนียงไทย ผลที่ออกมาก็แตกต่างกันไป ไม่ดีทั้งสองภาษาบ้าง พูดอังกฤษแลบเป็นไฟบ้าง แต่พูดภาษาไทยไม่ได้เรื่อง หรือไม่ก็พูดไทยคำอังกฤษคำแล้วแต่จะนึกออกคำไหน ถ้าไม่เช่นนั้นก็กลายเป็นพหูสูตทั้งสองภาษาไปเลย
เท่าที่สังเกต ผู้ที่พูดภาษาแม่ชัด จะพลอยพูดภาษาอื่นชัดไปด้วย หากจะเริ่ม ต้องเริ่มฝึกกันตั้งแต่เด็กๆเลย ยังไม่ต้องรีบไปยัดเยียดคำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นคำๆหรอก
ถ้าพูดผสมไปหมด ไม่มี ร เรือ หรือควบกล้ำเวลาที่พึงมีเวลาพูดภาษาไทยแล้ว ความหวังที่จะพูดภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่นๆให้เป็นเรื่องเป็นราวเห็นจะรางเลือนเต็มที
ดูเหมือนจะเป็นเชคสเปียร์ที่เคยกล่าวทำนองว่า คนที่ทำเป็นทำ คนที่ทำไม่เป็นสอน พอลองมาย้อนดูตัวเอง คงเข้าข่ายประเภทหลัง คือ ทำอะไรไม่เป็น ก็เลยต้องหันไปสอนแทน หากินกับของเก่าว่ายังงั้นเถอะ คือไปเป็นครูภาษาไทยสอนให้ฝรั่งต่างชาติที่เมืองมะริกา
เมื่อบอกให้ใครต่อใครทราบ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แหม น่า! อิจฉา คนอะไรโชคดีจัง ได้งานอะไรที่ง่ายแสนง่าย ก็เขาจ้างให้ไปพูดภาษาที่พูดมาแต่อ้อนแต่ออก
ความจริงเรื่องการสอนภาษาไทยให้นักศึกษาต่างชาตินี้ อาจารย์ดร. นิตยา กาญจนะวรรณ ได้จำเรียงจาระไนยไว้อย่างละเอียดในนิตยสารสารคดีเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2539 ท่านได้เล่าตามประสบการณ์การสอนของท่านเองทั้งในและต่างประเทศ และตามที่ได้มาจากการได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอาจารย์ผู้สอนคนอื่นๆ ทั้งในเอเซียและสหรัฐฯ
คุณสมบัติที่ท่านกล่าวถึง สรุปได้ง่ายๆ คือ
ประการแรก ต้องรู้ภาษาไทยดี หากจะเคยค้นคว้า วิจัยทางด้านภาษามาก่อนและมีประสบการณ์ในการสอนโดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษาต่างชาติยิ่งดี ที่สำคัญ ต้องเป็นผู้พูดภาษาไทยมาตรฐานด้วยสำเนียงชัดเจน
ประการที่สอง ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ สามารถสื่อกับผู้เรียน ผู้ร่วมงานได้ นั่นหมายถึงว่าผู้สอนอาจจะต้องพูดภาษาของประเทศที่ไปสอนได้ หรืออย่างน้อยก็เป็นภาษากลางที่ใช้กันแพร่หลาย ซึ่งก็คือภาษาอังกฤษ เพราะการสอนภาษาที่กล่าวถึงเป็นการสอนผู้ใหญ่ วิธีเรียนแตกต่างจากเด็กๆ ต้องมีหลักเหตุผลพอสมควรและสื่อสารจุดนี้ได้ ประการที่สาม คือ ต้องมีโลกทัศน์กว้างไกล
ประการที่สี่ คือ มีวัฒนธรรมการเข้าสังคมสากล และมีวินัยในการทำงาน
เอาคำแนะนำมาไตร่ตรอง และทดสอบกับตัวเอง แต่ก็นั่นแหละ เรื่องอย่างนี้ ทดสอบตัวเองก็รังแต่เข้าข้างตัวเองอยู่ร่ำไป ถึงจะพยายามทำใจให้เป็นกลางอย่างไรก็เถอะ ส่วนลึกๆในใจคอยปลอบตัวเองว่า สู้ตาย ไม่ไหวก็ต้องไหวน่า
ขอข้ามไปพิจารณาคุณสมบัติที่สองคือเรื่อง มนุษยสัมพันธ์ คิดเแล้วก็ฮึดว่า ได้น่า เพราะเท่าที่เคยทำงานมา อาจจะโชคดีหรือยังไงไม่ทราบ เจอเพื่อนร่วมงานมืออาชีพ เลยไม่ปรากฎว่าจะเข้ากับใครไม่ได้ หรือทำใครต่อใครเอือมระอา หลายคนบอกว่าเป็นเพราะ เนี่ยเป็นเพราะไม่ได้อยู่ด้วยกันนาน ไม่งั้นจะเห็นไส้กี่ขดของเพื่อนร่วมงาน เออ น่ะ เราเองก็แค่คนเดินดินกินข้าวแกงธรรมดา ไม่ใช่จะวิเศษวิโสมาจากไหน เอาใจเขามาใส่ใจเราเสียหน่อย คนเรามีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น ละวางอัตตาเสียหน่อย พยายามทำใจยอมรับว่า คนไม่เหมือนกัน เราเองยังเปลี่ยนนิสัยตัวเองไม่ค่อยจะได้ แล้วนับประสาจะไปเปลี่ยนนิสัยคนอื่น ส่วนเจ้านิสัย ขี้หมั่นไส้ ขี้รำคาญ ปากร้ายที่ติดตัวนั่น นับตั้งแต่กัลยณมิตรเห็นจุดบกพร่องข้อนี้ ให้คาถาเรื่องปากไว้ไว้ให้ท่องเป็นประจำ คือ หากจะพูด ต้องพูดดี พูดเพราะและพูดแล้วมีประโยชน์ ก็เลยทำให้เพลาๆลงได้บ้าง และหวังว่า คงช่วยให้รอดพ้นจากความเป็นปลาหมอที่ต้องตายเพราะปาก เรื่องสื่อสารกับผู้เรียน ก็ทำได้พอเป็นกระษัย หากพูดภาษาเก่งเป็นไฟแล้ว ประเดี๋ยวจะสะกดกลั้นไม่ไหวไปพ่นภาษาอังกฤษใส่นักเรียน นักเรียนเข้าใจดีหรอก ทว่า นักเรียนเสียโอกาสที่จะได้ฝึกฟัง ฝึกพูด ฝึกเดาเท่าที่ควร เรื่องการสอนภาษาเรียนที่เราพูดมาแต่อ้อนแต่ออกดูจะง่าย แต่ถ้าโดนคำถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ คงจะต้องอึ้งไปเหมือนกัน เคยคิดเสียที่ไหน ขนาดอยู่กับเด็กๆ โดนถามโน่น ถามนี่ว่า ทำไม แทบจนมุมแต่ยังหาทางออกพอได้ แล้วนี่ ต้องสอนผู้ใหญ่ ต้องใช้คำอธิบายที่มีเหตุผลพอสมควร ไวยากรณ์หรือหลักภาษาไทยที่เคยร่ำเรียนมานี่ คนละเรื่องกันจริงๆ แต่เรื่องนี้ เห็นจะค่อยเรียนค่อยรู้ ปรับปรุงตัวเองไปเรื่อยๆ
คุณสมบัติประการที่สาม เรื่องโลกทัศน์นั้น คิดอย่างเข้าข้างตัวเองว่า เท่าที่ผ่านมาได้พบเห็นชีวิต หลากหลายสังคมได้รับฟังรับรู้ ซึมซับมาไม่น้อยโลกทัศน์คงจะพลอยขยายตามหรอกน่า แต่ต้องคอยหมั่นเตือนตัวเองอยู่บ่อยๆว่า อย่าทำตัวเป็น ‘กบในกะลา’ ก็แล้วกัน
ส่วนเรื่องคุณสมบัติประการที่สี่ ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมสากล เรื่องวินัยการทำงาน ก็บอกตัวเองว่า คงไหวน่า อยู่เมืองนอกเมืองนามาหลายปี รู้ซึ้งถึงวัฒนธรรมและวินัยการทำงานพอสมควร แถมตัวเองออกจะบ้างานหน่อยๆด้วยซ้ำ เรื่องทำงานแบบเช้าชาม เย็นชามหรือคอยพินอบพิเทาเลียก้นเจ้านายไปวันๆไม่มีแบบนั้นแน่
ย้อนกลับไปพิจารณาคุณสมบัติประการแรก เรื่องความชำนาญภาษาที่จะสอน ก็พอมีอยู่น่ะ เพราะเคยเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มาด้วยความสนใจ ทั้งได้ค้นคว้าภาษารวมทั้งรากเหง้าของภาษามาบ้าง สำหรับการพูดออกเสียงภาษา เอาละ คิดว่า พอใช้ได้ แม้สำเนียงภาษามาตรฐานแบบกรุงเทพฯ ออกจะแข็งๆอยู่บ้าง เนื่องจากมิได้มีถิ่นฐานบ้านเกิดมาจากเมืองหลวง เคยถูกล้ออย่างเอ็นดูบ้าง อย่างใจแคบแกมเย้ยหยันบ้าง หยัย แต่หาได้ถือสาไม่ เพราะคิดว่า ตนได้เปรียบตรงที่ว่าพูดชัด ไม่กลืนคำตามแบบสำเนียงชาวเมืองกรุงโดยทั่วไป แถมเสียง ร เรือ และควบกล้ำ ยังออกได้มิหดหาย เรื่องนี้ต้องยกประโยชน์ให้ครูภาษาไทยที่คอยจ้ำจี้จ้ำไชมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งเรื่องการเรียนการสอน ก็ได้เรียนเรื่องภาษามา ทั้งเคยเป็นครู แม้สอนภาษาอื่นมาก็ตาม ก็คงจะประยุกต์วิธีใช้กันได้
สำเนียงส่อภาษานั้นจริงแสนจริง แต่ละภาคแต่ละถิ่น มีสำเนียง คำศัพท์ของตนเอง แสนจะน่าฟัง เราๆ อาจจะบอกได้ว่า คนโน้น คนนี้ พูดภาษากลางต่างจังหวัด เว้าลาว อู้ก๋ำเมืองหรือแหลงใต้ คนที่คุ้นเคยและหูดีก็เหมือนกับนักภาษาศาตร์หรือนักสัทศาตร์ ที่สามารถแยกแยะย่อย บ่งได้เลยว่า ผู้พูดคนนี้พูดภาษาเมืองกาญจน์ คนนั้นสำเนียงสุพรรณ แล้วโน่นอู้คำเมืองแบบเจียงฮาย โน่น เว้าอิสานโคราช นะ แล้วโน่น แหลงใต้แบบเมืองคอนหรือนครศรีธรรมราชนะ ไม่ใช่ใต้แบบตานีหรือปัตตานี หรือเจ๊ะเห ตากใบ ไปนู่น
เวลาเรียนภาษาหนึ่ง ภาษาแรกจะเข้าไปมีอิทธิพลอย่างช่วยไม่ได้ เวลาพูดก็เหมือนกัน คนฟังพอจะฟังรู้ว่า อาบังนี้พูดอังกฤษเสียงแขก สาวนี้พูดเยอรมันเสียงไทย แม้แต่ในเมืองไทยนี่ คนที่มีหูทิพย์ เช่นนักพากย์ตัวยงในอดีตอย่างเเสน่ห์ โกมารชุน สามารถแยกแยะ และเลียนเสียงได้ย่อยลงไปว่า นี่ คนจีนพูดไทยตามสำเนียงแต้จิ๋วนะ นั่นสำเนียงจีนไหหลำ และอย่างนี้ พูดไทยสำเนียงกวางตุ้งนะ ดาราหนังฝรั่ง อย่าง เมอริล สตรีฟ นอกจากแสดงเก่งแล้ว ยังสามารถพูดอังกฤษสำเนียงต่างๆได้สมบทบาท ไม่ว่าจะสำเนียงอังกฤษแบบโปลิช หรือเดนิช
คนที่พูดภาษาไทยพื้นถิ่นเป็นภาษาแรก ส่วนใหญ่ พอพูดไทยเมืองหลวง ภาษาแรกก็เลยติดไป และอาจจะพลอยฟ้าพลอยฝนไปถึงภาษาต่างประเทศอื่นๆไปด้วย ตัวอย่าง เช่น เสียง ห หีบ ของชาวเหนือหรือชาวอิสานซึ่งเป็นเสียงนาสิกหรือขึ้นจมูก เวลาพูดไทยราชการ ก็ยังคงขึ้นจมูก และพอพูดอังกฤษก็ยังคงไม่หาย ส่วนเสียงพื้นถิ่นใต้ ที่มักจะพูดเสียง เสียง ง งู เป็นเสียง ฮ นกฮูก เสียงฟ ฟัน เป็นเสียงควบ คว หรือ จึงไม่แปลกที่จะได้ยินว่า “ฮานผมไม่เสร็จ เพราะ เมื่อคืน ไควคว้าดับ”
พอไปเรียนภาษาอังกฤษ อะไรที่ออกเสียงเจ้าตัว เอฟ ก็เผลอเป็นตัวควบกล้ำ คว อยู่ร่ำไป
เรื่องนี้นเคยประสบเองเมื่อคราวเรียนภาษาอังกฤษ คุณครูให้หัดท่องจำทักทายเมื่อถึงชั่วโมง
สำหรับภาษาไทยนั้น ถือกันว่า ภาษากรุงเทพฯ เป็นภาษามาตรฐาน ใครกำหนดไว้มาตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ และก็ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลก เนื่องจากเมืองหลวงเป็นศูนย์กลางราชการและธุรกิจทุกอย่าง อันที่จริงแล้ว ภาษาไทยเสียงสูงเสียงต่ำแบบกรุงเทพฯ นี่ ออกจะมีวิวัฒนาการทางเสียงนอกรูปนอกรอยผิดเพี้ยนภาษาไทยพื้นถิ่นอื่นๆ ซ้ำเเสียงวรรณยุกต์เล่า ก็หลากหลายกว่าเข้าใจว่าเป็นเพราะอิทธิพลภาษาจีน ฉะนั้นเวลาเรียนภาษาต่างประเทศเช่นภาษาอังกฤษ คนไทยที่พูดสำเนียงคนเมืองหลวงหลายคนเลยติดใส่เสียงวรรณยุกต์ไปด้วย จึงพูดอังกฤษออกมาเป็นสำเนียงไทยๆ
ความจริงการที่มีสำเนียงภาษาแรกติดเวลาพูดภาษาที่สองนั้น ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยกล่าวไว้ว่าไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย เรื่องนี้เห็นด้วยอยู่เช่นกัน แถมเป็น เอกลักษณ์เสียด้วยซ้ำ แตหลายคนไม่เห็นอย่างนั้น หากมีกำลังทรัพย์จึงส่งลูกหลานไปเมืองนอกเมืองนาตั้งแต่เล็กๆ จะได้พูดอังกฤษเก่งๆไม่ติดสำเนียงไทย ผลที่ออกมาก็แตกต่างกันไป ไม่ดีทั้งสองภาษาบ้าง พูดอังกฤษแลบเป็นไฟบ้าง แต่พูดภาษาไทยไม่ได้เรื่อง หรือไม่ก็พูดไทยคำอังกฤษคำแล้วแต่จะนึกออกคำไหน ถ้าไม่เช่นนั้นก็กลายเป็นพหูสูตทั้งสองภาษาไปเลย
เท่าที่สังเกต ผู้ที่พูดภาษาแม่ชัด จะพลอยพูดภาษาอื่นชัดไปด้วย หากจะเริ่ม ต้องเริ่มฝึกกันตั้งแต่เด็กๆเลย ยังไม่ต้องรีบไปยัดเยียดคำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นคำๆหรอก
ถ้าพูดผสมไปหมด ไม่มี ร เรือ หรือควบกล้ำเวลาที่พึงมีเวลาพูดภาษาไทยแล้ว ความหวังที่จะพูดภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่นๆให้เป็นเรื่องเป็นราวเห็นจะรางเลือนเต็มที
👥👥👥
02. เรื่อง ร ล
เรื่องหนึ่งที่นักเรียนอเมริกันออกเสียงเก่งกว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็เรื่อง ร ล และตัวควบกล้ำ
มีนักเรียนคนหนึ่ง พอมาเรียนวันแรก ก็แนะนำตัวเป็นเป็นภาษาไทย
“ผมชื่อ ลิก”
พอถามไถ่ก็ได้ความว่า ชื่อ ริค แต่พ่อเจ้าประคุณเคยไปเมืองไทยหลายครั้ง พอบอกชื่อว่า ริค ทีใด คนไทยเรียกกลับมาว่า อ๋อ ลิก ทุกที เจ้าตัวเลยเหมาเอามาเป็นชื่อซะเลย
บางคน เรียนไปได้หน่อย เกิดรู้สึกอยากไปเที่ยวเมืองไทย จะไปลองของว่าอย่างนั้นเถอะ มีโอกาส ก็จะช่วงปิดเทอม
กลับมาก็ได้รับรายงานว่า พอไปเมืองไทย โดนคนไทยปากหวานชมกัน และพูดอะไรเป็นที่เข้าใจหมดเลย เสียงเพี้ยนไปหน่อก็มิได้เป็นปัญหา แต่พอคนไทยพูดออกมาเท่านั้นล่ะ งง เต้กเลย ทำไมพูดไม่เหมือนครู พวกครูเลยถูกตัดพ้อต่อว่า
“อย่างคำว่า’ไม่เป็นไร’ ”คนไทย พูดกันว่า ‘ไม่เป็นไล’ กันทั้งน้าน”
“คนไทยไม่พูดว่า ครับ ได้ยินแต่ คับ คับ” นักเรียนรายงานต่อ
ครูเลยต้องอธิบายกันยืดยาว โดยยกการบรรยายลักษณะทางด้านภาษาศาสตร์ ซึ่งก็อาจจะใช้ตามภาษาที่ชาวบ้านพูดๆ กันทั่วๆไป ตามธรรมดา ที่ ร หรือคำควบกล้ำหดหายไปหมดแล้ว แต่ถ้าจะอยากจะใช้ภาษาไทยที่เป็นมาตรฐานอย่างเช่น ผู้รายงานข่าวชั้นแนวหน้า คนได้รับการศึกษาพูดอย่างเป็นงานเป็นการ เพราะฉะนั้นพึงพูดให้ถูกแบบแผนไว้ก่อน
จะว่าไปเรื่องนี่เป็นเรื่อง ร ล และควบกล้ำนี่ ดูออกจะหดหายไปทุกวัน พอพูดภาษาอื่น จึงเลยพลอยหดไปด้วย
แม้แต่ครูก็เถอะพยายามนักพยายามหนา ออกเสียงให้ชัด ตัว ร ล และควบกล้ำ แต่อดเผลอไม่ได้
ครูท่านหนี่ง ได้ชื่อว่าเสียงเพราะ เสียงใส และพูดจาได้จังหวะจะโคนดี แต่พอออกเสียงคำว่า “ภรรยา”แล้วตกม้าตายทุกที เพราะเธอออกเสียงว่า “พัน-ละ-ยา” ทุกครั้ง ถ้ากลัวจะกระดิกไม่ทันจะเลี่ยงไปออกเสียงว่า “พัน-ยา” แทนก็สิ้นเรื่อง
ความที่กระดิกลิ้นไม่ทัน พลอยทำให้การออกเสียงภาษาที่สองหรือภาษาต่างประเทศมีปัญหาไปด้วย อย่างเช่น คำว่า หลักสูตร ที่ภาษาอังกฤษว่า Curriculum คุณครูอีกท่านออกเสียง เป็นเคอลิกคิลั่ม ทุกที
ถ้าจะว่าตามหลักภาษาศาสตร์แบบบรรยาย ก็ต้องว่าไปตามความเป็นจริงที่ใช้กันทั่วๆไป ชาวบ้านใช้ยังไง สอนยังงั้น หนุ่มไทยพูด คับ คับ ก็ฝรั่งใช้คับ คับตาม อยากเรียก ฝรั่ง ว่าฝลั่ง ก็ตามใจ จะใช้ ไม่เป็นไล ก็ไม่เป็นไร แต่กำลังเรียนกำลังสอนภาษาไทย ถ้าจะให้ดี ต้องสอนระดับมาตรฐานไว้ก่อน ดูโฆษกกรมประชาสัมพันธ์ หรือ โทรทัศน์ที่อ่านข่าว รัวลิ้นเก่งกันทุกคน ส่วนเรื่องที่จะเอาตามชาวบ้านพูดกัน ต้องอธิบายให้ฟัง และหาตัวอย่างมาประกอบ การพูดนั้นมีหลายระดับ หลายแบบตามลักษณะภาษาศาตร์เชิงสังคม คือต้องคำนึงถึงผู้ฟัง เพศ วัย สถานะและกาลเทศะและปัจจัยอีกหลายประการ ถึงแม้คนไทยหรือครูไทยที่มาอยู่เมืองนอกเมืองนามานาน เวลาพูดอังกฤษ โกอิ้งทู ออกเสียงเป็น กอนนา ตามแบบฝรั่ง ทั้งนี้ทั้งนั้น การออกเสียงเช่นใด พึงคำนึง คำนึงถึงปัจจัยต่างๆที่กล่าวถึง
ครูเก่าท่านหนึ่งเป็นลูกครึ่งไทย ครึ่งฝรั่ง เธอมีความเป็นไทยเต็มตัว เพราะเกิดโตและเรียนมหาวิทยาลัยที่เมืองไทย ทั้งยังเคยเป็นหัวหน้าแผนกภาษาไทยที่สถาบันรุ่นบุกเบิกจนถึงรุ่นเฟื่องฟู แต่เกษียณไปก่อนที่จะเข้าไปทำงาน ได้แต่ก็เคยได้ยินใครๆเรียกชื่อท่านว่า โทลา อือม์ . . . ชื่อแปลกแฮะ เลยอดถามคนเรียกไม่ได้ว่า ชื่อนี้แปลว่าอะไร
“ก็ไม่รู้ เป็นชื่อฝรั่งที่พ่อเค้าตั้งให้” คือคำอธิบาย พอซักไซร้ไล่เลียง ได้รับทราบประวัติก็เลยเข้าใจ คุณพ่อเธอเป็นชาวเดนมาร์ก กลุ่มสแกนนิเวียน ชื่อเธอเป็นภาษาสแกนดิเนเวียนว่า โธรา สะกดว่า Thora สะกดตามภาษานอร์ส ก็ใช้ตัวที่คล้ายตัว p ตัวนี้เองที่ป็นมาเป็นตัว th ในภาษาอังกฤษ ตอนหลัง ก็คงจะมาจากเทพโธร์ของเทพนิยายไวกิ้งนั่นแหละ แต่ลากข้างประ อา เป็น โธร่า เพราะเป็นชื่อผู้หญิง และเป็นชื่อที่ใช้กันมาก อาจจะเป็นชื่อคุณย่าหรือพี่น้องฝ่ายคุณพ่อเธอก็เป็นได้ เพราะธรรมเนียมในกลุ่มประเทศตะวันตกส่วนใหญ่นิยมตั้งชื่อตามบรรพบุรุษกันทั้งนั้น
การเรียนภาษาก็ต้องพยายามหาโอกาสฝึกกับเจ้าของภาษา อันว่าสหรัฐฯ ได้ชื่อว่ามีคนต่างชาติ ต่างภาษามารวมกันมา โดยเฉพาะรัฐแคลิฟอร์เนีย บางภาษา โชคดีหน่อย มีโอกาสได้ไปทัศนศึกษา เช่นภาษาจีน ก็ไปแถวเมืองจีนที่ซานฟรานซิสโกที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ชุมชนชาวญวนที่อพยพมาตอนสงครามเวียดนามใกล้ๆ ก็มี ส่วนของภาษาไทย ที่ใกล้หน่อย และสะดวกหน่อยก็ไปร้านอาหารไทยในเมืองซึ่งมีอยู่สองสามร้าน หรือไม่ก็ไปวัดแถวซานฟรานซิสโกหรือที่เรียกกันว่า เบย์แอเรีย ไปเรียนรู้เรื่องศาสนาบ้าง ฝึกสมาธิบ้าง ซึ่งอุบาสก อุบาสิกาของวัดมักจะจัดเลี้ยงอาหาร และมาคุยด้วย จะให้ไปถึงเมืองแอลเอ ไทยทาวน์นั้นดูจะไกลไปหน่อย นอกจากวันดีคืนดี นักเรียนอุตส่าห์ดั้นด้นขวนขวายไปตอนวันหยุด เพื่อซ้อมฝีปากหรือลองของว่ายังงั้นเถอะ
นักเรียนมักจะมีเรื่องสนุกมารายงานเสมอ ส่วนใหญ่ คนไทยก็มักแปลกใจที่เห็นฝรั่งพูดไทย เพราะดูจะไม่ค่อยมี หรือถ้ามีก็ไม่ค่อยพูดให้ได้ยินได้ฟังกัน พอฝรั่งพูดไทยหลงมาทีจึงอดสอดแทรกถามด้วยความอยากรู้ตามประสาคนไทยที่มักจะรู้สึกยินดีที่คนชาติอื่นสนอกสนอก สนใจเรียนภาษาอย่างจริงๆ จังๆ คำถามก็อย่างเช่น เรียนภาษาไทยที่ไหน เรียนมานานเท่าไร ใครสอน จะเรียนนานเท่าไร ยากไหม อะไรทำนองนั้น
“พูดเหมือนกับบทสนทนาออกมาจากตำราเลย” นักเรียนคนหนึ่งรายงาน รายนี้ภูมิใจมาก เพราะเรียนมาไม่กี่อาทิตย์ เข้าใจคำถาม ตอบได้หมด คนไทยแสนดีก็ยิ้ม เสียงจะเพี้ยนไปหน่อยแต่เข้าใจ เลยเหยาะลูกยอ นักเรียนได้กำลังใจขึ้นเยอะ
อีกโอกาสหนึ่งคือ ถ้าแขกคนไทยไปเยี่ยม ทางครูจะพยายามหาโอกาสให้ไปพูดคุยภาษาไทยกับนักเรียนอาจจะเป็นนักศึกษาที่ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยใกล้ๆ บ้าง ทหารไทยที่มาเป็นนักศึกษาบ้าง หรือไม่ก็เป็นครูอาจารย์ที่มาโครงการแลกเปลี่ยนบ้าง คนไทยที่ได้รับเชิญมาเป็นแขกคุยเป็นภาษาไทย ส่วนใหญ่พูดชัด มีคำใหม่ๆ สะแลง ทันสมัยมาสอนให้นักเรียนอยู่เนืองๆ
ครั้งหนึ่งนักเรียนได้ฟังชื่อเต็มของกรุงเทพฯ สดๆ จากปากของสาวไทย เธอมาเรียนปริญญาโทแถวๆนี้ การพูดจาเข้าระดับมาตรฐาน
เท่าที่สังเกต ทหารตำรวจส่วนมากที่เคยพบเคยเห็น เห็นแต่งยศ เต็มเครื่องดูสง่าผ่าเผย ทว่า เวลา ออกเสียง ร ล เหมือนกันไปหมด แถมไม่มี ควบกล้ำ
ครั้งหนึ่ง มีแขกเป็นทหารอากาศไทย ซึ่งมาธุระราชการ มีทั้งนายทหาร และทหารชั้นประทวน นี่เป็นโอกาสดีที่สุด เพราะสดๆ ร้อนๆ มาจากเมืองไทย แถมเป็นทหารเหมือนกัน ทางแผนกภาษาไทย
เลยถือโอกาสเชิญมาเพื่อมาร่วมรับประทานอาหาร และคุยเป็นภาษาไทยกับนักเรียน
หลังจากรับประทานอาหาร มีผลัดกันแนะนำตัวเวียนกันไปพูดภาษาไทย ระบุยศด้วย เรื่องยศทหารทุกเหล่านี่ นักเรียนทุกคนเรียนรู้มาแล้วทั้งนั้น
ถึงคราวแนะนำ นายทหารอากาศไทยหนุ่มนายหนึ่งลุกยืนอย่างสง่าผ่าเผยสมชายชาติทหาร
“ผม เลืออากาศตีนักลบ เคือนะลงฮะ เลียกชื่อเล่นว่า ตึ๋งก็ได้นะฮะ . . . ”
ได้ยินแล้ว ความสง่าผึ่งผายแบบฉบับชายชาติทหารหายไปอย่างฉับพลัน
ที่ตั้งของสถาบันภาษาต่างประเทศที่จะเป็นที่ทำงานใหม่นี่ ตั้งอยู่บนเนินเขาติดฝั่งอ่าวที่เมืองมอนทเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ใต้เมืองซานฟรานซิสโกไปประมาณ120ไมล์ หรือ 200 กิโลเมตร ถ้าขับรถไป ก็ใช้เวลา ประมาณสองชั่วโมงเศษๆ จากเมืองลอสแองเจลิส ต้องขึ้นทางเหนืออีก 330 ไมล์ หรือ 750 กิโลเมตร ถ้าขับรถเหยียบหนักๆ อย่างน้อยก็ 5-6ชั่วโมง ที่เมืองนี้ นอกจากนี้ก็เป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยรัฐแคลิฟอร์เนียแห่งอ่าวมอนทเรย์ด้วย และบัณฑิตวิทยาลัยทหารเรือที่ท่านมหาจำลอง ศรีเมือง และกษัตริย์อับดุลลาห์แห่งจอร์แดนเคยทรงไปศึกษาด้วย วันดีคืนดีมีพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ทรงเสื้อแจ็กเก็ตสีดำ ร่วมกับเจ้าของร้านแพนเค้กที่เสด็จไปเสวยลงในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น นัยว่า พระองค์เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ ทรงมอเตอร์ไซด์ร่วมขบวนฮาเล่ย์ เดวิดสัน ตามถนนเลียบฝั่งทะเลบิกเซอร์ ที่ได้ชื่อว่ามีโขดหินสวยงาม
นอกจากนี้ มีเมืองฮอลิสเตอร์ไกลที่นี่ไปทางตะวันเฉียงเหนือไม่ถึงชั่วโมง ทุกปีตอนเสาร์อาทิตย์วันที่ ๔ กรกฎาคม จะมีการชุมนุมนักบิดมอเตอรไซด์ฮาร์เล่ย์เดวิดสันเพื่อพบปะสังสรรค์ ขับรถขบวนเสียงกระหึ่มกระเทือนเมือง ไม่ใช่เป็นแก๊งค์นักบินกวนเมืองอะไรหรอก ธรรมเนียมนี้เริ่มมาตั้งแต่หนังเรื่องอีสซี่ไรเดอร์ สมัย ปีเตอร์ ฟอนดายังหนุ่มโน่น จำได้ไหม ตอนนั้นเป็นกลุ่มที่ต้านกระแส แต่เดี๋ยวนี้ กลายเป็นธรรมเนียมประเพณี ไปแล้ว ดูเป็นลัทธิ เพราะโดยเฉลี่ย อายุผู้ขับขี่มอเตอร์ไซด์ ก็เลยวัยกลางคน มีการมีงานดีๆกันทั้งนั้น เป็นหมอบ้าง เทนายความบ้าง ผู้เข้าร่วมบอกว่า เขาชอบของเขาอย่างนั้น เพราะมีความรู้สึกว่า ได้สัมผัสธรรมชาติ รู้สึกเป็นอิสระเสรี ปราศจากกังวลทั้งปวง เป็นการบำบัดจิตอย่างหนึ่ง
ถ้าบอกชื่อเมืองนี้ ก็ต้องบอกชื่อรัฐตามมาด้วย เพราะชื่อมอนทเรย์ เป็นชื่อเมืองของรัฐอื่นๆอีก เกือบยี่สิบรัฐเห็นจะได้ แถมบางรัฐ เช่น โอไฮโอ หรือเพนซิลเวเนียมีชื่อเมืองมอนทเรย์อีกตั้งสองสามแห่ง อเมริกาเป็นอย่างนี้แหละ ขาดแคลนชื่อ
เคยมีนักศึกษาเกาหลีคนหนึ่ง กำหนดจะไปเรียนต่อที่เมืองออลบานี และก็ไปถึงเมืองชื่อเดียวกันแต่แทนที่จะเป็นรัฐนิวยอร์ค กลับไปโผล่ที่รัฐจอร์เจีย คนละทิศละทางกัน และเมื่อเร็วๆมานี่ ชาวเยอรมันคนหนึ่งมีกำหนดจะเยี่ยมญาติที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย แต่ดันไปเมืองซิดนีย์ รัฐไอดาโฮ คนละทวีปกัน เหลือเชื่อ
ลงใต้ไปเม็กซิโกตอนเหนือ มีเมืองใหญ่ชื่อมอนทเรย์เหมือนกันแต่สะกดผิดกันหน่อย และต้องออกเสียงรัวลิ้นยาวกว่า
เมืองมอนทเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนียเป็นเมืองชายทะเลเล็กๆ แรกเริ่มเดิมทีเป็นหมู่บ้านประมงเล็กที่ชาวประมงหลายคนจากเกาะซิซิลีมาตั้งรกราก ก่อนหน้านั้นก็เป็นเมืองที่หลวงพ่อแคธอลิคเข้ามาเผยแผ่ เคยเป็นเมืองหลวงเก่าสมัยสเปนยึดครอง และก่อนหน้านั้น มีอินเดียนแดง หลายเผ่าที่อาศัยอยู่ประปราย และเหลือน้อยเต็มที ต่อมา เมืองนี้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว อ่าวที่นี่ เป็นสถานที่ขึ้นทำเนียบอนุรักษ์
นานๆ ทีจะเห็นเรือสำราญมหึมามาจอดที่อ่าว แต่ตอนหลังๆไม่ค่อยเห็น
เมืองนี้เป็นฉากสำคัญนวนิยายและเรื่องสั้นของ จอห์น สไตเบ็คนักเขียนรางวัลโนเบล ซึ่งบ้านเกิดอยู่เมืองใกล้ๆเป็นแหล่งเพาะปลูกมีชื่อว่า ซาลีนาส์
ในแถบใกล้ๆนี้ก็มีเมืองชื่อต่างๆบอกลักษณะเมืองชายฝั่งทะเล เช่น มารีน่า ซีไซด์ นอกจากนี้ก็มีเมืองคาร์เมลที่คลิ้น อีสต์วู้ด ดาราคาวบอยรุ่นเดอะ เคยเป็นนายกเทศมนตรี ทั้งยังมีกิจการรีสอร์ทผสมภัตตาคาร และเพ็บเบิ้ลบีชซึ่งว่ากันว่าเป็นดงเศรษฐี มีสนามกอล์ฟขึ้นชื่อและค่าเล่นก็สูงไปตามชื่อ เป็นที่แข่งขันนักกอล์ฟอาชีพและสมัครเล่น แต่ละปี ดารา คนดัง ทั้งหลาย ก็จะยกโขยงกันมาที่มาลองฝีมือให้คนบ้ากอล์ฟ บ้าเห่อ แฟนคอยติดตามชะเง้อ ไทเกอร์ วู้ดเคยชนะที่นี่ แต่หลังๆ นี่ ไม่ได้ไป ตามข่าวว่า ไม่ชอบสนามนี้เท่าไรนัก หรือจะยังไงก็ไม่ทราบ
การเข้าไปในเมืองเพ็บเบิ้ลบีชนี้ ต้องผ่านประตูที่คอยเก็บเงินคนหาเช้ากินค่ำที่บ้าจี้ยอมเสียเงินเข้าไปดูคฤหาสถ์หรูๆ เพื่อสร้างวิมานลอย แม้บางบ้านจะเป็นบ้านที่ชาวบ้านไปสร้างมาหลายสิบปี ค่าบ้านขึ้นจนเป็นเศรษฐีบนกองทรัพย์ย่อยๆไปด้วย
บริเวณนี้ก็เป็นที่ตั้งของโรงเรียนเอกชนกินนอนชื่อ โรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน แน่นอนค่าเล่าเรียนหรืออะไรต่อมิอะไรก็พลอยสูงไปด้วย และก็ยังเห็นเศรษฐีเมืองไทยส่งลูกส่งไปเรียน คนขั้นเศรษฐี นักธุรกิจ ที่คิดถึงการลงทุน คงดีดลูกคิดแล้วคุ้มหรือไม่คุ้ม กับการลงทุนส่งลูกไปรับการศึกษา ส่วนใหญ่ เท่าที่เห็น คิดว่าคุ้ม เพราะเวลาเด็กมาอยู่ไกลพ่อแม่ ไกลบ้าน ต้องช่วยตัวเองทุกอย่าง ฝึกความอดทน และเก่งขึ้น คิดว่าแข่งกับชาวบ้านอื่นได้สบายมาก
ชื่อโรงเรียนอาจจะเป็นที่คุ้นหู เพราะตั้งชื่อตาม โรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน กวีนักเขียนชาวสก็อตต์สมัยศตวรรษที่ 19 ซึ่งเคยเดินทางท่องเที่ยวไปทั่ว ตอนนั้นร่อนเร่ดั้นด้นตามหาหญิงคนรักที่แต่งงานแล้วอยู่ที่ซานฟรานซิลโก แต่มาป่วยหนักแถวมอนทเรย์นี้ ก่อนที่จะได้สมหวังแต่งงานกับหญิงคนรักและเดินทางเร่ร่อนต่อไปที่อื่นจนถึงฮาวายหรือซามัวโน่น หนังสือที่เขียนที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือ เกาะมหาสมบัติ จับตัวเรียกค่าไถ่ ดร. แจ็กคิลและมิสเตอร์ไฮด์ เป็นต้น
ถ้าจะเสียเงินค่าผ่านประตูเข้าไปเมืองเพ็บเบิ้ลบีชชมคฤหาสน์ ที่หมายปักหมุดที่ต้องไปให้ถึงคือ ต้นสนเดี่ยวเดียวดาย ที่ขึ้นอยู่บนโขดผาหิน ที่ยืนไปสู่ฝั่งทะเล นอกจากดูสวย ตัดสีสีน้ำทะเล ฟองคลื่นที่ซัดกระจายท้องฟ้าสีคราม ทำให้คิดว่า สนหนอสน อยู่เดียวดายมาได้อย่างไร ขึ้นบนโขดหิน รากหยั่งไปหาอาหารจากที่ไหน ก็น่าฉงนอยู่หรอก เลยเป็นแรงดลใจให้จิตรกรเขียนรูปขาย กลายเป็นสัญญลักขณ์ของดงนี้ อันที่จริง มีอีกต้นไม้หลายต้นที่เข้าลักษณะดังว่า ถึงแม้ในเมืองไทยก็เถอะ กล่าวคือขึ้นมาจากโขดหิน ทว่าไม่เป็นที่รู้จักหรือบอกต่อไปกันไป เอามาเป็นจุดขายเหมือนต้นนี้
วันหนึ่งเมืองเพบเบิ้ลบีชก็ได้ต้อนรับครอบครัวนักท่องเที่ยวจากเมืองไทย
คุณพักตร์พิไลและสามี หลังมางานร่วมรับปริญญาลูกชายที่เพิ่งเรียนจบ แวะเยี่ยมลูกสาวซึ่งกำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่อีกเมือง ตามประสาคนมีเงินและปุถุชนที่ยังรักห่วงใยคิดถึงลูก ลูกสาวลูกชายขับรถ พาไปเที่ยว เข้าไปดูในเมืองดงเศรษฐีด้วย
คุณพักตร์พิไล ผู้พิไลพักตร์แม้วัยจะล่วงเลยเข้าวัยทอง เธอประทินด้วยเครื่องสำอางราคาสูงลิ่ว เครื่องถนิมพิมพาภรณ์ สร้อยคอทองคำ ห้อยพระนางพญา จี้เพชร ต่างหู แหวนเพชร สร้อยมือ นาฬิกาฝังเพชร กระเป๋ารองเท้าแบรนด์เนมเข้าชุด ของนอกทั้งนั้น ลูกสาวก็เก๋ไก๋ตามแฟชั่นตามวัย ลูกชายขับรถยี่ห้อหรู คุณสามีก็ใช่ย่อย แบรนด์เนมพร้อมห้อยพระรวมทั้งจตุคามกรอบทองหนาทั้งนั้น
ลูกชายพาขับวนดูคฤหาสถ์ หลังนี่ว่าใหญ่ โอ้โฮ อีกหลัง ยิ่งใหญ่กว่าไปอีก พ่อเจ้าประคุณเอ๊ย ไปหาเงินหาทองซื้อมาจากไหน อ้อ ไปดู ถ่ายรูปกับต้นสนเดี่ยวหน่อย เดี๋ยว ชาวบ้านจะไม่เชื่อว่าเคยไปเหยียบมาแล้ว เอ. . . ยังไงกัน เวียนไปมาหลายรอบ ยังไม่เจอสนเดี่ยวซะที
ลูกชาย ก็แสนจะเป็นผู้ชาย นอกจาก ไม่เคยสนเรื่องแผนที่ (ตอนนั้นยังไม่มีมือถือ จีพีเอส) เมืองแค่นี้ จะไปหลงได้ยังไง พอหลงก็ไม่ยอมถามทาง มีรถหรูก็จริง แต่ไม่ได้ติดตั้งระบบจีพีเอส บอกทิศทาง
คุณแม่พักตร์พิไล ชักจะเวียนหัว ลมจะจับ สูดยาดมเฮือกแล้วเฮือกเล่า ลูกชายยังขับรถเวียนไปมา ผ่านป่าก็แล้ว เลียบทะเลก็แล้ว คฤหาสถ์แถวนี้มันเป็นยังไงกัน เจ้าของ คนอยู่อาศัยหายไปไหนหมด พอเวียนผ่านบ้านที่อยู่กันเป็นหมู่ คุณพักตร์พิไลออกคำสั่งให้ลูกชายจอดรถ คงจะมีคนอยู่แถวนี้โผล่มาบ้าง จะได้ถามทาง คงมีสักคนหรอกนะ ไม่งั้น ต้องไปกดกริ่งชาวบ้านถามทางกันละ
พอลงจากรถ มองบ้านถัดไปสองสามหลัง ก็เห็นคุณป้าเจ้าของถิ่นรดดอกไม้ต้นไม้อยู่
ผู้เป็นแม่ร้องไปบอกลูกสาวเป็นภาษาไทยเสียงดัง เมืองฝรั่งแถวนี้ไม่มีใครเข้าใจหรอก
“ลงไปถามอียัยแหม่มแก่คนซิลูก”
แต่แล้วก็ถึงกับผงะ หน้าม้าน เนื่องจากนึกไม่ถึง เมื่อได้ยินเสียงร้องตอบมาว่าภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำว่า
“เป็นคนไทยเหมือนกันค่า . . . ”
เธอบอกทางจากให้อาคันตุกะจากบ้านเกิดที่มะงุมมะหรามาถามทาง
แน่นอน มีการขอโทษขอโพยกันเป็นการใหญ่ จุดไต้ตำตอเข้าแล้ว
ต่างก็แนะนำตัว พูดคุยอย่างสุภาพ ไมตรีจิต
ยัยแหม่มแก่อย่างที่ว่า มิได้ถือโทษโกรธเคืองแต่อย่างใด ที่ไปหยาบคาย ก็เขาไม่รู้นี่และไม่ได้ตั้งใจนี่
และเธอก็มิได้สนใจไยดีที่จะถามไถ่ชื่อเสียงเรียงนามของแขกคนไทย ว่าเป็นใคร มาจากไหน
อย่างคำพังเพยไทยว่าไว้ “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล”
04. เมื่อครูสะอึก
แม้จะเคยเป็นครูมาก่อน แต่จำได้ว่า ครั้งแรกที่เข้าห้องเรียน กลัวแทบแย่ แม้จะเตรียมแล้วเตรียมอีก มาครั้งนี้ ก็อดหวาดผวาไม่ได้ เพราะไม่เคยสอนภาษาไทยให้คนต่างชาติที่เป็นกิจลักษณะอย่าง เลยต้องไปหาข้อมูลจากครูคนอื่น
“ปัทโธ่. . . มันจะยากตรงไหน สอนภาษาเราเอง จบป. ๔ ก็สอนได้” ครูชายท่านหนึ่งบอก ถ้าหวังจะปลอบ ท่านก็ทำได้สำเร็จ แต่ออกจะห่อเหี่ยวภูมิความรู้ที่พอจะมีบ้างดูไร้ความหมายไปเสียถนัด
“ถ้าพูดอย่างนั้นแสดงว่าไม่รู้เรื่องการสอนจริง” ครูสตรีวัยเลยกลางคน ซึ่งอยู่ ณ ที่นั้นด้วยได้ยินและมาบอกให้ฟังตอนหลัง เธอมีภูมิ มีประสบการณ์การสอนมามาก ท่านได้พูดถึงหลักทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งทั้งน่ากลัวและน่าท้าทายคราวเดียวกัน
“เวลาอยู่ในชั้น ครูต้องใหญ่กว่านักเรียน” ท่านแนะนำต่อ ครูท่านนี้ เป็นผู้หญิงไทยตัวเล็กๆ แต่ยังแข็งแรงและกระฉับกระเฉง แม้ท่านอยู่ที่นี่มานาน แต่พูดจาชัดถ้อยชัดคำทั้งไทยอังกฤษ เวลาพูดไทยก็เคยไม่เคยได้ยินคำฝรั่งติดเลย แถมได้ความแจ่มแจ้ง จนผู้เขียนออกจะนึกละอายตัวเองอยู่ครามครัน พูดไทยคำฝรั่งคำ ไม่ใช่ว่าเพราะอยากจะโก้เก๋อะไรหรอก แต่นึกคำที่เข้าท่า ถึงแก่นไม่ได้ทั้งสองภาษา ต้องดูท่านเป็นตัวอย่าง
นักเรียนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นทหารผู้ชาย ยศต่ำ ยศสูงคละกันไป จนกระทั่งถึงระดับพันโท พันเอก
ถ้ายศระดับพันเอกนี่ ก็เท่ากับผู้บังคับการสถาบัน นัมเบอร์วันของสถาบันฯ
“อย่ายอมให้นักเรียนเบ่งยศใส่ ถ้ามาทำขี้เกียจเวลาเรียนล่ะก็ เอาเรื่องเลย” ครูที่เคยสอนมานมนามแนะนำ ท่านเป็นครูที่เฮี้ยบน่าดู
ผู้เขียนอดเปรยถามความเห็น ความรู้สึกเกี่ยวกับการเรียนการสอนจากคุณรัชนูไม่ได้ เธอเป็นครูรุ่นคุณน้า ซึ่งนั่งห้องทำงานเดียวกัน
“จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยากนะฮะ” คุณรัชนูออกความเห็น “ก็สอนภาษาเราเอง อันนี้ง่าย เพราะเรารู้เรื่องดีที่สุด แต่มาสอนนักเรียนผู้ใหญ่นี่นะฮะ บางทีก็ลำบากลำบากใจ เหมือนกัน”
จำไม่ได้ว่าถามต่อหรือว่าลำบากใจเรื่องอะไร
ที่จริงคุณรัชนูไม่ได้เป็นครูเก่าดั้งเดิม เธอสอนมาก่อนปีสองปี และเคยเข้าๆออกตามความจำเป็นและต้องการ เธอเองร่ำเรียนมาทางรัฐศาสตร์สมัยสาวๆตอนที่จุฬาฯยัง เห่อเรื่องดาวๆ กันอยู่ ณ กาลครั้งหนึ่งก่อนจะเข้าสมัยกูเป็นนิสิตนักศึกษาโน่น
คุณรัชนูเคยเป็นทหารหญิงเก่ายศร้อยโทแต่งงานกับนายทหารอเมริกันที่ได้พบกันตอนที่เขาส่งเธอมาเรียนภาษาอังกฤษที่รัฐเท็กซัส จากนั้นเธอก็ใช้ชีวิตคุณนายแม่บ้านโยกย้ายตามสามีไปโน่นไปนี่ ทั้งในประเทศสหรัฐฯ และต่างประเทศรวมทั้งที่เมืองไทยสมัยหลังสงครามเวียดนามหมาดๆ
วันแรกที่ครูใหม่เริ่มไปทำงาน หัวหน้านักเรียนหนุ่มยศพันตรีเข้ามาหาคุณรัชนูซึ่งเป็นครูประจำชั้นที่ห้องทำงาน คุณรัชนูเลยแนะให้รู้จัก นักเรียนหนุ่มยศพันตรีดูหัวเถิกๆ วัยก็คงพอๆ กับครูใหท่ เลยยกมือไหว้เป็นทำตัวอย่างเสียหน่อย แต่นักเรียนหนุ่มน้อยนี้ไหว้กลับมาพร้อมๆกัน
“ครูไม่ไหว้นักเรียนก่อนฮ่ะ” คุณรัชนูสั่งสอนครูใหม่เมื่อนักเรียนคล้อยหลังไป
การสอนของครูค่อยไปค่อยไป นักเรียนทุกคนสุภาพ ผู้เขียนค่อยคลายความกลัว แถมเขาส่งไปฝึกสอนเพิ่มเติมอีกสองอาทิตย์เพื่อให้รู้จักแบบแผนที่ปฏิบัติกันตามระบบที่นี่ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นขึ้น ชักเริ่มจะสนุกแล้วสิ
ครั้งหนึ่ง นักเรียนอีกคนหนึ่งเข้ามาถาม
“ฉะหมะฮะ นี่แปลว่าอะไรครับ”
“ได้ยินมาจากไหน” ครูงงเป็นไก่ตาแตก พยายามออกเสียงตาม นึกว่านักเรียนออกเสียงเพี้ยนแต่จนมุม
“จากคุณรัชนู เธอพูดคำนี้ตลอดเวลา” นักเรียนยืนยัน
“ยกตัวอย่างที่ใช้ซิ”
“จำไม่ได้ครับ ได้ยินแต่ว่าจบลงด้วย ฉะหมะฮะ ทุกทีจนติดหู”
พอเลียนเสียงตามอีกทีเลยถึงบางอ้อ
“ก็มาจากใช่มั้ยคะ นั่นแหละ แล้วก็มีกลืนคำ และใช้ฮะ แทนคะหรือครับ” เป็นวิธีการพูดเฉพาะตัวตามปกติวิสัยของคุณรัชนูและคนไทยบางคน ครูใหม่เลยได้บทเรียนที่จะสอดแทรกสอนต่อไปชั้นหลังๆ
เนื่องจากภาษาไทยเป็นส่วนเล็กๆของสถาบันภาษาต่างประเทศของกระทรวง กลาโหมสหรัฐฯ นักเรียนทุกคนที่มาเรียนเป็นทหาร มีตั้งแต่ทหารใหม่ที่เพิ่งจบมัธยมและผ่านการฝึกเบื้องต้น จ่าอาวุโส ไปจนถึงนายทหารสัญญาบัตรซึ่งอาจจะได้รับปริญญาตรีหรือโทและเคยประจำมาหลายแห่งหลายประเทศ ถ้าเป็นทหารใหม่ มักจะผ่านการทดสอบทักษะการเรียนภาษา แล้วจะถูกส่งไปเรียนภาษาที่จัดระดับความยากง่าย ใช้วลาลดหลั่นกันไป การจัดระดับความยากง่ายของภาษาในที่นี้ โดยใช้สำหรับคนอเมริกันที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก ภาษาที่จัดว่ายาก ก็อย่างเช่น ภาษาจีน ญุี่ปุ่น เกาหลี อาหรับ ทีง่ายหน่อยก็อย่างเช่น ภาษาสเปน ส่วนภาษาไทย ระัดับความยากปานกลางครอนไปทางยาก แต่ทั้งนี้ ทั้ง ัดมีการคำนึงถึงความต้องการของหน่วยงานที่แต่ละนายสังกัด
ก่อนนักเรียนเริ่มชั้นใหม่ พวกครูก็จะได้รายชื่อนักเรียน ตอนนี้เองก็จะทราบว่า คนไหนมาจากเหล่าไหน ยศอะไร เรื่องยศนี้ ทราบได้จากอักษรย่อ ถ้าเป็นตัวอี (E) ภาษาอังกฤษและตามหลังด้วยเลข ๑ ถึง ๙ ก็แสดงว่านายทหารชั้นประทวน ถ้าอักษรย่อเป็นตัวโอ (O) ตามด้วยเลข ก็แสดงว่าเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตร
อีกอาทิตย์ คุณรัชนูจะมีนักเรียนชั้นใหม่ หนุ่มคนหนึ่งเข้ามาหาคุณรัชนูแนะนำตนเองบอกว่าจะมาเรียนภาษาไทย
“ผมชื่อแลนดี้ ” แรนดี้เริ่มอวดทักษะพูดภาษาไทย
พอเห็นคุณรัชนูทำหน้างงๆ นักเรียนยิ้ม แล้วอธิบายความ
“ที่จริงผมชื่อ แรนดิ” นักเรียนออกเสียงชื่อตามภาษาอังกฤษ “แต่เวลาไปเมืองไทย ใครๆ เรียกผมว่า แลนดี้” แรนดี้ออกเสียง ดี้ เสียงโทอย่างชัดเจน
“ผมเป็นทหารเหลือ” แรนดี้เริ่มพูดภาษาไทยต่อ ความที่เคยคุ้นกับฝรั่งพูดไทยคุณรัชนูดูจะเข้าใจดีว่า แท้ที่จริง เขาหมายความว่า ผมเป็นทหารเรือ แต่คุณรัชนูจับได้ทันทีว่า แรนดี้ ไม่ได้เรียนภาษาไทยกับที่ครูมืออาชีพ แต่หากจากคนไทยโดยทั่วไปที่มักออกเสียง ร เป็น ล ที่ทำให้คนฟังต้องเดาเป็นบางครั้ง ส่วนเรื่องเสียงวรรณยุกต์นั่น ธรรมดา เธอไม่ได้แก้แต่อย่างใด เพียงแต่พยักหน้ารับรู้อย่างสุภาพ
แรนดี้ บอกว่าดีอกดีใจที่ได้มาเรียนภาษาไทยเพราะพยายามขออนุญาตจากหน่วยมาหลายครั้ง และนอยากจะเรียนรู้เรื่องภาษาวัฒนธรรมมานาน
“เมียผมเป็นคนไทย” แรนดี้จ้อภาษาไทยเหมือนท่องจำต่ออย่างภูมิอกภูมิใจ
คุณรัชนูสะอึกครั้งแรก ที่นี่สถาบันเคยสอนแต่คำว่า ภรรยา
“คุณมียศอะไรฮะ?” คุณรัชนูถาม แรนดี้แต่งตัวธรรมดา เลยไม่มีเครื่องหมายบอกยศ
“อีห่า” แรนดี้ตอบอย่างภาคภูมิใจ ตัวอี คือตัวย่อยศนายทหารชั้นประทวนส่วนและห่านั้น เขาหมายถึงห้าซึ่งแสดงระดับเงินเดือน แต่เพี้ยนไม้โทเป็นไม้เอกไปนิดเดียว
“เวลาไม่เข้าใจ ต้องพูดภาษาไทยยังไง?” แรนดี้ถามเป็นภาษาอังกฤษ
“กรุณาพูดอีกทีได้ไหมครับ?’” คุณรัชนูบอกเป็นภาษาไทย บทสนทนาที่สอนๆกัน เป็นทางการมาก
เมื่อถึงตอนนี้ ทั้งคำถามและคำอธิบายเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ
“แปลว่าอะไรครับ?” แรนดี้ถาม
คุณรัชนูแปลให้ฟัง
“ยากจัง มีที่สั้นๆง่ายๆกว่านี้ไหมครับ?” แรนดี้ถามต่อ
“ใช้ ‘อะไรนะครับ?’ แทนก็ได้” ว่าแล้วคุณรัชนูก็แปลความหมายให้ฟังเป็นภาษาอังกฤษ
“ ‘นะครับ’ แปลว่าอะไร?” แรนดี้อยากรู้
คุณรัชนูอธิบายคำสร้อยสุภาพแสดงเพศของผู้พูดให้ฟังเป็นอังกฤษปนภาษาไทย “บางครั้ง บางคนจะใช้ฮะ หรือนะฮะ ชายใช้ได้ หญิงใช้ดี เพศที่สามก็ใช้ด้วย”
“เคยได้ยินภรรยา . . . เอ้อ . . เมียคุณพูดอย่างนี้หรือเปล่า?” คุณรัชนูถาม
“ไม่เคย” แรนดี้ตอบ “แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่เธอพูดเวลาผมถาม ผมจำได้ขึ้นใจ”
“เค้าชอบพูดยังไงล่ะคะ?” คุณรัชนูถาม เตรียมฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
“เมียชอบพูดว่า ‘ไอ้ห่ะ อัลไลวะ!?’” แรนดี้เลียนเสียงเป็นภาษาไทยอย่างชัดถ้อยชัดคำ
คุณรัชนูสะอึกเป็นครั้งที่สาม
👥👥👥
05. อันมาแต่ชื่อ
ถึงแม้จะมีความหลากหลายด้านเผ่าพันธุ์ แต่มักจะสิ่งหนึ่งที่ออกจะขาดแคลนและรีไซเคิลก็คือ ชื่อ
ส่วนชื่อผู้ชาย ไม่ค่อยจะหวือหวาเท่าไรนัก แต่ก็มาเป็นรุ่นๆเหมือนกัน อย่างที่เห็นจากชื่อนักเรียนที่มาเรียน ซึ่งเป็นผู้ชายเสียส่วนใหญ่
"Damn wrong, when are you going to be damn right?"
👥👥👥
06. ความหมายเสีย(ง)
พอได้เรียนรู้มาบ้างแล้วว่า การตั้งชื่อภาษาไทยให้นักเรียนฝรั่งที่มาเรียนภาษาไทย นอกเหนือไปจากพยายามให้ใกล้เคียงเสียงเดิมเข้าไว้ ได้ความหมายดีๆแล้ว ต้องระมัดระวังเรื่องการออกเสียง ทั้งนี้ทั้งนั้น หากเจ้าตัวพอใจ นับว่าใช้ได้
ยกตัวอย่างนักเรียนนายทหารคนหนึ่งชื่อ ร้อด ครูเห็นว่า ไม่มีอะไรที่จะมีเสียงใกล้เคียงคำนี้ ไปกว่าคำว่า รอด อีก แล้ว เสริมคำว่า บุญ ไปข้างหน้า เป็น บุญรอด แปลว่า survivor เจ้าตัวชอบใจใหญ่ แหม . . . ช่าง เหมาะเหม็งอะไรยังงั้น ทั้งมีความหมาย หากเรียนภาษาไทย สอบผ่านรอดตัวได้ ก็นับว่าบุญแล้วล่ะ
แต่ที่ไหนได้ ตอนปิดเทอม ร้อดไปเมืองไทยเพื่อฝึกภาษาเพิ่มเติม พอบอกชื่อไทยให้คนไทยฟัง เจ้าตัวรายงานว่า คนฟังคนไทยต่างพาอมยิ้มกันตามๆ
จะว่าครูเช้ย เชย ตั้งชื่อเฉิ่ม หรือ ทันสมัย ได้ทั้งนั้น
ชื่อเป็นความนิยมของแต่ละชาติ ต่างภาษา ต่างสมัย ของไทยเรานิยมชื่อแปลกๆ เรียกยาก เขียนยาก อ่านยากขึ้นทุกวัน เอาภาษาโน่นภาษานี่มาผสมกันยุ่ง ซึ่งก็ต้องยกนิ้วให้คนช่างตั้งชื่อ เพราะแต่คนมีเงื่อนไขหลายอย่าง เช่น ต้องถูกโฉลก ต้องไม่มีตัวกาลกิณี ต้องมีเดช มีศรี หรืออะไรต่อมิอะไร มิหนำซํ้าต้องมีความหมายดี ต้องไม่เหมือนชาวบ้าน เวลาสะกดดูรุงรัง อ่านยากๆเข้าไว้ ถ้าถอดเสียงเป็นภาษาอังกฤษ ฟังแล้ว ไม่ตกใจยิ่งเริ่ด
จะว่าไปชื่อตัวเดียวแสนจะเท่ห์ เช่น เปรม ปริม ปราง ชวน เชิด ชาติ มุก จันทร์ พลอย ทูล ชาย เอื้อ มิตร ฯลฯ
เรื่องแฟชั่นการตั้งชื่อนี้ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยปรารภผ่านท่านเจ้าคุณ บิดาของพลอยจาก สี่แผ่นดิน ว่า หากตั้งหรูหราเกินไป เหาจะขึ้นหัว เพราะ นั่นเป็นลักษณะชื่อที่เจ้าเท่านั้นที่พึงใช้
พอเอ่ยมาถึงตอนนี้ทำให้นึกนักเรียนหนุ่มอีกคน นามกรว่า มาร์คัส
มาร์คัส ทั้งหัวไว สอนอะไรรับได้ยังกะฟองน้ำ ทั้งขยัน ทั้งขวนขวาย เรียนจบจากสถาบันนายร้อยเวสพ้อยท์ นับว่าไม่ย่อยแหละ เท่าที่เห็น รายไหนที่จบจากสถาบันเด่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันทหาร หรือ มหาวิทยาลัย ที่ผ่านมาเรียนทางสถาบันภาษาแห่งนี้ ไม่เคยได้ยินคนใดจะคุยโอ่เรื่องรั้วสถาบัน หรือ เอ่ยอวดเรื่องเพื่อนร่วมรุ่น หรือรุ่นโน้น รุ่นนี้ หรือคอยสมานฉันท์เพื่อเตรียมบึ้ม เปรี้ยงปร้าง หรือทำรัฐประหาร
ก็เป็นทหารอาชีพนี่นะ ไม่ใช่เป็นทหารแค่คราบในชุดลายพราง ที่ซ่อนบทนักโกย(การ)เมืองหรือนักโกยทรัพย์
พ่อหนุ่มคนนี้ รูปร่างสันทัด เป็นนักวิ่งทนตัวยง หน้าตาเหมือนกับ จอห์น ทราโวลต้า ยังกะเป็นฝาแฝด แต่หนุ่มกว่ามาก เลือกชื่อเล่นว่า ลิง เนื่องจากมีบุคคลิก ความแคล่วคล่องว่องไวเหมือนกัน
ส่วนชื่อไทยนั้น ครูรวีวรรณซึ่งเป็็นครูประจำชัั้นนั้นตั้งชื่อจริงว่า มงกุฎ คงจนนึกถึง ลิงสิบแปดมงกุฎ แต่ครูออกจะตะขิดตะขวงใจเรื่องความหมายเต็มทน เลยขออนุญาตเปลี่ยนชื่อใหม่ เอาชื่อสองสามชื่อมาให้เลือก เจ้าตัวเลยเลือก มานะ เห็นว่า เพราะเรียบง่ายและความหมายดี
“มานะ แปลว่า ความหมั่นเพียร” ครูบอก
“ผมนึกว่า หมายถึง ผู้มีคนรักและอยากจะเชื้อเชิญเสมอ” มาร์คัส ตีความหมายให้ฟัง
“ไปได้ความหมายนี้มาจากไหนกัน?” ครูงง
“มา (ให้ได้) นะ ไงครับ” มาร์คัสอธิบาย
เออ . . . เข้าทีดีเหมือนกัน
แต่พอมีหลายชื่อเข้า คนเรียกชักงง นึกไม่ทันว่าชื่ออะไรกันแน่ มาร์คัส ลิง มงกุฎ หรือ มานะ
"คุณ . . . จอห์น” ครูโพล่งออกไป
นักเรียนมองหน้ากันใหญ่ เคยได้ยินครูเรียกชื่อฝรั่งจริง ฝรั่งเล่น ไทยจริง ไทยเล่น ไหง ครูคนนี้ดันมาเรียกชื่อนี้ เลยช่วยกันแก้ ครูหลงลืมใหญ่แล้ว
“. . . ทราโวลต้า” ครูว่าต่อ สภาพตกกระไดพลอยโจน ก็ไม่จริงเหรอ พ่อหนุ่มคนนี้หน้าตาเหมือน ดารา จอห์น ทราโวลต้า ยังกะแพะกับแกะ แถมคางก็บุ๋มเหมือนกัน
ทุกคนหันหน้าไปมองหน้าเจ้าตัวที่ชื่อเล่นว่า ลิง อย่างเต็มตา เออ! จริงแฮะ ไม่เคยสังเกตมาก่อน
จอห์น ทราโวลต้า“เหมือนกับจอห์น ทราโวลต้า ในหนังเรื่อง เดวิลส์เรน” เพื่อนร่วมชั้นเริ่มแซว หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกๆที่ จอห์น ทราโวลต้า รับบทตัวประกอบเล็กๆ ตามหน้าตาไม่มีเค้าเดิมเลย
จอห์น ทราโวลต้า จากหนังเรื่อง เดวิลส์เรน
ว่าแล้ว เพื่อนอีกคน ก็ขับร้องพลง สเตอิ่ง อไลฟ์ ของวงบี จีส์ ชูมือ ขยับสะโพกเต้นดิสโก้เหมือนหนังเรื่อง แซทเทอเดย์ไนท์ฟีเวอร์ ที่สร้างชื่อให้ดาราคนนี้
เจ้าตัวยิ้มกว้างรับแม้รู้สึกเขินหน่อยๆ เพราะถูกแซว แต่ฮะฮึ่ม! ถึงยังไง ตูก็หล่อนะเฟ้ย
ครูเลยต้องหยุดเรียกฉายานามมาตั้งแต่นั้น ไม่งั้น ด.ช. มานะ จะโดนแซวอีก เลยเรียกง่ายๆว่า ลิง แทน
ชื่อที่เป็นสี ก็มี แดง ดำ ขาว เขียว ส้ม แต่ไม่มีแสด หรือ กากี
อย่างเช่น สายฝน เนื่องจากเป็นชื่อยี่ห้อบุหรี่ที่เป็นตัวการโรคมะเร็งในปอด
ส่วน มะลิ กุหลาบ ซ่อนกลิ่น บานชื่น เฟื่องฟ้า ค่อยๆเลือนหาย อาจจะไม่หรูหราพอ หรือไงไม่ทราบ
สายรุ้ง ทอรุ้ง สีรุ้ง ที่ดูเพราะนักหนา มาตอนนี้ อะไรเป็นรุ้งๆ ต้องระวัง เพราะเวลาแปลเป็นภาษาอังกฤษ มีความหมายเป็นสัญลักษณ์ของชาวเกย์ไปแล้ว
ดังนั้น จึงไม่ค่อยเห็นใครใช้ชื่อไทยที่ขึ้นต้น ด้วย เก เช่น เกชา หรือ เกสร
แม้แต่ในภาษาอังกฤษ ก็เหมือนกัน อย่างเช่น ชื่อ เกย์ลอร์ด (Gaylord ) ที่เคยถือกันว่าไพเราะ และความหมายเดิมออกเพราะ แต่มาตอนนี้ ไม่มีใครตั้งชื่อนี้กันแล้ว
นักเรียนชั้นใหม่รุ่นหนึ่ง มีนาวิกโยธินหนุ่ม สูงสง่า หน้าตาหล่อเหลา ชื่อเล่นภาษาอังกฤษว่า เอ๊ด รวมอยู่ด้วย เอ๊ดเป็นอีกคนที่แต่งงานกับสาวไทย
ตอนแรกที่ได้ยิน เอ๊ด บอกชื่อภรรยาคนไทย ครูต้องมานั่งแปล ผันเสียง ร่นสั้น ลากยาว อยู่ครู่ กว่าจะรู้ว่า ภรรยาของหนุ่มเอ๊ดไม่ได้ชื่อ น่องยาว หนองเหย่า แต่เป็น นงเยาว์
ส่วนชื่อไทยของ เอ๊ด ครูจำเริญตั้งชื่อเสียเพราะพริ้งว่า อัศวิน
ตอนแรกๆครูตั้งชื่อให้ใหม่ๆ บอกความหมาย เจ๋งมาก ก็เป็นนาวิกโยธินนี่นะ ก็เครือๆกับ อัศวิน นั่นแหละ
ทว่านครูจำเริญตั้งชื่อ เอ๊ด ยังอ่านภาษาไทยยังไม่ออก ครูจำเริญเลยเขียนคำอ่านให้เป็นภาษาอังกฤษ
พอเห็นชื่อที่สะกดเป็นภาษาอังกฤษ เจ้าตัวร้องจ๊าก พยางค์ที่สอง ที่ว่า วิน มีเสียงและความหมายดีอยู่หรอก แต่เจ้าพยางค์แรกนี่สิ เจ้าตัวออกเสียงว่า “แอ้ส” เหมือนคำที่แปลว่า ตูด
ครูจำเริญเองไม่ทันนึกถึงจุดนี้ เลยต้องรีบแก้การออกเสียงใหญ่
"'อัด'” นะ ไม่ใช่ 'แอ้ส'”
เออ . . . อัด ก็ อัด วะ นักเรียนยอม
คนที่เป็นอัศวินนี่ ครูจำเริญบอกว่า ขี่ม้าขาว ด้วย ว่าแล้วครูก็อธิบายความหมาย และเขียนคำออกเสียงเป็นภาษาอังกฤษ อัศวินขี่ม้าขาว อัศวินรีบจดและท่องจำจนขึ้นใจ
วันนั้น อัศวินมีเรื่องกลับไปเล่าให้ภรรเมียไทยที่บ้านฟังถึงประสบการณ์การเรียนประจำวัน เป็นภาษาไทย
“ผมมีชื่อภาษาไทยว่า แอ๊สวินขี้หมาคาว”
👥👥👥
07. เรื่องของตัวสะกด
เวลานักเรียนฝรั่งเรียนภาษาไทย นอกจากจะมีปัญหาเรื่องการออกเสียงสูงเสียงเสียงต่ำ เสียงสระและพยัญชนะบางตัวแล้ว อีกเรื่องที่นักเรียนบ่นกันนักหนาคือ ตัวสะกด
ทำไมภาษาไทยมันสะกดยากยังงี้ คงจะสุขใจที่ทรมานนักเรียนต่างภาษาล่ะสิ?
เจ้าตัว ท. ก็ ควรเหมือนเมืองไทย คือ มีแค่ ท.ทหารก็พอแล้ว ไม่ต้องมี ฒ. ธ. ฑ. ให้รุงรัง
ส. ก็เหมือนกัน เอาแค่ เสือ หรือ ทหารเสือก็พอ ไม่ต้องมี ศ. ศาล หรือ ษ. ภาษีให้ยุ่งยาก
แถมบางครั้ง พอเขียน อ้าว ใส่การันต์ ฆ่าซะ ไม่ให้ออกเสียงเสียดื้อๆ ไม่ออกเสียงแล้วใส่ไปทำไมให้เสียเวลา เสียเส้นคนเรียน
บางเรื่องที่พออธิบายได้อย่างสั้น ก็อธิบายไป
เรื่องประวัติภาษาไทยนี้ดีอย่าง จะยืมชาวบ้านก็ต้องบ่งว่า ยืมเขา ทั้งๆที่คำว่า ยืมนี้แสดงว่าต้องคืน แต่การยืมคำมานี่ ก็คือ ขโมย ดีๆนี่เอง เลยต้องเปลี่ยนอย่างแผ่วเรียกอย่างสุภาพว่า รับมา
ประวัติคำหรือภาษามีที่มาที่ไปเหมือนคนนั่นแหละ ส่วนเรื่องสะกดนั้น เปลี่ยนกันยากเพราะความเคยชิน และความหมายที่ติดอยู่
ภาษาอังกฤษ เป็นตัวอย่างใช้เปรียบเทียบให้เห็นได้อย่างดีที่สุด
ทีคำ knight ที่แปลว่า อัศวิน ไหงไปใส่ตัว เค. ไว้ข้างหน้า และคำว่า night ที่แปลว่า กลางคืน ทำไมต้องมีตัว จี. ตัว เอช. ด้วย แล้วทำไมคำว่า soldier ที่แปลว่า ทหาร ทำไมไม่สะกดให้ตรงกับคำอ่านจริงๆ
ฉันใดฉันนั้น
ที่จริงแกล้งย้อนไปยังงั้นแหละ ทุกคำที่ยกมานี่ มีคำอธิบายตามประวัติภาษาทั้งนั้น
ไปๆมาๆ ครูขอตกคูดีฝ่า สรุปเอาง่ายๆ คือ ต้องยอมรับ มันเป็นของมันยังงี้
ส่วนใหญ่ยอมรับกันดี บางคนแนะนำต่อว่าให้กษัตริย์หรืออผู้นำเข้มแข็งของเมืองไทย เจ้าแห่งการรัฐประหาร น่าจะออกคำสั่งให้ภาษาไทยใช้วิธีสะกดง่ายๆหน่อย จะได้เป็นตัวอย่างของความพอเพียง
ครูเลยต้องยกเรื่องจริงขึ้นมาอ้าง
เคยมีผู้นำไทยที่ทั้งเป็นกษัตริย์และจอมพล เคยออกคำสั่งให้เปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวสะกด หรือ คำที่ใช้
เลยมีการทำตามพอกล้อมแกล้มแถมแอบการะทบกระเทียบใส่พอหอมปากเหม็นคอ ทว่า ปลี่ยนผู้นำปั๊บ ตัวสะกดก็เปลี่ยนกลับทันทีเช่นกระดี่ได้น้ำ
เรื่องเปลี่ยนตัวสะกด ไม่ได้เหมือนเปลี่ยนรัฐบาลไทยหรือเปลี่ยนเมียนี่ เปลี่ยนได้ง่ายๆดสียเมื่อไร? นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ผู้สั่งจะถูกกระแนะกระแหนไม่หยุด
เรื่องตัวสะกดนี่ ประชาชนเป็นใหญ่เสมอ
โดยทั่วไป คนต่างชาติที่เรียนๆภาษาไทยกัน มักจะเน้นการพูด ผู้ที่เอาจริงเรียนเรื่องการอ่าน การเขียน ก็ต้องใช้ความพยายามกันเป็นพิเศษ เรื่องตัวสะกดภาษาไทยนี่ ก็น่าเห็นใจอยู่ แต่ก็ต้องคอยปลอบ นี่นับว่าโชคดีนะ สะกดอย่างไรก็อย่างนั้น ไม่ต้องคอยเปลี่ยนไปตามเพศ พจน์ กาล การก อะไรทำนองนั้น
ถึงกระนั้น นักเรียนก็เผลอบ่อยๆ แม้แต่ชื่อตัวเอง
เช่น อุตส่าห์ ชื่อไพเราะ เมขลา แต่กลับเขียน เป็นเมขาลา
ชื่อเล่นว่า ช้าง ก็เขียนเป็น ช่าง
อีกคนที่ชอบเปลี่ยนบ่อยๆคือยอดชายนาย จระเข้ รายนี้ เรื่องตัวสะกดไม่ค่อยแม่น หรือที่พูดกันว่า ไม่แข็งแรง ตามภาษาทิงลิช (ไทย + อังกฤษ) เวลาสะกดแต่ละครั้ง เห็นมาแปลกๆ ไม่ซ้ำกัน จาระเข จาเรเค จรคัย จาวรเคย ครั้งล่าสุด สะกดว่า จารเคย ครูเลยรีบสะกดให้ดูใหม่ ก่อนที่ภาษาจะถูกทำลายไปมากกว่านี้
อันที่จริง เรื่องเนื้อหาบทเรียนภาษาไทยนี้ นักเรียนเรียนรู้หมดเรื่องระบบการเขียน การอ่าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอักษรสามหมู่ ตัวไหนเป็นอักษรสูง กลาง ต่ำ ตัวพยัญชนะตัวไหนแทนเสียงอะไร ทั้งตัวนำ ตัวสะกดหรือควบกล้ำ หรือ สระสั้น สระยาวตัวไหน คำเป็น คำตาย รวมทั้ง เสียงอะไรที่ต้องลดรูป เปลี่ยนรูป มี อ. นำ หรือ ห. นำต้องออกเสียงยังไง
เมื่อตอนที่นักเรียนชั้นของครูรัชนูใกล้จะเรียนจบ และวันศุกร์ที่จะถึงนั้น มีพรายมากระซิบว่าจะเป็นวันคล้ายวันเกิดของเธอ จะครบกี่ปี ไม่ต้องไปสนใจ เรื่องสำคัญ นักเรียนจะได้เบรคเรื่องเรียนหน่อย ถึงเย็นวันศุกร์ ทีไร หมดแรงทุกที ก็เรียนมาเต็มวัน อาทิตย์ละห้าวัน ต้องหาเรื่องสนุกๆทำ เท่าที่แล้วๆมา ครูรัชนีเป็นครูจะเอาใจใส่ดูแลนักเรียนเหมือนลูก ถึงวันเกิดใครที นักเรียนได้กินเค้กทุกที คราวนี้ ถึงตานักเรียนที่จะได้เซอร์ไพรซ์ครูประจำชั้นให้หวีดว้ายเล่นบ้าง
ตอนท้ายๆหลักสูตร นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องการใช้สรรพนามต่างๆ คนไทยมักจะใช้คำนับญาติมาเป็นสรรพนามใช้เรียกหรือพูดถึง อย่ากระนั้น ต้องใช้เสียหน่อย จะใช้คำไหนเรียกครูรัชนู ใช้ป้า ใช้น้าก็กระไรอยู่ เลือก “พี่ ” ดีกว่า
ตามแบบคนไทย พอรู้จักกันมานาน ถ้าไม่มีชื่อเล่นให้เรียก ไม่ต้องเรียกชื่อเต็มก็ได้ เพียงตัดชื่อพยางค์เดียวใช้เป็นชื่อเล่นอย่างที่คนไทยชอบเรียกกัน โดยจะใช้ “นู” แทนรัชนู
เพราะได้เวลา นักเรียนก็มาเชิญครูรัชนูไปเป่าเค้ก
ที่กระดานนั้น นักเรียนอุตส่าห์บรรจง เขียนคำอวยพร เล่นลวดลายเป็นภาษาไทย
“สุกสันวันเกิด ผีหนู”
เรื่องสระเสียงสั้น เสียงยาว ก็เป็นอีกเรื่องที่ นักเรียนงงกันมาก เพราะ ครูสอนๆกันไปว่า สระไทยมีเสียงสั้น และเสียงยาว
เคยมีนักเรียนช่างสังเกต แย้งว่า ไม่จริง ภาษาไทยนี่ มีสระเสียงสั้น เสียงยาว และเสียง ย้าวยาว ว่าแล้ว นักเรียนก็ยกตัวอย่างให้ฟัง
“ก็มีสระเสียงสั้น อย่าง เช่น อะ อิ อุ เอะ เอาะ โอะ ฯลฯ ก็มีบางทีก็มีเสียงยาว และย้าวยาว เช่น เขา - ขาว และ ไข - ขาย”
แถมเวลาออกเสียงเป็นประโยค แยกไม่ค่อยจะออกเลย บทฟังที่ได้ยิน เขาหรือขาว เข่าหรือข่าว เข้าหรือข้าว กันแน่ เขียนว่า น้ำ ไหง ออกเสียงว่า น้าม
อืมม์ . . . จริงแฮะ แม้เรื่องนี้จะมีคำอธิบาย แต่ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาสาธยาย เพราะที่สถาบันแห่งนี้ เน้นเรื่องเรียนภาษาเพื่อให้เอาไว้ใช้ ไม่ต้องเข้าใจอะไรให้ลึกซึ้ง หรือปวดหัวเล่น
พอให้ลองถอดเสียงจากภาษาอังกฤษเขียนเป็นภาษาไทย ตัวสะกดจึงออกมาดูไม่ค่อยจะคุ้นสายตาครูซึ่งเคยชินกับการเขียนที่เป็นมาตรฐานไปแล้ว อย่างเช่นชื่อรัฐเป็นภาษาไทย ทีเคยเห็นว่า ฮาวาย นักเรียนจะเขียนเป็น หะไวอิ แคลิฟอร์เนีย เป็น แขะลิโฟอร์นีอา โอไฮโอ เป็น โอะไหโอะ และ โคโลราโด เป็นโขะโละระโดะ แทน โคโลราโด อะไรทำนองนั้น จะว่าไป แต่พอออกเสียงจริงๆตามที่สะกดมา . . . เจ๋ง เพราะใกล้เคียงการออกเสียงตามเจ้าของภาษา นี่แสดงว่า นักเรียนเริ่มเขียนเป็นกันแล้วเลยถือว่า ตราบใด ที่สะกดเข้าเค้า อ่านออกพอเข้าใจ และไม่เปลี่ยนความหมายมาก นับว่าสุดยอดแล้ว เรื่องอื่นๆค่อยๆบอกหรือแก้กันไป
ทีนี้พอมาเรียนใส่รูปวรรณยุกต์ มีไม้เอก ไม้โท ไม้ตรี ไม้จัตวา ชักจะยุ่งแล้วล่ะซี สงสัยต้องจำเป็นคำๆไปแล้ว เรื่องใส่รูปอะไร กับคำไหน ต้องใช้กฎเดา เจ้าไม้ตรี ไม้จัตวานี้ มาทีหลัง ไม่ได้เป็นเสียงจริงจังหรือเป็นตัวสำคัญเท่าไรนัก หากจะให้ใส่ไม้อะไรให้ถูกเสียง หลับหูหลับตาใส่ไม่ไม้เอกหรือไม้โทไว้ก่อน ถูกเสียแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว
นักเรียนชั้นหนึ่ง ฟ้าหรือดินบันดาลหรือยังไงไม่ทราบ มีนามสกุลเป็นภาษาอังกฤษที่ตรงกับคำว่าสี เสียสามสี คือสีเขียว สีขาวและสีเทา หรือ กรีน ไวท์ และ เกรย์
นักเรียนชั้นนี้ เรียนเรื่องอักษรสามหมู่ ประสมสระเสียงสั้น เสียงยาว ผ่านไปสี่ห้าอาทิตย์แล้ว และเพิ่งเรียนรูปและเสียงวรรณยุกต์จบไปหยกๆ ต่างเขียนชื่อตัวเองเป็นภาษาไทยอย่างดิบดีดังที่ได้จากการบ้านส่งครู ตอนนี้เริ่มสนุกกับการลองของ ลองเขียนนามสกุลของตนเป็นภาษาไทยแถมแปลคว่ามหมายมาให้อย่างเสร็จศัพท์ ประรูปวรรณยุกต์กันยกใหญ่ ครูบอกเองนี่นะ หากจะเดา ให้ประไม้เอก หรือไม้โทไว้ก่อน
กรีน เลยเขียนออกมาเป็น ซี้เขียว
ไวท์ เขียนเป็น สี่เขา
และ เกรย์ เขียนเป็น สี่เท้า
น่าสนุกดี นักเรียนห้องนี้ มีทั้งสี่เขา สี่เท้า อีกหน่อย ดูไป ระหว่างนักเรียนกับครู ใครจะซี้เขียวก่อนกัน
👥👥👥
08. เสียดายฌัค
ผู้ที่มาเรียนภาษาไทย มาจากหลายภูมิหลัง หลายวัย หลายความสามารถ เนื่องจากส่วนใหญ่มีความรับผิดชอบ ก็ไปกันรอด หลักสูตรเพียงปีเดียว แต่เรียนวัน6-7 ชั่วโมง จากเริ่มจากหัดอ่านหัดเขียนก. ไก่ อักษรสูง อักษรกลาง อักษรต่ำจนประสมสระ พูดก็ตั้งแต่ “ผมชื่อ . . . ” จนกระทั่งรายงานข่าว ขนาดเล็คเช่อร์ หรือปุจฉา วิสัชนาเรื่องหนักๆเป็นภาษาไทยได้
ขนาดเราๆ เรียนภาษาอังกฤษมาเป็นสิบปีๆยังพูดกันงูๆ ปลาๆ
ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าลองลงทุนเอา จับนักเรียนเข้าห้องมาจัดสอนภาษาอังกฤษแบบเข้มข้นอย่างเป็นระบบสักปี น่าจะได้ผลคุ้มค่า ไม่ต้องเสียเงินส่งไปเรียนเมืองนอกเมืองนาให้เสียดุลย์
ผู้ที่มาเรียน ก็ได้รับการทดสอบความถนัดมาแล้ว จึงจับมาเรียน ถ้าเป็นเด็กหนุ่มๆหน่อยที่เพิ่งจบจากไฮสกูล ส่วนใหญ่หัวจะไว สอนหน่อยเดียว ทั้งอ่านและพูดฉอดๆ น่าชื่นใจ แต่ปัญหาก็คือ เด็กหนุ่มๆออกจะกะพร่องกะแพร่งเรื่องความรับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนุ่มน้อย วัยกระทงปนกระทิง บ้างเพิ่งพ้นอกพ่อแม่จบมัธยม เพิ่งเข้าทหาร บ้างก็มีปัญหาครอบครัวติดตัวมาแล้ว ส่วนใหญ่ยังเป็นเด็กอยู่นั่นแหละ หัวหน้าหน่วยทหาร ต้องคุมเข้มเหมือนผู้คุมนักโทษทีเดียว ที่เป็นผู้ใหญ่ยศสูงๆ ที่รับผิดชอบ ก็พยายามถูไถไปได้ เรื่องเรียนภาษาใหม่นี่ ยิ่งแก่ยิ่งยากเรียน เคยเห็นมาบ้างเป็นประปรายอยู่คนสองคน ที่เห็นว่าการมาเรียนคือ การมาพักร้อน เพราะบางทีก็ แอบหนีไปเล่นกอล์ฟบ้าง แถวนี้ มีสนามกอล์ฟไม่รู้กี่สิบแห่ง แถมอากาศที่นี่ สดใสทั้งปี จะมีก็หมอกตอนเช้าๆ บ้างก็เรียนแค่ต่อราคาของได้ อ้าว . . . โดนเรียกตัวให้รับงานใหม่กลางคันเสียนี่
บางคนก็สอนแล้วติวอีกยังไม่จำ ได้หน้าลืมหลัง แต่ยังมีความพากเพียรอุตสาหะ เจออย่างนี้ครูเหนื่อย แต่ต้องนิยมความอุตสาหะ สอนไม่ยั้งเหมือนกัน เหนื่อยก็เหนื่อยเหอะ
มีบางคนที่คนเรียนไม่ไหวจริงๆ เช่นแยกเสียงไม่ได้เลยว่าเสียงไหนเป็นเสียงสูง เสียงไหนเป็นเสียงต่ำ ก็ต้องเชิญให้ออกหรือไปเรียนภาษาอื่นที่คล้ายๆภาษาอังกฤษแทน
ชีวิตส่วนตัว หรือหลังเลิกเรียนจะเป็นยังไงไม่ทราบ แต่เท่าที่ทราบ ส่วนใหญ่เวลาอยู่ในห้องเรียน เพราะนักเรียนมักจะสุภาพ และอ่อนน้อม ที่อวดโอ้ เรื่องมาก แก้อะไรไม่ได้ก็หลงมาบ้าง นานๆครั้ง
หลังจากนักเรียนรุ่นที่ผีหนู เรียนจบ รับประกาศนียบัตรไปแล้ว ก็มีนักเรียนชั้นใหม่มาแทน ชั้นนี้มีอยู่แค่ 6 คน มีนายทหาร ยศพันตรีเป็นหัวหน้าชั้น และใจดี ดูแลลูกน้องโดยใช้พระคุณแทนพระเดช ว่ายังงั้นเถอะ ไม่ค่อยเข้มงวด หรือเบ่งใส่ทหารยศน้อยกว่าเหมือนจ่าบางคน ส่วนนักเรียนที่เหลือ เป็นนักเรียนทหารชั้นประทวนที่ระดับสิบเอก จนถึงจ่าอาวุโส และมีหนุ่มหน้าตาเด็กที่สุด ยศต่ำที่สุดคนหนึ่งนามกรว่า ฌัก
เมื่อนักเรียนชั้นนี้มาได้เรียนอาทิตย์เต็มๆ ก็มีงานเลี้ยงอาหารกลางวันต้อนรับ ตอนนั้น นักเรียนแต่ละคนจะแนะนำตัวเองเป็นภาษาไทยว่า ผมชื่อ . . . นามสกุล . . . มาจากเมือง . . . รัฐ . . . ไหนอะไรทำนองนั้น
นักเรียนคนอื่นๆ ออกเสียงกันว่า ผมชู่ . . . มาจะมวง . . . แร้ด . . . . จะมีก็แต่ ฌัก ที่ออกเสียงสระได้อย่างชัดแจ๋ว พ่อหนุ่มคนนี้มีแวว ไปได้สวยแน่
ที่จริง ชื่อนักเรียนคนนี้ ครูสะกดว่า ชัค เหมือน ชัค นอริส ดาราหนังบู๊ ชื่อภาษาไทยว่า ชัชชัย เนื่องจากเวลาเรียกว่า ชัค เพราะชวนให้นึกถึงคำว่า ตายชัก ชักหน้าไม่ถึงหลัง ชักดาบ หรือ ชักว่าว โดยเฉพาะคำว่า ชักว่าวนี้ ค่อนข้างจะทำให้ตะขิดตะขวงใจครูบางคน
เรื่องของเรื่องก็คือ ในบทเรียนบทหนึ่ง มีบทฟังบทอ่านเรื่องประวัติและการละเล่นว่าวในเมืองไทย ตอนชั้นผีหนูกำลังเรียนบทนี้อยู่ ครูมหาจำเริญตามบรรดาครูเรียกกันบางครั้งเป็นคนสอน หมดชั่วโมง ครูรัชนูเข้าไปสอนต่อ ได้ยินนักเรียนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชายเอิ้กอ้าก ล้อทับถมเพื่อนกันเอง ได้ยินแว่วๆว่า ชักว่าว ครูรัชนูก็เลยปะติดปะต่อได้ว่า ครูจำเริญเพิ่งอธิบายสำนวน ชักว่าว ด้วย
“ไปสอนอะไรก็ไม่รู้” ครูรัชนูบ่นให้ฟัง
“รู้ไว้ใช่ว่า และจะได้ระวัง ไม่ต้องปล่อยไก่ทีหลัง” ครูร่วมห้องแก้ให้ จะว่าไปก็เป็นการแก้ง่วงได้ เวลาบอกคำอะไรที่ต้องห้ามหรือสัปดน นักเรียนมักจะหูผึ่ง และจำแม่น แถมชอบฝึกใช้ลับหลังครู อย่างคำนี้ แสนจะจำง่าย นึกถึงชื่อ ชัก แล้วร้อง ว้าว เปลี่ยนเสียงวรรณยุกต์พยางค์นิดเดียว ได้เรื่อง
“คำอะไรที่น่าจะรู้ กลับไม่จำ” ครูรัชนูกระปอดกระแปดต่อ
บรรดาครูผู้หญิง จึงเรียกมักจะเรียก ฌัก ว่า ชัชชัย มาตลอด
แต่มาวันหนึ่ง เรียนถึง ฌ เฌอ พ่อหนุ่มน้อยถามครูว่า
“ผมจะใช้ตัว ฌ. สะกดชื่อ แทน ช ช้างจะได้ไหม?”
อืมม์ ก็ครูบอกเองนี่นะว่า เจ้า ฌ นี่ ไม่ค่อยจะได้ใช้ มิหนำซ้ำ ภาษาไทยเรียก ต้นไม้ ไม่ใช่ เฌอ ตามภาษาเขมรอย่างที่เห็นในรูปตอนเรียนตัวตัวพยัญชนะ
“เท่าที่เห็น เขามักจะใช้ ฌ สะกดชื่อแทนเสียงช.ยาวๆ สั่นๆ คล้าย sh แต่ชื่อยู ออกเป็นเสียงช ธรรมดา ch” ครูอธิบาย พร้อมยกตัวอย่างชื่อที่ดูโก้เก๋ เช่น ฌ้คหรือ ฌาคส์ ชีรัค ชื่ออดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส ดาราหนังรุ่นเดอะ ฌอน คอนเนอรี่ หรือ ฌอง-คล้อด (ไม่งั้นจะเป็น ช่องคลอด) แวน แดมม์ ดาราคิกบ็อกซิ่งชาวเบลเยียม หรือ ฌอง- ฌาคส์ รุสโซ ปราชญ์ฝรั่งเศสสมัยสองร้อยกว่าปีโน่น
“แต่ที่จริง ชื่อนี้เป็นของเรา จะสะกดยังไงก็ได้” ครูว่า ดีเหมือนกัน อุตส่าห์มี อุตส่าห์สอน หาเรื่องใช้เสียบ้าง ไม่งั้น ก็จะหดหาย
ขนาดเรามีเสียงพยัญชนะตรงกับคำที่ถอดเสียง ยังดันเลี่ยงไปใช้เสียงอื่น อย่างเช่น สะกดเป็นวอชิงตัน หรือ มอนตาน่า ซึ่งความจริง น่าจะใช้ ท. แทน ต. จะได้ออกเสียงได้ใกล้เคียงมากขึ้น
ชัค เลยเป็น ฌัก ตั้งแต่วันนั้น
ฌ้ค(ฌาคส์) ชีรัค | ฌอง-ฌาคส์ รุสโซ ฌอน คอนเนอรี่ | |||||
ฌอง- ฌาคส์ รุสโซ | ||||||
ฌัก นักเรียนหนุ่มน้อยคนนี้ พอจบไฮสกูลแล้วสมัครเข้าทหาร ฝึกทหารเบื้องต้นเสร็จก็ถูกส่งมาเรียนภาษาไทยต่อ ตอนนมาใหม่ๆ ผมสั้นเกรียน เกือบโล้น พอเริ่มอ่านเริ่มเขียน พ่อฌักคนนี้ไปลิ่วเลยเพื่อน ทั้งน้ำเสียงชัดเจนฉะฉาน ไม่ว่า เสียงไหน จะสามัญ เอก โท ตรี จัตวาไม่เคยผิดเพี้ยน ทั้งยังอ่านได้จังหวะจะโคน ถ้าหันหันหลังฟังเสียงอ่าน ไม่มีทางรู้เลยว่า เป็นนักเรียนอเมริกันที่กำลังเพิ่งเรียนอ่านภาษาไทย แม้แต่นักเรียนที่เป็นลาว หรือไทยที่เกิด หรือโตในอเมริกา ซึ่งพอพูดภาษาไทยได้ พอมาเริ่มอ่านเริ่มเขียนภาษาไทย ยังเผลอผันเสียงผิดบ่อยๆ
ฉะนั้น เวลาฌักอ่าน จึงน่าฟัง เหมือนพ่อเณรน้อยสมัยก่อนที่หัดอ่านปฐม ก. กา ได้แตก นี่ถ้าได้สมภารสอนเทศน์ให้ ก็คงจะเชี่ยวชาญพอๆกับพ่อเณรแก้วในกลอนเสภาขุนช้างขุนแผนนั่นทีเดียว
ความไวและความเก่งของฌัก นอกจากจะเป็นที่ชื่นชมในหมู่ครู เพื่อนๆในห้องที่ยศสูงกว่า ยอมยกนิ้วให้ พร้อมเกรงใจอยู่หน่อยๆ เวลาอยู่ในชั้น
ถึงจะเก่ง ความที่ยศน้อย ฌักมัก เจียมตัว เวลาตอบครู ตอบเพื่อน เสียงตอบก็เป็น ขอรับ ครับผม ตลอดตามธรรมเนียมทหาร เวลาเรียนในห้อง ไม่เคยเลยที่จะแสดงท่าทางอึดอัดใจไม่ทันใจเวลาเพื่อนร่วมห้องบางคนที่ช้ากว่าเพื่อน ค่อยๆอ่านแกะไปทีละตัว ขณะที่เพื่อนๆร่วมห้องคนอื่นๆแอบด่าว่า ไอ้หมอนี่ทำไมมันถึงขี้เกียจ ไม่รู้จักไปฝึกอ่านฝึก เสียเวลาชาวบ้านเขา ฌักจึงดูจะเข้ากับเพื่อนๆได้ดี ไม่ว่าจะอยู่วัยไหน ยศใด หรือเรียนช้า เรียนเร็ว ปานใด
พอชั้นเรียนไปได้ประมาณห้าอาทิตย์ ฌักก็หายตัวไป
ครูๆ พากันแปลกใจ เพราะไม่มีวี่แววร่องรอย ว่าฌักจะเป็นคนเหลวไหล
ถามหัวหน้าชั้นซึ่งยศสูงกว่าทุกคน และเป็นผู้ดูแลลูกน้อง ถือว่าเป็นผู้บังคับบัญชาไปในตัวด้วย ได้รับคำตอบสั้นๆ “ออกไปแล้ว”
หนังสือที่แทงลงเบื้องบนมาก็บอกสั้นๆ “ให้ออก” แต่ไม่บอกเหตุผล
พวกครูแสนเสียดายนักเรียนหัวกะทิ ต่างพากันถามหาเหตุผลกลนัย
ครูรัชนูผู้เอ็นดูหนุ่มน้อยฌัก เคยหมายมั่นปั้นมือให้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดง ไปสืบทราบมาจากที่ใคร ที่ไหนไม่ทราบ ได้ความว่า พ่อหนุ่มน้อยคนเก่งคนนี้ต้องออก เพราะสูบกัญชา
“โถ แค่นี้เองเหรอ” บรรดาครูพ้อ
“คงไม่แค่นี้แหละ สำหรับนักเรียนทหาร กัญชาถือว่าเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย ฌักเคยถูกจ่าหัวหน้าจับได้ โดนคาดโทษไว้ แถมทางกองร้อยจับห่อกัญชาที่ส่งมาทางไปรษณีย์ ครั้งสุดท้ายนี่ ไปได้กัญชามาจากไหนไม่ทราบ ตัวเองสูบเองไม่พอ ยังไปคะยั้นคะยอให้เพื่อนสูบ พอจ่าจับได้ โดนเรียกไปเทศนาเตรียมทำโทษ ดันไปด่าแม่จ่าให้อีก” ครูรัชนูรายงาน
ครูต่างพาถอนใจ แสนเสียดายฌัก เออ . . . เด็กหนอเด็ก นี่คงจะเป็นฤทธิ์กัญชา ที่สูบเแล้วตาลายเห็นช้างตัวโตเท่าควายอย่างเพลงสมัยเก่าก่อน แต่ทำยังไงได้ กฎก็ต้องเป็นกฎ
ทุกครั้งที่นักเรียนเรียนอ่านมาถึงบทที่อักษรสูงผสม สระอำ ไอ ใอ เอา . . . และอ่านอย่างตะกุกตะกัก ครูอดนึกเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ได้ เสียงอ่านอย่างฉะฉานของฌักยังก้องอยู่ในหูเสมอ
. . . เขาขำไฝเขา เผาเถาเฉาเฉา เหาไหไสเสา ไถเถาใสใส ไขไหเหาเขา . . .
👥👥👥
09. มาร์คผู้บากบั่น
การเรียนภาษาอาจจะง่ายสำหรับบางคน แต่สำหรับหลายคนไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเลย
การคัดเลือกนักเรียนมาเรียนแต่ภาษาที่มีอยู่ ๒๐ กว่าภาษานั้นขึ้นอยู่กับความต้องการเจ้าสังกัด ยังมีการทดสอบทักษะทางภาษาด้วยโดยเฉพาะทหารใหม่ คนที่คะแนนสูงๆ ก็ให้ไปเรียนภาษาที่ถือว่ายากมาก ยากปานกลาง ยากน้อยตามลำดับสำหรับคนอเมริกันที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก
ตามหลักการการเรียนภาษาที่สอง หรือที่เท่าไรก็นั้น จะยากหรือง่ายขึ้นอยู่กับว่าภาษาแม่กับภาษาที่เรียนนั้นแตกต่างกันขนาดไหน ด้านเสียง ไวยากรณ์ โครงสร้างรูปแบบประโยค รวมไปจนถึงเชิงสังคมวัฒนธรรมและระบบการเขียน ที่สหรัฐฯใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่เป็นตัวเปรียบเทียบเพราะถือว่าส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่หรือภาษาแรก
ดังนั้น หน่วยราชการและสถาบันการสอนภาษาต่างประเทศในสหรัฐฯจึงมีการจัดระดับความยากง่ายของภาษาเป็นระดับหนึ่ง สอง สาม ถึงสี่ของชาวอเมริกันที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก การจัดระดับอาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย สำหรับสถาบันสอนภาษาต่างประเทศของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ตัวอย่างดังนี้
ระดับหนึ่ง เช่น ภาษาเดนิช ดัชท์ ฝรั่งเศส อิตาเลียน นอรเว สเปน สวาฮีลี (ภาษากลางในแอฟริกา) สวีดิช
ระดับสอง เช่น เยอรมัน รูเมเนียน อินโดเนเซีย (ใช้อักษรโรมัน)
ระดับสาม มีภาษาแอลเบเนียน บุลแกเรียน พม่า เขมร เช็ค ฟินนิช กรีก ฮิบรู ฮังแกเรียน ฟาร์ซี-เปอร์เซียน โปลิช รัสเซีย เซอร์โบโครเอเบียน เวียดนาม ตากาล็อคหรือ ฟิลิปปินโน เตอร์กี ภาษาไทยเราอยู่ในกลุ่มนี้
ระดับสี่ มีภาษา เกาหลี จีน ญี่ปุ่น อาหรับ
ภาษาแต่ละระดับ มีหลักสูตรเรียนสั้นยาวตามความยากง่าย ถึงจะได้ผลตามระดับเกณฑ์ที่กำหนดไว้
หลักสูตรที่นี่เป็นหลักสูตรเข้มข้น เรียนอาทิตย์ละห้าวัน วันละห้าหกชั่วโมง การสอบมีบ่อย ถ้าตก มีการคาดโทษ หากตกแล้วตกอีก อาจต้องออก บางครั้ง อาจมีผลต้องหน้าที่การงานด้วย แต่หากสอบได้ผ่านทักษะการฟัง การอ่าน การพูด ก็จะได้เบี้ยเลี้ยงเพิ่มอย่างงดงามทุกเดือน นับว่าเป็นสิ่งล่อใจอยู่ไม่ใช่น้อย
ที่จริง การที่จะเรียนให้ถึงขั้นสอบให้ได้ระดับใช้งานได้ สืบเนื่องมาจากเหตุผลหลายประการ นอกจากจะเป็นเรื่องหลักสูตร ความชำนาญของผู้สอนแล้ว ความสามารถทางภาษาของผู้เรียน เป็นเพียงตัวช่วยตัวหนึ่งเท่านั้น แรงจูงใจ ความพากเพียร และวัยก็เป็นตัวแปรที่สำคัญ
เรื่องวัยนั้น อาจได้เปรียบเสียเปรียบตรงที่ว่าลิ้อ่อน ลิ้นแข็ง อีกทั้วสมองมีเรื่องที่ต้องจดจำมากน้อย วัยยิ่งสูง ที่ว่างๆจะเก็บข้อมูลอื่นๆ ก็ร่อยหรอลงไป แต่อาจได้เปรียบตรงที่ มีประสบการณ์ รู้จักตนเอง และรู้วิธีการเรียนที่ได้ผล ความเป็นผู้ใหญ่ อาจจะสร้างความเข้าใจ หัดมองจากแง่เจ้าของภาษาได้บ้าง ส่วนวัยเยาว์หน่อย นั้นดีตรง ไม่ต้องคิด วิเคราะห์ให้มากความ รับรู้ เลียนและเรียนไปตามธรรมชาติ
ในจำนวนนักเรียนที่มาเรียน ผู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ บากบั่นพากเพียรจนทุกคนต้องยกนิ้วเห็นจะเป็นนายทหารเรือนามกรว่า มาร์ค
มาร์คเป็นหนุ่มร่างสูง หน้าตาเป็นพระเอกหนัง วัยสามสิบกลางๆ เดินเหินรวดเร็ว ไม่ใช่ว่าเพราะเบี้ยเลี้ยงที่จะได้ที่จะเป็นจุดใหญ่ที่ทำให้มาร์คต้องบากบั่นอย่างนั้น เรื่องเงินเป็นแค่เพียงผลพลอยได้
ไม่ใช่จะเป็นเพราะว่ามาร์คไม่มีความสามารถ หรือไม่มีหัว เจ้าตัวเรียนจบวิศวกรรมนิวเคลียร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างคอร์แนล
และไม่ใช่ว่ามาร์คเป็นคนไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆ ใครเก่งภาษา แม้ยศน้อย มาร์คก็ยอมรับ ไม่ได้ไปอิจฉาตาร้อนใส่ มิหนำซ้ำ ถือว่าเป็นประทุทำให้ตัวเองพยายามมากขึ้น
ที่เครียดมาก เพราะมาร์คไม่ยอมแพ้ตัวเอง
โถ ก็เรียนมาทางวิศวกรรมนิวเคลียร์ จะมายอมแพ้ภาษาไทยง่ายๆ เสียศักดิ์ศรีแย่
อุปสรรคใหญ่ของมาร์คคือปัญหาบกพร่องเกี่ยวการฟัง หูไม่ค่อยดีว่ายังงั้นเถอะ สอบฟังทีใด ตกเกือบทุกที เวลาฟัง ได้ยินเป็นคนละเรื่องจากคนอื่นๆไปเลย
การเรียนภาษานี่ ต้องใช้หู บ่อยครั้งที่นักเรียนมีปัญหา คือหูค่อนข้างหนัก หรือประสาทหูถูกทำลายโดยเฉพาะนักเรียนที่เคยเป็นทหารปืนใหญ่ที่ต้องอยู่กับเสียงปืน เสียงระเบิด บางคนแยกฟังเสียงสูงเสียงต่ำไม่ได้เอาเสียเลย ถ้าไม่เชิญออกไปเรียนภาษาอื่น ก็จะพูดภาษาไทยแบบเสียงฝรั่ง ไม่มีเสียงสูงเสียงต่ำ แต่พอเข้าใจได้ในระดับพื้นฐาน จะให้ดีอยู่ในระดับสูงกว่านั้น เป็นไปได้ยาก
มีนักเรียนอยู่คนหนึ่งที่มาเรียน อะไรๆดีอยู่หรอก อ่านได้ เขียนได้ แต่พอสอบฟังแล้ว ตกทุกที ครูช่วยสอนตัวต่อตัวนอกเวลาเน้นการฟัง หาวิธีการสอนร้อยแปดมาลอง แต่ก็ไม่ได้ผล
“ลองไปหาหมอให้ตรวจหูดูซิ” คุณรัชนูแนะนำ ตอนแรกเพื่อนครูที่ได้ยินและไม่ทันรู้ต้นสายปลายเหตุถึงกับผวา เพราะฟังเผินๆเหมือนกับด่าทางอ้อมว่า “เธอนี่หูตึงนะ จะเรียนไหวเหรอ” แต่คุญรัชนูเป็นครูที่ปรึกษารู้จัก ใกล้ชิดนักเรียน แถมเอ็นดูนักเรียนคนนี้
นักเรียนคนนี้ทำตามไปหาหมอตรวจ ได้เรื่องทีเดียว ปรากฏว่ามีปัญหาทางสรีระเกี่ยวกับประสาทหู จริงๆ หมอให้ใช้หูฟัง โอ้โฮ ได้ผล พ่อเจ้าประคุณฟังดีขึ้นหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว
สำหรับมาร์คเป็นปัญหาเรื่องกรรมพันธุ์หรือเปล่ามิได้มีการสืบสาว เพียงแต่ทราบว่า คุณแม่หูหนัก ต้องใช้หูฟัง แต่นั่นแหละ ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกสำหรับผู้สูงอายุ คงไม่ได้มีปัญหาเดียวกัน เพราะตามธรรมดา ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ มาร์คได้ยินอะไรชัดเจนดี เพียงแต่มีปัญหาการฟังภาษาไทยเท่านั้น อาจเป็นเพราะเครียด กังวลโน่น นี่ นั่น หรือไม่ก็เรียนหนักเกินไป ไม่ค่อยได้หัวเราะพูดคุยเรื่องสนุกเฮฮา มัวแต่คอยผวา ตกใจเอาง่ายๆ ทุกอย่างเป็นงานเป็นการไปหมด บางครั้ง เวลาเรียนฝึกฟังในห้อง เพื่อนฟังทีสองทีก็รู้เรื่อง ตอบได้ ปาวๆ แต่มาร์ค จับได้คำสองคำ เนื้อหาจับต้นชนปลายไม่ถูก เลยเครียด เครียดที หักดินสอที แต่ละอาทิตย์ ดินสอหักเฉียดๆโหล
เรื่องพอเครียดแล้วหักดินสอนี่ เพื่อนๆร่วมห้องโดยเฉพาะนักเรียนที่เยาว์กว่า ยศน้อยกว่า รู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย ครูใหม่บางคนผวาเอาเหมือนกัน รู้สึกว่าตัวเองเหมือนดินสอ ครูที่มีประสบการณ์ ออกจะวิตกเรื่องที่มาร์ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ พอเผชิญหน้า คุยกันเรื่องนี้ ก็ปรับความเข้าใจกันได้ และยอมรับ นี่เป็นทางออกของมาร์คเวลาเครียด อุตส่าห์พยายามแล้ว พยายามอีก ยังไม่ได้เรื่อง ทีคนอื่น ต่างตอบกันฉอดๆ มาร์คเลยโมโหตัวเองว่ายังงั้นเถอะ ไม่ใช่แดกดันหรือเคียดแค้นใครหรืออะไรทั้งนั้น
จะเป็นเพราะเรียนหนักไป หรือเพราะหูฟังไม่ค่อยชัด หรือทั้งสองอย่างรวมกัน ทำให้ส่งผลถึงการพูด มีบ่อยๆที่มาร์คหลงสับสนโดยเฉพาะคำที่เสียงใกล้เคียงกัน ซึ่งจะว่ากันไป แสนที่จะเป็นเรื่องธรรมดา
ตัวอย่างคำที่ใช้พูดสับสน ได้แก่ จราจร จลาจล จระเข้
ครูจึงได้ยินมาร์คพูดว่า
“การจัดการจลาจลทางบก”
หรือ “ฝนตกหนัก น้ำท่วม จระเข้แออัดมาก สี่แยกบางแห่งไฟจลาจลดับ และมีจราจรว่ายน้ำหนีออกจากฟาร์ม”
ข้าวโพด พูดหลงเป็น ข้าวผัด
“รัฐอินเดียน่าปลูกข้าวผัดกันมาก . . . ”
แกง เป็น กางเกง
“ผมจะสั่งกางเกงกุ้ง”
ตอนสอบใหญ่ ครูๆอดห่วงไม่ได้ พากันลุ้นเป็นการใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นทักษะฟัง อ่านหรือพูด เพราะมาร์คที่แสนจะบากบั่น ควรจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มกัน มิฉะนั้นจะดูเหมือนว่าชีวิตนี้ไม่มีความยุติธรรมเหลืออยู่เลย
ผลสอบปรากฎว่า สอบว่าสอบผ่านตัวปลิวทักษะอ่าน ทักษะพูดผ่าน ส่วนทักษะฟังผ่านอย่างเส้นยาแดงผ่าแปด ทุกคนโล่งใจถอนใจเฮือกใหญ่
ไม่เท่านั้น พอสอบเสร็จ มาร์ค เตรียมสละโสดเป็นเจ้าบ่าวเข้าพิธีแต่งงานกับคู่หมั้นสาวคนเก่งแถมสวยน่ารักที่อยู่กันคนละฝั่งประเทศ
ครูๆ และเพื่อนๆ ค่อยคลายกังวลลงมาอีกหน่อย มีคู่เสียทีจะได้ไม่ต้องครียดบ่อยนัก จะได้อยู่อย่างสนุกสบายอย่างชาวบ้านเสียที
ในฐานะที่เป็นนักเรียนที่สู้ไม่ถอย บรรดาครูเลยมอบของขวัญที่ประสบความสำเร็จทั้งการเรียนและความรักเป็น ตําราทําอาหารไทยสําหรับชีวิตฉากใหม่ และดินสอกล่องใหญ่เป็นที่ระลึก
หลังเรียนจบ สอบเสร็จ ก่อนวันรับประกาศนียบัตร มาร์คมาหาครูเพื่อขอบคุณครูทุกคนเป็นการส่วนตัว พร้อมพูดภาษาไทย
“ผมเอาของแข็งมาให้ครู” มาร์คบอก ขณะเดินเข้ามาห้องทำงานครู ในมือถือถุงบรรจุของของขวัญเป็นถ้วยกาแฟสลักชื่อครู นี่เป็นความน่ารักและช่างคิด ช่างวางแผนของมาร์ค
ครูอดยิ้มไม่ได้ เพราะมารยาท หรือ ดีใจ ทั้งเข้าใจดีว่า ของแข็งที่มาร์คเอามานั่น ที่แท้ก็คือของขวัญ
ในการ์ดที่ติดมากับของแข็งนั้น มาร์คเขียนเป็นภาษาไทยด้วยลายมือสวยอย่างบรรจง น่าซาบซึ้ง อ่านแล้วได้ความว่า เพราะความช่วยเหลือของคุณครูแท้ทีเดียวที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จในการเรียนและการสอบ
ในการ์ดนั้นมาร์คเขียนว่า
“ . . . เพราะความซวยของครู ผมทำสำเร็จ”
👥👥👥
10. เหตุผลเบื้องหลัง
แต่ละชั้นก็มีหัวหน้าชั้นซึ่งมียศสูงสุดสำหรับชั้นนั้นคอยดูแลตามระบบกึ่งทหารกึ่งสถาบันการศึกษาโดยทั่วไป
บรรดาครูที่สอนมักจะเป็นผู้ที่มาจากประเทศที่พูดภาษานั้นๆ สำหรับแผนกภาษาไทย ครูมีวุฒิการศึกษาต่างๆกัน ส่วนใหญ่จบปริญญาตรี โท แม้กระทั่งปริญญาเอก สาขาที่จบมามีหลากหลาย การเปิดรับสมัคร แล้วแต่ความต้องการ หากเป็นตำแหน่งครูประจำ การสมัครอาจใช้เวลานานเป็นปีกว่าจะได้เรื่อง เพราะนอกจากจะมีการสัมภาษณ์ ยังต้องมีการสืบประวัติ ถ้าเป็นตำแหน่งชั่วคราว ไม่ใช้เวลานัก ครูแต่ละคนมีประสบการณ์การทำงานแตกต่างกันไป บางคนเคยสอนภาษาไทยให้ฝรั่งมาก่อน บ้างเคยสอนระดับมหาวิทยาลัยในเมืองไทย บางคนเคยเป็นทหารไทย เป็นต้น ผู้ที่ได้ปริญญาตรีบางคนขวนขวายเรียนต่อไปด้วย เพราะสวัสดิการอย่างหนึ่งที่สถาบันให้คือส่งเสริมให้ศึกษาขั้นสูงในสาขาที่ต้องใช้งานโดยจ่ายค่าเล่าเรียนให้
ครูๆกันเองมักจะใช้คำสรรพนามว่า ผม ดิฉัน คุณ ค่อนข้างจะเป็นทางการกันมากเวลาเรียกหรือเอ่ยถึงกัน ไม่ค่อยจะมีใครเรียก คำว่า พี่ หรือ น้องกันเท่าไร แม้ว่าตามวัยแล้ว ควรจะเป็นเช่นนั้น และไม่มีใครเรียกชื่อเล่น หรือแม้แต่รู้จักชื่อเล่นกัน ซึ่งก็เป็นการสะท้อนระดับความ สัมพันธ์ระหว่างกันได้ดี
ส่วนครูรุ่นใหม่ๆซึ่งส่วนใหญ่เป็นสาวๆวัยเลยสามสิบ มักจะเรียก ครูที่อยู่มาก่อนว่า อาจารย์ แสดงความนับถือ ส่วนคำสรรพนาม แทนตัวเองก็มีคำว่า หนู ตามวัยและเพศ
เวลานักเรียนเรียกครูและครูเรียกนักเรียน ต่างใช้สรรพนามว่า ผม ดิฉัน คุณ คุณครู ซึ่งค่อนข้างเป็นทางการ แต่ถ้าครูผู้ใหญ่มากๆ เรียกนักเรียนที่ยังเยาว์วัยรุ่นลูกรุ่นหลานและยศน้อย ก็เรียกเพียงชื่อเล่น หรือชื่อจริงบ้างตามธรรมเนียมไทย
เคยมีคำสั่งจากฝ่ายทหารออกคำสั่งคลุมให้ครูๆทุกภาษา เรียกนักเรียนด้วยยศ และนามสกุลแทนชื่อ
แม้ภาษาที่เคยคุ้นกับการเขียนชื่อ หรือเรียกด้วยนามสกุล เช่น จีน หรือ เกาหลี แค่เติมยศ บอกว่า ไม่ต้องสั่งมาให้เหนื่อย เราเรียกนามสกุลอยู่แล้ว ใส่ยศไปอีกนิดได้การ แต่ไปไม่ถึงเดือนก็เข้ารูปเดิม แล้วนับ ประสาอะไรกับภาษาไทย พยายามใส่ยศ เรียกนามสกุลไปได้ไม่กี่น้ำ ครูรู้สึกขัดหูขัดปากพิลึก ขนาดนายพลในเมืองไทยสั่งลูกน้องให้ไปปฎิวัติยังไม่เรียกถึงปานนี้ คนสั่งก็สั่งไปตามเหตุผลของเขา คนทำพยายามแล้วทว่าไม่สำเร็จเพราะขัดกับธรรมเนียมภาษาที่สอน คำสั่งเลยไร้ผล ในที่สุด ฝ่ายหทารต้องปล่อยปล่อยให้ครูจัดการในห้องเรียนไปตามที่ครูว่าเห็นสมควร แต่หากมีการประชุมกับหน่วยทหารเพื่อรายงานว่าผลการเรียนทหารในสังกัดเป็นอย่างไร นั่นมันอีกเรื่อง
เราคนไทยที่เคยคุ้นกับสรรพนามมาแต่อ้อนแต่ออกไม่ค่อยจะรู้สึกอะไรมาก ลองนึกดู แต่ละคนใช้คำสรรพนามวันละกี่รูป? แสนจะหลากหลายเอาการเนื่องจากคำสรรพนามไทยมีให้เลือกตามเพศ วัย กาละเทศะ ความคุ้นเคย เป้าประสงค์ มึง กู อั๊ว ลื้อ แก คิง ฮา กรู จนกระทั่ง ไอ้เหี้ย ไอ้หอก ไอ้ห่า อีดอก อีโน่น นังนี่ สารพัด
หากจะให้แยกคำสรรพนามตามภาษาอังกฤษ เป็นเอกพจน์ พหูพจน์ และเพศหญิง เพศชาย บุรุษที่หนึ่ง สอง สาม นี่ออกจะแยกยากเหลือเกิน เนื่องจากบางคำ เป็นได้ทั้งสองหรือแม้แต่สามบุรุษเลย เช่น เรา เธอ แก ท่าน นี่ยังไม่ได้แตะคำสรรพนามตามเพศนะ
การใช้ภาษาหรือคำสรรพนาม ต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย จนจาระไนแทบไม่ถูก เนื่องจากไม่ได้เป็นเรื่องคำอย่างเดียว ยังเองเลือกใช้เพื่อให้เข้าตามเพศ วัย สถานะ กาลเทศะ ความสัมพันธ์ เป้าประสงค์ และอารมณ์
ที่ว่าคำไหนสุภาพ หรือหยาบนี่ ไม่ได้อยู่แค่ที่คำที่ใช้จริงๆ แต่ขึ้นอยู่กับการใช้ ใช้กับใคร กาละเทศะอะไร น้ำเสียงยังไง คำว่า ไอ้ อี นี่ ถ้าชาวบ้าน ชาวชนบทใช้เรียกลูกหลาน ก็ไม่ได้ถือว่าหยาบคาย ต่แสดงลักษณะรักใคร่ เอ็นดู ถ้าในหมู่เพื่อนๆ ร่วมก๊วน ถือว่าแสดงความสนิมสนมไปอีกแบบ
คงไม่แปลกใจที่มีคนทำวิทยานิพนธ์ขั้นปริญญาเอกเรื่องคำสรรพนามไทยมาแล้ว
แม้แต่เจ้าของภาษาเอง มักจะใช้คำสรรพนามไม่เข้าหูคนฟังบ่อยๆ เคยมีปัญหามาแล้วระหว่างครูภาษาไทยด้วยกันนี่แหละ
เรื่องนี้เกิดขึ้นระหว่างครูรัชนูกับคุณรวีวรรณ วัยเลยกลางคนทั้งคู่ ครูรัชนูจะแก่ว่าสักสี่ซ้าห้าปี แรกๆ ดูๆไป คุยถูกคอกันดีหรอก แต่มาวันหนึ่ง เกิดอะไรขึ้นไม่ทราบ ครูรัชนูใช้ คำสรรพนามพูดกับครูรวีวรรณว่า เธออย่างนั้น ชั้นอย่างนี้ เลยโดนครูรวีวรรณแหวเอาให้ว่า
“นี่ . . . เลิกเรียกว่ าชั้น ว่าเธอ ซะที ฟังยังกะพูดกับคนใช้!”
มาอีกครั้ง ครูปิยภา ครูใหม่ซึ่งเป็นสาวรุ่นลูก เรียกครูเก่าอาวุโสว่าอาจารย์ ถูกครูรวีวรรณซึ่งใช้นามสกุลตามสามีคนอเมริกันว่า ธอร์ป (Thorpe) เอ็ดว่าเป็นภาษาอังกฤษใส่ให้ว่า
“ทีหน้า ทีหลัง เรียกชั้นว่า ดอกเตอร์ธอร์ปนะยะ!” เธอแลบลิ้นออกมาแผล็บเวลาเน้นเสียงนามสกุล ธอร์ป
ปัจจัยในการเลือกใช้สรรพนามให้เหมาะสมเลยต้องมีเรื่องอารมณ์ของผู้พูดผู้ฟังเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยประการฉะนี้
ความที่ต้องระมัดระวังว่า การใช้คำสรรพนามอาจจะไม่เข้าหูผู้ฟังเอา บางคนถึงกับเลี่ยงการใช้คำสรรพนามไปเลย เรื่องนี้ เคยได้ยินว่า นักเขียนบางคนชมกันเอง แหม . . . เธอเขียนเรื่องนี้ เก๊ง เก่ง ไม่ใช้คำสรรพนามเลย แต่คนอ่านรู้เรื่องหมดว่าใครพูด? หรือพูดถึงใคร?
ดังนั้น เวลาสอนคำสรรพนามให้นักเรียนฝรั่ง จึงสอนกันแค่ไม่กี่คำ จะให้บอกหมดก็ไม่หวาดไม่ไหว แค่ยกตัวอย่างให้เห็น นักเรียนก็หูอื้อแล้ว เอาแค่ข้อมูลไปก่อน แล้วค่อยสังเกตไปจากของจริงเอาเอง ดูหนังไทยหรือละครน้ำเน่าบ้างก็ดี จะได้เห็นตัวอย่าง
นักเรียนทหารเรือคนหนึ่งนามการว่า สตีฟ หนุ่มโสด ตัวโตเบ้อเริ่ม ทางกองทัพเรือส่งไปราชการช่วยเป็นล่ามการฝึกร่วม-ผสมทหารที่สัตหีบเป็นการชั่วคราวอยู่สองสามอาทิตย์ พอกลับมา พูดไทยประโยคง่ายๆปร๋อขึ้น มิหนำซ้ำเรียกตัวเองว่า สตีฟอย่างนั้น สตีฟอย่างนี้อยู่พักหนึ่ง
“ใครสอน?” ครูถาม
“คนไทย เพราะเวลาใช้คำว่าผม โดนคนไทยทำหน้าเบ้ใส่ แล้วสอนให้เรียกชื่อตนเองแทน”
ครูไม่จำเป็นต้องถามรายละเอียดว่า คนสอนเป็นใคร? เพศไหน? ที่ไหน? เมื่อไร?
ครูเลยอธิบายให้ฟัง นี่การพูดแบบไทย-ไทยก็จริง แต่นั่นเป็นเพียงแบบหนึ่งเท่านั้น อาจจะฟังดูเหมาะสมเวลาพูดกับคนสอนอย่างนั้น ในสถานการณ์แบบนั้น พอนำมาใช้กับครู หรือในห้องเรียน ฟังทะแม่งหูเพราะผิดกาละเทศ ยิ่งโดยเฉพาะออกมาจากปากชายอกสามศอกแล้ว สำหรับครูๆหรือคนทั่วไปฟังเลยแสนจะจั๊กจี้หู สตีฟเลยหยุดสตีฟอย่างนี้ สตีฟอย่างนั้นไปได้
เรื่องที่ทำให้ข้องจิตอยู่นานตั้งแต่เมื่อคราวมาทำงานใหม่ๆ คือรู้สึกแปลกใจเป็นกำลังว่า ทำไมที่นี่เรียกครู-นักเรียน ไม่ใช่อาจารย์-นักศึกษากัน เพราะถ้าว่าไป สถาบันอยู่ในระดับวิทยาลัย และหากนักเรียนสำเร็จการศึกษา จะมีวุฒิที่รับรองระดับอนุปริญญาด้านภาษานั้น จนแล้วจนรอดไม่เคยได้ถามใคร คงเรียกเช่นนี้ตามๆกันมา ถ้าให้นึกถึงเหตุผล คำว่า ครู ดูขลังด้วยประการทั้งปวง
ประการที่สอง นักเรียนอยู่เรียนในชั้นวันละหกเจ็ดชั่วโมงเหมือนนักเรียนในโรงเรียนมัธยม มีครูสลับกันเข้าสอนเป็นชั่วโมงๆ นอกนั้นมีครูประจำชั้นที่คอยดูแลผลการเรียน เรื่องสอบและคะแนน
ประการที่สาม ตอนเริ่มตั้งแผนกภาษาไทยหลายทศวรรษก่อน ผู้สอนเดิมคงจะตะขิดตะขวงใจคำว่า อาจารย์ เนื่องจากใช้กันเกร่อ ตั้งแต่อาจารย์สอนเสริมสวย ตัดเสื้อผ้า ทำผม หมอดู เกจิอาจารย์ปลุกเศกทำเสน่ห์ยาแฝด ทีอาจารย์ในมหาวิทยาลั นิสิตนักศึกษากลับเรียนเรียกสั้นว่า จารย์ ออกเสียงว่า จาน จ้าน ฟังแล้วน่าตะขิดตะขวงใจ
ประการที่สี่ สำหรับนักเรียน คำว่า ครู จำง่ายกว่า เพราะนึกถึงคำว่า Crew ที่แปลว่า ลูกเรือ หางเครื่อง ทีมงาน ทั้งยังเป็นยี่ห้อเสื้อผ้า เจครู หากสืบสาวต่อไปอีกคำนี้ มาจากคำว่า กูรู ที่เรายืมมาจากภาษาแขก ทั้งใช้กันเฟื่องในภาษาอังกฤษ พี่ไทยนำมาปรับเสียงให้สั้น คำว่า ครู น่าฟังกว่าคำว่า กูรู เป็นไหนๆ
นักเรียนหลายคนที่จบไป บางคนได้ไปเรียนภาษาไทยต่อตามมหาวิทยาลัยในอเมริกาเอง หรือในเมืองไทย เช่นที่ ธรรมศาตร์ จุฬาฯ เชียงใหม่ ขอนแก่นบ้าง วันดีคืนดี แวะมาเยี่ยม เรียกครูว่า อาจารย์ ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันในเมืองไทยแถมตัดพ้อต่อว่า ทำไมไม่สอนให้เรียก นักศึกษาอาจารย์เหมือนที่เมืองไทย
เอ่อ . . . สอนก็สอนซีวะ ที่จริง บอกมาตลอด จำไม่ได้เอง ทั้งไม่ไม่ได้ใช้ หรือคอยเน้น เลยนำคำแนะนำจากศิษย์เก่าไปย้ำกับนักเรียนใหม่ชั้นใหม่
นักเรียนบางคน พยายามเรียกว่า ครู ว่าอาจารย์ แต่ส่วนใหญ่ พอใจเรียกครูตามเดิม คงจะเป็นเพราะง่าย และติดปากไปแล้ว
เลยมาได้สักสองอาทิตย์หลังจากแนะนำคำว่า อาจารย์ มาวันหนึ่งถึงชั่วโมงที่นักเรียนต่อรองขอเลื่อนกำหนดวันสอบไปอีกวัน ครูยอม เนื่องจากมิได้เป็นเรื่องร้ายแรงอะไรนักหนาให้เวลาหน่อย นักเรียนจะได้มีเวลาทบทวนต่ออีกวัน ดีกว่าให้นักเรียนเครียดหรือสอบตก เพราะเวลาสอบทีใด นักเรียนมักจะประสาทแดกกันตามๆกัน กลัวตก กลัวได้คะแนนไม่ดี กลัวจะได้เกรดต่ำกว่าคนอื่น จิปาถะ ตามประสาคนอเมริกันที่เกิดมาเพื่อแข่งขัน
พอครูยอมตกลง โจดี้ นักเรียนสาวที่ได้ชื่อว่าป้ำๆ เป๋อๆ อีกคน ปากหวานใส่ครู
“คุณเป็นอาเจียนดีที่สุด”
นักเรียนที่เข้าใจและรู้ความแตกต่างเลยฮาพร้อมส่ายหัว ส่วนนักเรียนที่จำศัพท์ใหม่ไม่ได้ หรือไม่ทราบความแตกต่าง นั่งหน้าแอ๊บแบ๊ว เพราะไม่ทราบว่าเขาหัวเราะกันเรื่องอะไร ครูทั้งขำทั้งสะอึก ทว่า มีความรู้สึกเหมือนได้ค้นพบความลับที่เป็นปริศนามานาน
มิน่าเล่า ครูเก่าๆเขาถึงไม่สอนให้นักเรียนเรียกครูว่า อาจารย์
11. หนาว
นักเรียนที่มาเรียนภาษาไทย บางคนก็เพื่อที่จะไปทำงานที่เมืองไทย บ้างก็ไม่เคยเหยียบย่างออกนอกประเทศเลย บางคนเคยไปมาแล้ว อาจจะไปเที่ยวส่วนตัวหรือเคยไปฝึกร่วมกับทหารต่างประเทศรวมทั้งที่เมืองไทยมาหลายครั้ง
ส่วนใหญ่นักเรียนที่ไปเมืองไทยมา ก็จะรู้ คำว่า สวัสดีครับ ขอบคุณครับ พร้อมนำคำ สถานที่ที่ไปมาและประสบการณ์มาเล่าให้เพื่อนๆฟังกัน
นักเรียนคนหนึ่งเล่าให้ฟังถึงสถานที่ที่เคยไปเที่ยวมาเรื่องหมู่บ้านเต่า หมู่บ้านงูในภาคอิสาน หมู่บ้านเต่านั้น ชาวบ้านเลี้ยงเต่าพันธุ์ต่างๆ ขนาดต่างๆ ส่วนหมู่บ้านงูก็เฉกเดียวกัน ชาวบ้านเลี้ยงงูเล็ก งูใหญ่ กระทั่งงูเห่า หรือจงอาง แถมยังมีการแสดงหมองู รวมเรื่องหมองูตายเพราะงูมาแล้ว เพื่อนๆฟังหูห้อยกันตามๆกันด้วยความทึ่ง
อีกคนหนึ่ง เอ่ยคำพังเพยที่เรียนจากทหารไทยว่า ผักชีโรยหน้า ประทับใจครูไม่คลาย แม้ในใจจะนึกว่าสาเหตุที่นักเรียนรู้คำนี้มาคงจะไม่น่าภูมิใจสักเท่าไร แต่รู้ไว้ดีแล้ว เพราะอาจจะใช้ได้อีกเวลาไปเมืองไทยคราวต่อไป
บางคนได้ภาษาไทยมาอย่างงูๆปลาๆ ก็อดอวดภูมิไม่ได้ ผมรู้ เวลาเรียกให้คนเสิร์ฟเก็บเงิน ต้องพูดว่า เช็กบิน (เช็คบิล) ครูจะสอนอย่างอื่นให้ เช่น น้องช่วยเก็บเงินหน่อย ก็ไม่อยากจะรับ พูด เช็กบินคนไทยรู้เรื่องกันดีแล้ว จะหาคำใหม่ยุ่งๆ ยาวๆใส่สมองให้หนักทำไม ครูต้องทั้งกล่อมทั้งขู่ หากมาเรียนที่นี่ ต้องเรียนให้เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่งั้น สอบวัดความรู้ปลายปีไม่ผ่าน เบี้ยเลี้ยงที่จะได้เนื่องจากมีความรู้ด้านภาษาถึงระดับจะพลอยอดไปด้วย
จัสตินหรือชาญณรงค์ นักเรียนทหารเรืออีกคน ที่ไม่เคยเยื้องกรายออกต่างประเทศเลย ไกลที่สุดที่เคยไปก็แค่รัฐฮาวายเท่านั้น แต่รายนี้ เคยเรียนภาษาเกาหลีมาก่อน เลยรู้วิธีการเรียน ทั้งยังแต่งงานกับสาวลาวที่อพยพมาอยู่ที่อเมริกาพร้อมกับครอบครัวตั้งแต่อายุสี่ซ้าห้าขวบ และพอจะเข้าใจภาษาไทยบ้างเพราะเคยดูหนัง แต่ไม่ได้รู้ลึกหรือพูดได้ ส่วนพ่อของเธอเคยอยู่เมืองไทยมาหลายปี และชอบดูหนังไทย จึงพูดไทยได้
เมื่อครั้งชาญณรงค์เคยไปเยี่ยมเยียนครอบครัวภรรยาที่ต่างรัฐ พ่อตาบอกให้ลูกสาวเรียกชาญณรงค์ไปกินข้าว
“ไปเอิ้นแฟนมากินเข่า”
“ผัว บ่ใช่แฟน” ลูกสาวแก้
พอเรียนถึงบทเกี่ยวกับครอบครัว แต่งงาน สามี ภรรยา ผัว เมีย แฟน ชาญณรงค์เลยร้องอ๋อ ตอนนี้ เข้าใจภาษาไทยและภาษาลาวดีกว่าภรรยาแล้ว คำว่า แฟนในภาษาไทย ภาษาลาวรุ่นใหม่ มีความหมายตั้งแต่คนชอบพอกันจนกระทั่งผัวเมียที่แต่งงานกันแล้ว ไม่ใช่แค่แฟน ในความหมาย คนรักใคร่ชอบพอกัน ซึ่งตรงกับคำว่า ผู้บ่าวผู้สาว ตามภาษาลาวเท่านั้น ตอนนี้แชาญณรงค์ ไปไกล และรู้ความหมายของคำว่า กิ๊ก แล้ว
ตอนได้ข่าวว่าจะได้มาเรียนภาษาไทย ชาญณรงค์ก็เตรียมตัว เรียนภาษาไทยจากเว็บไซต์ต่างๆ พอตอนเริ่มเรียนจริงๆจึงไปไกลกว่าเพื่อนๆ ในห้อง พยัญชนะเขียนได้ อ่านได้หมด เวลาพูด หลุดเป็นภาษาลาวบ่อยๆ แต่ไม่นานก็แยกถูก ทั้งยังโทรคุยเป็นภาษาไทยกับพ่อตาบ่อยๆ ชื่อชาญณรงค์นี่ ก็เป็นชื่อที่พ่อตาตั้งให้
ความที่ชอบดูหนัง ชาญณรงค์ อุตส่าห์สั่งซื้อหนังมาจากเมืองไทย ดูไป เรียนไป ได้ภาษาจากหนังได้เยอะ สามารถท่องออกมาได้เป็นประโยคยาวๆและแยกแยะไวยากรณ์และแปลได้ถูก อย่างเช่น พอดูหนังเรื่อง หมานคร ชาญณรงค์เอ่ยออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“สักวันหนึ่งตื่นขึ้นมา แล้วจะรู้ว่า หางงอกออกมาจากก้น”
ความสนใจ บวกมีหัวเรื่องภาษา พอชาญณรงค์เรียนภาษาไทยไปได้แค่สามเดือน จึงลองฝึกแปลหนังได้เป็นเรื่องๆ แถมเล่าเรื่องหนังเป็นฉากๆ เป็นภาษาไทยจนคนไทยบางคนอาย
ชาญณรงค์เคยถามครูเป็นภาษาไทยอย่างกระดากๆว่า “กะหลี่ เป็นคำไม่ดีใช่มั้ยครับ?”
ตอนแรก ครูปิยภา นึกว่า ชาญณรงค์หมายถึง กาลี เลยอธิบายไปยกใหญ่เรื่องเจ้าแม่กาลี
ครูที่อยู่มาก่อนซึ่งยืนอยู่ด้วยเข้าใจทันที ชาญณรงค์คงได้คำนี้มาจากหนัง และ ดาราที่พูดคงจะออกเสียง ร. เป็นล. ตามเคย
“อ๋อ จริงๆแล้ว ควรจะออกเสียงว่า กะหรี่” พร้อมแปลความหมายเป็นภาษาอังกฤษให้ฟัง “มาจากคำว่า แกงกะหรี่ ไง”
“แปลกดี”
“คงจะทั้งเผ็ดและทั้งร้อนเหมือนกัน”
ครั้งหนึ่ง ชาญณรงค์ไปเยี่ยมครอบครัวภรรยาที่ต่างรัฐ แม่ยายกำลังสับไก่เตรียมทำอาหารอยู่ในครัว
“กำลังทำอะไรอยู่ครับ?” ชาญณรงค์ถามแม่ยายเป็นภาษาอังกฤษ
แม้แม่ยายจะอยู่ที่อเมริกามานาน แต่คำศัพท์เฉพาะเรื่องกรรมวิธีทำอาหารเช่น หั่น ซอย หรือสับ ไม่เคยต้องใช้ เลยไม่ทราบ
“ไอ แอม ฟักกิ้งไก่” แม่ยายตอบเป็นภาษาอังกฤษปนภาษาลาว
ทีแรกลูกเขยคงงงเป็นไก่ตาแตกเพราะลักษณะไม่บอกสักนิดว่ากำลังทำอย่างที่พูด แต่ในที่สุดก็หัวเราะออกมาได้ ตอนนี้ได้ศัพท์คำใหม่ภาษาลาวอีกแล้ว
มาถึงตอนพี่น้องชาวอิสานหรือลาวต้องร้องอ๋อ ฟัก แปลว่า สับ นั่นเอง เสียงเดียวกันนี้ภาษาอังกฤษแปลว่า สังวาส
แม้จะพูดภาษาไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์ ทว่ามีความพยายามสื่อสาร ผิดนิด เปิ่นหน่อยไม่มีใครถือสา แถมพอถึงบางอ้อ กลายเป็นเรื่องหรรษา ชวนเพลิน
ทว่า สำหรับนักเรียนอีกคนหนึ่ง กลับตาลปัตร
นักเรียนหนุ่มนามกรว่า สก็อตต์หรือมีชื่อภาษาไทยว่า สกล เป็นนักเรียนอีกคนที่เคยไปฝึกเมืองไทยหลายครั้ง ไปตั้งแต่ไม่เคยรู้ภาษาไทยสักคำ ไปแต่ละทีก็ได้มาคำสองคำ หลายครั้งก็หลายคำ ในที่สุดก็ขอมาเรียนภาษาไทยเสียเลยจะได้รู้เรื่องรู้ราว
คำว่า “กระเทย” หรือ “ตบสลบไสล” “จั๊กจี้” สก็อตต์หรือพ่อสกลตัวดีนี่แหละที่นำมาเผยแพร่ รวมทั้ง สถานที่ที่เรียกว่า “ซอยคาวบอย” แต่ละคำที่พ่อเจ้าประคุณนำมาขยาย แค่ได้ยิน แทบจะไม่ต้องถามว่าไปเรียนรู้ได้ยังไง มาจากไหน แต่ไม่เป็นไร ก็จากคนไทย และเมืองไทยเหมือนกัน
แต่หลังๆมานี่สก็อตต์ออกจะเงียบๆ ไม่มีคำใหม่ๆออกมาอาจเป็นเพราะไม่มีอะไรอีก หรือเพราะการเรียนเริ่มยากขึ้น หรือไม่คงถูกทั้งเพื่อนทั้งครูแซวว่าไปได้คำภาษาไทยมาจากไหน คำถามที่สก็อตต์มักจะถามครูบ่อยๆ จะเข้าทำนองว่า คำนี้เป็นคำสุภาพไหม ใช้ยังไง เพราะคราวนี้ หากจบหลักสูตรจากที่นี่ ตนจะรับหน้าที่เป็นล่ามให้นายทหารยศสูงอเมริกัน ซึ่งงานที่เป็นลักษณะที่เป็นตัวแทนประเทศ คงไม่อยากจะปล่อยไก่
เมื่อถึงบทเรียนเกี่ยวกับฤดูที่นักเรียนชอบออกเสียงว่า ระดู ครูเลยแนะนำคำที่ว่า หน้า ที่ใช้กันบ่อยๆแทน พร้อมอธิบายคำศัพท์สภาพอากาศที่นำมาเรียกฤดู เช่น ฝน แห้งแล้ง เย็น หนาว
พอได้ยินคำว่า “หนาว” และรู้คำแปลเท่านั้น สก๊อตต์กุมหัวร้อง
“โอ โน . .” พร้อมหัวเราะหึหึคนเดียว ทำตัวเป็นปริศนา
เพื่อนๆและครู ต่างคิดว่า สก็อตต์คงเห็นว่าตลก เพราะคนไทย รวมทั้งครูไทยขี้หนาว เย็นนิดเย็นหน่อย สวมเสื้อหนา แถมบู๊ทอีก และคนที่เคยไปเมืองไทยมาแล้วมักจะเถียงว่า ฤดูในประเทศไทยหาใช่มีฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาวดั่งที่ครูบอกไม่ มีแค่หน้าร้อน ร้อนมาก และร้อนที่สุดเท่านั้น
แต่เรื่องนี้คำว่า หนาว เป็นปริศนาอยู่ไม่นาน
เรื่องของเรื่องคือ ครั้งหนึ่งตอนสก็อตต์ไปเมืองไทย ได้ไปเที่ยวบาร์ประสาหนุ่ม หิ้วสาวบริการมาค้างคืนที่โรงแรม สาวนี้คงพูดอังกฤษไม่ได้มาก สก็อตต์ยังไม่เข้าใจภาษาไทยทั้งพูดไทยยังไม่ได้ แต่นั่นแหละ ธุรกิจประเภทไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ อย่างที่ว่ากัน ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลงมาก ประสาประเวณีมีทั่วทุกตัวสัตว์
พอเข้าห้อง จัดการเปิดแอร์เอาเสียให้เย็นฉ่ำใจ ให้หายทั้งร้อนอากาศ และอารมณ์ ได้ที่ สก๊อตต์เองคงกลัดมันมานาน เตรียมจัดการเก็บดอกเบี้ย
“Now?” สก็อตต์ถาม ออกเสียง นาว แต่พอเป็นเชิงคำถามหรือขอความเห็นชอบในทีก็ตวัดเสียงสูง เป็น “หนาว” หมายความว่าพ่อยอดชายจะเริ่มบรรเลงแล้วล่ะนะ
สาวน้อยเออออห่อหมกไปด้วย
อีกไม่นานต่อมา สาวน้อยซึ่งคงยังไม่มีอะไรหุ้มห่อตัวมาก ตามประสาคนไทยๆโดยทั่วไปแสนขี้หนาวอยู่ พอจะนอนไม่ว่าจะร้อนจะหนาวขอห่มผ้าไว้ก่อน สาวน้อยเลยดึงผ้าห่มมาห่ม
“หนาว” สาวน้อยบ่น
สก็อตต์กำลังสลึมสลือกำลังจะหลับ พอได้ยินเข้า นึกว่าสาวน้อยร้องขอจะเอาอีก เลยจัดการสนองตอบตามสุภาพบุรษที่ไม่ปล่อยคู่ขา ค้างเติ่ง
แอร์ที่เปิดไว้จุดเย็นเริ่มทำงานได้ที่ คนที่ไม่เคยนอนห้องแอร์เย็นเฉียบครั้นจะบอกแขกให้ปิดให้ผ่อนก็ใช่ที่ มิใช่ว่าเพราะเกรงใจประสาคนไทยอะไรหรอก แต่ไม่รู้จะหืออย่างไรให้แขกฝรั่งนี่ทราบ
“หนา . . .ว” สาวน้อยสั่นสะท้านบ่น พูดได้แค่นั้น
อุว้ะ! อีกแล้วเหรอ สก๊อตต์ นึกในใจ ดูซีคงอยากจนตัวสั่น
สก็อตต์เลยสนองตอบอีก
ลองคิดดูก็แล้วกัน แอร์เปิดไว้เย็นฉ่ำทั้งคืน และสาวน้อยร้อง หนาว หนาวอยู่ได้คำเดียวเท่านั้นทั้งคืน สก็อตต์ไม่ขัดศรัทธาทุกครั้ง
กว่าจะถึงเช้าก็คงตาโบ๋กันตามๆ
ฝ่ายสาวน้อยคงคิดว่า อีตาฝรั่งนี่ไม่รู้อดอยากมาจากไหน ฝ่ายสก็อตต์เองคงคิดว่าแม่สาวนี้ถ้าไม่ตะกละเหลือทนก็คงเฉียดฮิสทีเรีย
นี่เอง ที่เป็นเหตุเบื้องหลังที่ทำให้สก็อตต์กุมขมับและก๊ากออกมาเมื่อได้เรียนความหมายของ คำว่า หนาว เป็นครั้งแรก
👥👥👥






_(cropped).jpg)



No comments:
Post a Comment