Thursday, April 10, 2025

2018 Sept 28- Oct 11: Nanna's Thailand Trip

 เยี่ยมบ้าน ๒๘ กันยายน - ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๑


ถึงเวลาที่ฉันต้องกลับไปเยี่ยมบ้านที่เมืองไทยอีกครั้ง

บ้านของฉันคือ จังหวัดสงขลา แม้จะไม่ใช่เป็นที่ที่ฉันเกิด ฉันถือว่าฉันมาจากจังหวัดสงขลา เพราะฉันเรียนจบมัธยมที่นั่น บ้านพ่อแม่อยู่ที่นั่น พ่อฉันเสียไปเมื่อ ๑๐ ปีก่อน แต่แม่และน้องสาว ๑ คน อยู่ที่บ้าน ส่วนพี่ น้องคนอื่นๆและหลานๆอยู่กระจัดกระจายตามจังหวัดต่างๆและกรุงเทพฯ

ครั้งสุดท้ายที่ฉันไปเยี่ยมแม่คือเมื่อ ๓ ปีก่อน ตอนนั้น ฉันไปกับทีมจากสถาบันภาษาต่างประเทศกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯเพื่อไปฝึกอบรมเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศให้กับครูภาษาจากสถานทูตต่างจากทวีปเอเซียที่กรุงเทพฯ เนื่องจากกรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคของของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ การฝึกอบรมอาจาย์ภาษาต่างประเทษครั้งนั้นใช้เวลา ๕ วันเต็มๆ

ตั้งแต่ฉันเป็นผู้ดูแลภาษาเอเซียอาคเนย์หรือภาษาเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปี ๒๐๐๙ ฉันไม่เคยได้มีโอกาสไปเยี่ยมสถานทูต หรือ นักการทูตที่เคยเรียนภาษาที่ฉันดูแลเลย  เมื่อหัวหน้าใหญ่ทราบว่าฉันไปฝึกอบรมที่กรุงเทพฯ ท่านก็เลยให้ฉันไปเยี่ยมสถานทูตและสถานกงสุลของประเทศที่พูดภาษาซึ่งอยู่ในความดูแลของฉันด้วย ตอนนั้น ฉันดูแลแผนกภาษาอินโดเนเซีย มาเลย์ และ ฟิลิปปินส์ ฉันทำให้ฉันได้มีโอกาสได้ไปที่กรุงจาร์การ์ตา  สุราบายา ที่ประเทศอินโดเนเซีย และกรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่ประเทศมาเลเซีย ฉันพลาดโอกาสไปกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ และสถานกงสุลเล็กๆที่เมืองเมดาน ประเทศอินโดเนเซีย เนื่องจากเวลา และงบประมาณจำกัด และหัวหน้าใหญ่คิดว่ายังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน  ฉันเสียดายที่ไม่ได้มีโอกาสไปกรุงมะนิลาซึ่งเป็นทางผ่าน และเมืองเมดาน อินโดเนเซียซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากจังหวัดสงขลาเลย ใข้เวลาบินไปไม่ถึงชั่วโมง

ตอนนั้น ฉันอยากจะลาพักสัก ๑ อาทิตย์เพื่อไปเยี่ยมแม่ ญาติพี่น้อง และเพื่อนเก่า แต่หัวหน้าคิดว่า ฉันไม่ควรจะทิ้งงานไปนาน เนื่องจาก ช่วงนั้น เป็นอาทิตย์ที่ ๒ ของเดือนกันยายนซึ่งเป็นช่วงที่นักเรียนชุดใหม่มาเรียนภาษา ฉะนั้น ฉันจึงมีเวลาบินไปเยี่ยมแม่ที่สงขลาคืนเดียวเท่านั้น ซึ่งก็ดีกว่าไม่มีโอกาสเลย

คราวนี้ วันเดินทางคือ วันศุกร์ที่ ๒๘ กันยายน ๒๐๑๘ เนื่องจากเครื่องบินจะไม่ออกจนกระทั่งเวลา ๔ โมงเย็นครึ่ง ฉันตัดสินใจไปทำงานก่อน เพราะมีอะไรหลายอย่างที่จะต้องทำ ฉันตื่นเช้าเหมือนวันธรรมดาที่ทำงานคือ ตี ๕ ครึ่ง ออกกำลังเบาๆ แล้วกินอาหารเช้า อาบน้ำ แต่งตัว แล้วไปขึ้นรถเมล์ประจำทางสาย ๑๖ เอ แล้วไปต่อสาย ๒๒ ซี ไปลงหน้าสถาบันเอฟ เอส ไอ ไอ สะดวกมากเพราะฉันมีแค่กระเป๋าแครี่องแครี่ออนและกระเป๋าถือ


หลังจากเช็คและตอบอีเมล อาจารเอ๋ หรือ ฐานียาแวะเข้ามา ถามเรื่องบทเรียนภาษาไทยที่จะใช้ อาจารย์บอกว่า จะให้อาจารย์อัครพลช่วยจัดหน้าให้ หลังจากนั้นจะพิมพ์และก้อปปี้ให้นักเรียนสำหรับอาทิตย์ต่อไป
พร้อมนั้น ก็อวยพรให้ฉันเดินทางโดยสวัสดิภาพ ฉันให้พริกสดใส่ถุงเล็กๆที่เพิ่งเก็บจากสวนหลังบ้านให้อาจารย์ และฝากให้อาจารย์อรอนงค์ซึ่งทำงานอยู่ห้องเดียวกันด้วยอีกถุง

เรื่องของเรื่องคือ แผนกภาษาไทยทดลองใช้หลักสูตรภาษาไทยที่เพิ่งเขียนสดๆร้อนๆ การสอนก็ใช้วิธีใหม่ที่ให้นักเรียนค้นพบด้วยตัวเอง ๓ อาทิตย์แรก ซึ่งเป็นภาคแนะนำ นักเรียนมีโอกาสฟัง อ่าน เขียน และพูดอ่านภาษาไทยมาก นอกจากนั้น ก็มีกิจกรรมช่วยให้นักเรียนฝึกพูด ครูจะอธิบายน้อยที่สุด และจะอธิบายเมื่อมีคำถาม หลังจาก ๓ อาทิตย์ นักเรียนจะเรียนภาค ๑ ซึ่งเหมือนกันเริ่มใหม่อีกครั้ง ใช้เนื้อหาบทเรียนเดิมซึ่งมีบางส่วนซ้ำกับที่นักเรียนเรียนไปแล้ว แต่คราวนี้ ครูจะดูความก้าวหน้าของนักเรียนแต่ละชั้นว่าจะไปเร็วหรือช้าอย่างไร และเราจะพยายามดูช่วยให้นักเรียนสามารถใช้ภาษาในหน้าที่การงาน สื่อสารกับคนไทยทั่วไปรวมทั้งประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย

หลังจากกินอาหารกลางวัน ฉันนั่งรถรับส่งของเอฟ เอส ไอ ไปลงที่รอสลิน จากที่นั่นฉันนั่งรถเมล์ไปสนามบินดัลลิส เมื่อถึงสนามบิน ฉันไปที่เคาน์เตอร์บริการสายการบินจีนเพื่อเอาบอร์ดดิ้งพาส ที่นั่น มีผู้โดยสารหลายคนรออยู่แล้ว ขณะที่เข้าแถวยืนรอ ฉันเห็นพนักงานผู้ชายคนหนึ่งถือกระดาษและบอกเพื่อนร่วมงานว่า มีเรื่องสำคัญต้องอัพเดท และเอาประกาศไปติดแจ้งผู้โดยสาร ประกาศนั้นบอกว่า เครื่องบินที่ฉันจะโดยสารไปฉันจะมาถึงช้าเนื่องจากอากาศไม่ดี เพราะฉะนั้นจะทำให้เที่ยวบินที่ฉันจะโดยสารเสียเวลาไปอีก ๒ ชั่วโมง คือ กำหนดเดิม เครื่องจะออก ๔ โมงเย็นครึ่ง กำหนดใหม่ จะออก ๖ โมงเย็นครึ่ง

นั่นแสดงว่าฉันจะพลาดเที่ยวบินต่อจากปักกิ่งไปกรุงเทพฯ

ครั้งนี้ เป็นการเดินทางครั้งแรกกับสายการบินจีน ฉันจองตั๋วกับสายการบินนี้เพราะว่า ราคาถูกกว่าสายการบินอื่นๆ ความปลอดภัยค่อนข้างดี และระยะเวลาจะสั้นกว่าสายการบินอื่นๆ ฉันต้องบินไปปักกิ่งก่อน และต่อเที่ยวบินไปกรุงเทพฯภายใน ๑ ชั่วโมง ซึ่งจะย่นระยะเวลาการเดินทางของฉัน และฉันเองไม่เคยไปผ่านสนามบินปักกิ่งมาก่อน นี่จะเป็นเครั้งแรกที่จะได้ไปที่นั่น

ฉันได้ลองอ่านรีวิวจากผู้โดยสารที่เคยใช้บริการ มีทั้งพอใจและไม่พอใจกับการบริการสายการบินนี้เท่าไร

ฉันจะต้องลองดูด้วยตัวเอง

 วันอาทิตย์ที่ ๓๐

เครื่องบินใช้เวลา ๑๓ – ๑๔ ชั่วโมง นอนหลับ อาหารเย็นสองมื้อ มี ข้าวเป็ด  ผลไม้ สลัด อีกมื้อ เป็นก๋วยเตี๋ยวทะเล ขนมโอริโอ โยเกิร์ต ขนมปังกลม รสชาติก็ยังงั้นๆ แต่ก็กินเกือบหมดยกเว้นขนมปัง  ดูหนังไป ๓ เรื่อง หนังรัสเซียเกี่ยวกับนักสเก็ตน้ำแข็ง ดูเรื่องเกี่ยวกับโซโลดูไม่จบ อีกเรื่องเป็นหนังจีน ลึกลับผสมกำลังภายใน สมัยมีจักรพรรดินี แต่ที่น่าสนใจคือดูแผนที่ติดตามเส้นทางการบิน ตอนบินข้ามขั้วโลกเหนือ รัสเซีย เครี่องบินถึงสนามบินปักกิ่ง ประมาณ ๒ ทุ่มครึ่ง ผู้โดยสารที่จะต้องต่อเครื่องบินก็สับสน ต่างคนก็มาสายการบินจีนเป็นครั้งแรก ก็เลยเกาะกลุ่ม มีสามีภรรยาชาวอเมริกันไปเยี่ยมลูกสาวที่สอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ตัวเองตามติดกับหนุ่มน้อยชื่อมาร์ตี้ที่จะไปฮ่องกง มีป้ายรอผู้โดยสารจากเที่ยวบิน ๘๙๘ อยู่แล้ว ไปติดต่อเคาน์เตอร์ ได้รับคำบอกเล่าให้กรอกวีซ่า เปลี่ยนเที่ยวบินให้เร็วขึ้นอีก ๕ ชั่วโมง เห็นบอกว่าโรงแรมเต็มแต่จะได้รับเงินชดเขย แต่พูดฟังกันไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็ตามๆกันไปผ่านด่านขึ้นรถไฟฟ้าไปอีกเทอร์มินัล รอรถบัสรับส่งพาไปที่โรงแรม มีพนักงานคนแสนจะเรื่องมากกับแขก ไปๆมาๆ ให้พักห้องละ ๒ คน อาหารฟรี กว่าจะได้คีย์การ์ด ก็ ๕ ทุ่มกว่า ห้องอาหารปิด ได้บะหมี่สำเร็จรูป ใส่น้ำร้อน เหยาะฮอทดอกเล็กๆ ๒ ชิ้น กินแก้หิว แต่คงมีของที่บั่นทอนสุขภาพเพียบ แล้วขึ้นห้อง อาบน้ำ ห้องมีเตียงเดี่ยวคู่ ก็ไม่เลว แต่ก็ไม่หรูอะไร มีชา แต่ไม่มีกาแฟ

ตอนแรกหลับ รู้สึกตัวตื่นที่ ๓ หลังจากนั้น นอนไม่หลับ อาบน้ำ ส่วนสาวราเคลฟิลิปปินส์ นุ่งกางเกงขาสั้น เสื้อแอโรบิค ที่ลงไปกินอาหารเช้ากับเพื่อนร่วมตเดินทาง รสชาติอาหาร จืดๆ ซาละเปา ขนมจีบ ข้าวฟ่างต้ม กาแฟ น้ำเต้าหู้

คุยกับสาวราเคลฟิลิปปินส์ได้ความว่า กำลังจะไปเยี่ยมน้องสาวซึ่งเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่กรุงเทพฯ เห็นว่าน้องสาวจะพาไปเที่ยวต่อสิงคโปร์ มาเลเซีย บาหลี  ได้ความว่ามาจากครอบครัว ๑๔ คน พี่สาวน้องสาวอีก ๗ คน แต่งงานกับคนอเมริกัน น่าจะเคยเป็นทหาร เดี๋ยวนี้ ทำงานราชการฝ่ายยามรักษาความปลอดภัยกับกระทรวงยุติธรรม ลูก ๓ คนโตลูกสาวเรียนที่เวอร์จีเนียเทค นูโรซาย ด้วยทุนกองทัพอากาศ ลูกชาย ๒ คน หย่าสามี ไปเช่าห้องอยู่กับเพื่อน แต่ยังอยู่บ้านเพราะตารางเวลาต่างกัน ท่าทางเจ้าหล่อนจะเจ้าสังคมพอควร ถามหาหนุ่มไอที วิคเตอร์ ชาวรัสเซียจากปีเตอร์เบอร์ก ทำงานที่เวอร์จีเนียเหนือ เดินลงไปข้างล่าง เห็นโค้ทอินเตอร์เน็ต พยายามใช้ ไม่สำเร็จ

ไปสนามบินใช้เวลาหน่อย วันนั้นเป็นวันฉลองการปฏิวัติหรืออะไรสักอย่าง ทีแรก ยังคิดว่าจะไปเทียนอันเหมิน แต่ก็ไม่อยากเสี่ยง ระหว่างทางไปสนามบิน เห็นธงแดง  ถึงสนามบิน เจอคนไทยอีกคนชื่อสุนีย์ อยู่วูดบริดจ์ ทำงานที่เฟรเดอริคเบอร์ก ไปเยี่ยมบ้านเมืองไทย ๔ อาทิตย์  ที่สนามบิน เดินดูรอบๆ ถ่ายรูปกัน แล้วรอเครื่องบิน พยายามติดต่อบอกขวัญเรื่องเวลาเครื่องบินเข้า ขอให้คุณสุนีย์ส่งก็แล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่สำเร็จ  หลังจากสำรวจสนามบินพอประมาณ ก็มานั่งรอเครื่องบิน

เครื่องบินไปสุวรรณภูมิ เป็นเครื่องโบอิ้ง ๗๓๗ เครื่องออกเที่ยง เวลาต่างจากเมืองไทยชั่วโมง

ถึงสุวรรณภูมิประมาณ ๖ โมงเย็นครึ่ง ผ่านตม. หน้าตาไม่รับแขก ไม่มีกระเป๋าต้องเช็ค สนามบินเหมือนกับตลาดนัดไม่มีระเบียบ เจอสามีภรรยาที่จะไปเยี่ยมลูกสาวที่สอนภาษาอังกฤษที่ร.ร. เซนต์คาเบรียล ที่มาเครื่องบินลำเดียวกัน กินก๋วยเตี๋ยวสำเร็จรูปด้วยกันเมื่อตอนดึกที่โรงแรม เลยอวยพรให้สนุก

 ออกมาไม่เจอใครเพราะ ติดต่อกันไม่สำเร็จเนื่องจากมีปัญหา ใช้อินเทอร์เน็ตไม่ได้ ใช้โทรศัพท์สาธารณะ คนที่ถือป้ายรับคนให้เหรียญ ๕ หยอดตู้ มะงุมมะงาหราในการโทรนิดหน่อย โทรไปหาขวัญ ไม่ติด โทรเข้าบ้าน แป๋วรับสาย พูดได้ประโยคเดียวว่าลงเครื่องแล้ว สายก็ถูกตัด ไปแลกเงินเหรียญ ๕ หยอดพูดต่อกับแป๋ว ได้ความว่า ประสานงานไปทางขวัญและกลุ่มที่มารับ ซึ่งกำลังนัดกัน  ให้รออีกชั่วโมง นั่งพิมพ์อยู่ชั่วโมงกว่า เลยออกมารอแถวโต๊ะประชาสัมพันธ์ และ ททท. อยู่พักหนึ่งแล้วเข้าห้องน้ำ ออกมาเจอคิมห์  คิมห์โทรบอกโน้ตมารับที่ทางออก ขับรถบีเอ็มใหม่ หนูเคทหลับในรถ โน้ตขับผ่านทางด่วนศรีรัชต์ ฝนตก คิมห์โทรสั่งซื้ออาหาร เพราะต้องขับดิ่งมารับแทนที่จะไปกินตามนัด ถึงบ้านภูมิ เป็นทาวน์โฮมหมู่บ้านกรีนเนอรี่ เจอญาติๆ เขมชาติ นาย ณัฐ ภูมิ ขวัญ จิต ป้อมสามี ลูกชายน้องเบสท์ซึ่งเรียนที่สวนกุหลาบ คุยกัน นายมอบของขวัญเป็นเสื้อสีสวย ๒ ตัว ได้สอบถามสารทุกข์สุกดิบ  ทราบว่า ณัฐซึ่งเริ่มตุ๊ต๊ะ เรียนอยู่ปี ๔ เป็นหัวหน้าวงมธ. เลยบอกให้ภูมิยกเครื่องดนตรีมาเล่น มีคีย์บอร์ดเก่าที่รับจากลุงพงศ์ เอาไปซ่อม ๑๐๐๐ บาท ใช้การได้ ให้น้องเคทอายุ ๑๐ ขวบเล่นเป็นครั้งแรก น้องเคทพอมีพื้นทางดนตรีอยู่บ้าง  ณัฐเกากีต้าร์ ภูมิเล่นแอคคอเดียน ครึกครื้นดีกัน นี่ถ้าได้นัดล่วงหน้าก่อน น่าจะสนุกกว่านี้

 จันทร์ที่ ๑ ตุลาคม 

ตื่นเช้า ภูมิมาส่งป้ากับแม่ขวัญที่สถานีรถไฟศาลายา นั่งรถไฟไปดอนเมือง กินอาหารสตรีทฟู้ด ราคามิตรภาพกว่าร้านอาหารอเมริกันดื่นๆเยอะ สั่งข้าวกะเพราหมูกรอบ และเต้าทึง สมอยาก

นั่งแอร์เอเซียไปหาดใหญ่ ใช้เวลาประมาณ ชั่วโมงครึ่ง ขวัญเช่ารถ ๑ อาทิตย์จากหาดใหญ่ ไปบ้านสงขลา เป็นรถมิตซูบิชิสีเทา เลข กต ๙๖๓๔ กระบี่ ก่อนถึงบ้าน

ความเปลี่ยนแปลง คือรถมากขึ้น มีสะพานลอย เลี่ยงช่วยจราจรได้  ก่อนถึงทางเข้าบ้าน แวะเพิงข้างทางซื้อแตงโมลูกเล็กพันธุ์ตอร์ปิโด ตั้งชื่อได้เหมาะเหม็ง สับปะรดภูเก็ต น้ำอ้อยใส่น้ำแข็งหวานสุดยอด น้ำมะพร้าว

บ้านเอาป้ายบ้านเทพไชยออก เพราะมีเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว บ้านที่ให้เช่าก็มีนักศึกษามาเช่าอยู่ บ้านพี่ชายพี่สะใภ้ที่อยู่ติดกัน กั้นห้องชั้นช่องล่าง ติดตู้ ติดแอร์ รวมของเล่นหลานยูตะด้วย

มาถึงไหว้แม่ ขวัญไม่บอกล่วงหน้าว่าจะมาวันไหน เพราะกลัวแม่จะคอยชะเง้อ แม่จำได้ไม่มีปัญหา ไหว้พี่ชายพี่สะใภ้ เอาของไปเก็บ พักห้องชั้นบนที่เคยพัก ตกเย็น นั่งคุยกับแม่ สุรัตน์โทรมา บอกว่าเข้าซอยมาแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าเข้าซอยไหน เพราะซอยที่แยกเข้าเมื่อก่อนรู้จักในนามซอยมิตรสัมพันธ์ แต่เดี๋ยวนี้ ไม่เห็นป้ายแล้ว นอกจากป้ายที่เขียนไว้ว่าซอย ๒ จากซอยนี้ จะมีซอยแยกซ้าย ไปสิ้นสุดที่ตีนเขารูปช้าง ส่วนแยกขวาจะเข้าไปแล้วเลี้ยวไปตามชายเขารูปช้างและยาวกว่า

ก่อนมา ได้ติดต่อสุรัตน์ ได้ความว่าลงมาหาเพื่อนๆมัธยมนครฯ ซึ่งส่วนใหญ่มาปักหลักแถวสงขลา วันที่ฉันมาถึงจะเป็นวันสุดท้ายที่อยู่สงขลา ก็เลยนัดเจอกัน เพื่อนคนนี้ได้เจอกันเกือบทุกแห่งที่เคยอาศัยอยู่ ยกเว้นโคโลราโด และไอซแลนด์

ฉันเดินไปรับสุรัตน์ มานั่งคุยหน้าบ้าน ลมโชยเย็นดี สุรัตน์หน้าใส ดูอ่อนวัย เราเกิดวันเดียว เดือนเดียวกัน แต่เธอแก่กว่าฉัน ๒ ปี แต่ดูหน้าตา ดูกลับกัน สุรัตน์มีเรื่องธรรมะธรรมโมมาคุยด้วย นี่เองที่ทำให้เธอดูสบายหายห่วง และเที่ยวหาความเจริญใจได้ทุกที่ แม่บอกความห่วงใยที่คอยลูกๆเวลายังไม่กลับบ้าน ซึ่งบางครั้งก็ดูเลยเถิด สุรัตน์ก็ยกธรรมะมาอ้าง ห่วงแล้วจะทำอะไรได้ นอกจากเอาความทุกข์มากัดกร่อนใจเอง ซึ่งน่าฟัง และก็จริง แต่รู้ ว่าแม่จะทำใจไม่ได้ จะว่าไกลธรรมะ หรือไม้แก่ ก็ไม่แน่

ตอนกลับ นั่งรถไปกับขวัญไปส่งที่พัก ซึ่งเป็นโรงแรม หอพัก ไม่ไกลนัก


อังคารที่ ๒ ตุลาคม

                            

แม่ไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล มอ. ส่วนฉันเองไปตรวจที่รพ.กรุงเทพหาดใหญ่ เผอิญเจอเพื่อนเอียดไปซึ่งไปตรวจพอดี ฉันตรวจแบบจัดเต็ม เริ่มด้วยเจาะเลือด ต้องอดอาหาร น้ำ ก่อนหน้านั้น จากนั้นก็ไปตรวจภายใน ตา หน้าอก หัวใจ  ขูดหินปูน วิ่งสายพาน ได้คูปองไปกินอาหาร ๒๐๐ กับเอียด ฟาดส้มตำ ท้องเลยเสีย กระอักกระอ่วนพอดู กินเสร็จ ฟังผลสายตาซ้ายมีพังผืด ข้างขวามีต้อลม ต้อกระจก  ผลการตรวจภายใน ผ่าน ฟันเป็นโรคเหงือก ปริทันต์ กรามล่างซ้ายผุ หัวใจตามสภาพ ไขมันในตับสูง นี่น่ากลัว น้ำหนักเพิ่มเป็น ๕๖.๖ กิโล คอเลสเตอรอลสูง ตัวดีต่ำ ตัวเลวสูง ไตรกลีเซอไรด์สูง กรดยูริคสูงเสี่ยงโรคเก๊าท์ )(อ่านพบทีหลังว่า น้ำอ้อย น้ำมะพร้าวมียูเรีย กินทั้งสองก่อนหน้านั้น) กระเพาะปัสสาวะมีก้อนนิ่ว แต่ยังไม่แสดงอาการแผลงฤทธิ์ ตาขวามีต้อลม เต้านมไม่มีปัญหา ผลตรวจภายในซึ่งตามมาทีหลัง ก็ไม่ปรากฏว่ามีเนื้อร้าย ก็รู้สึกค่อนยังชั่วไปอีกเปลาะ เพราะทั้งสองอย่างหลัง ไม่ได้ไปตรวจมาหลายปีแล้ว

โทรไปหาบุญรวย แต่เห็นว่าไม่สบาย นัดหมอนวด เลยไม่ได้เจอกัน เสนอให้เจอที่สนามบินตอนขึ้นกท. ค่าตรวจ ๑๔,๙๐๐ อัลติเมท จ่ายบัตรเดรดิต ได้ลดเหลือ ๑๒,๖๖๕ ค่าตรวจฟันเสียไปก่อนหน้านั้นแล้ว แป๋วกลับก่อน  แม่รออยู่หน่อยก็อดรนทนไม่ไหว ไม่อยากรอ ที่คิดว่าจะได้ดูอะไรเพลินๆ นอกบ้าน ก็ใข้ไม่ได้เสียแล้ว ขวัญรู้ทันเพราะติดหมาก ถึงเวลาไม่ได้กิน จะลงแดงให้ได้ พูดอะไรไม่รู้เรื่องแล้ว ขวัญก็ต้องกลับไปส่ง แล้วกลับมารับอีก หลังจากจ่ายเงินแล้ว ก็รอขวัญอีกหน่อย แล้วกลับสงขลาแล้ว สงสารน้องสาวที่บริการเต็มที่ แต่น้องสาวคนนี้ เป็นคนฉลาดรู้ค่าของเงิน และเวลา บริหารจัดการ บริการเยี่ยม กลับมาได้ข้อมูลใหม่ทันทีจากพี่ชายเรื่องหมอฟันที่เคยไปใช้บริการ รู้ว่าร้านหมอฟันอรวดี ลูกศิษย์พี่ชาย ย้ายมาอยู่บริเวณหน้าค่ายรามคำแหง ก็เลยขับรถพาไป แวะไปร้านหมอร้านหมอฟันอรวดี ร้านใหม่มีหมอฟันอื่นร่วมอยู่ด้วย กิจการก็คงรุ่งเรืองมาตามลำดับ คราวนี้ หมอฟันผู้ชายอยู่ ก็เลยอุดฟัน ๒ ซี่ เสียเลย จ่ายค่าเสียหายไปอีก ๑,๔๐๐ แต่ก็รู้สึกว่าได้เรื่องจัดการสุขภาพจิปาถะเสร็จภายในวันเดียว ต่อนี้ไป เห็นที่จะต้องดูแลสุขภาพ และลดน้ำหนัก นี่ขนาดระวังมาตลอด และอดข้าวมื้อเย็น แล้วจะรอดูต่อไปว่า เบิกค่าตรวจ และค่าตรวจฟันได้ไหม ส่วนค่าอุดนั้น ไม่มีประกันอยู่แล้ว ค่าทำฟันนั้น สรุปว่าทำกับที่ร้านดีกว่าโรงพยาบาลเอกชน

 พุธที่ ๓ ตุลาคม

ไปตลาดเกาะถ้ำกับเอียด พาไปทางเขาแก้ว ถนนเลียบเขา ซื้อขนม ๕ ถุง ๑๐๐ บาท ปลาลัง  กุ้งทะเลครึ่งกิโล แกงขี้เหล็ก ลองกอง พลู รู้จักผลไม้เบอรี่จำปูลิง  หรือ จำปูริ่ง  น้ำพริกมะขามจากร้านอาหาร เพื่อนเสน่ห์ แบ่งปลากระบอกที่ไปซื้อจากคนหาปลาโดยตรง แบ่งสะตอให้  หลังจากนั้น นอนกลางวัน

กลางคืนฝนตก เสียงอึ่งอ่างร้อง ไม่จำเป็นต้องใช้แอร์ หรือ พัดลม

พฤหัสที่ ๔ ตุลาคม 

พี่สมมาตร แอ๊ด พี่ซอง จิ๋ม-อำไพรัตน์ มารับ พี่ซองให้ของที่ระลึกเป็นผ้าพันคอ และพวงกุญแจครบรอบ ๕๐ ปีของคณะวิทยาศาสตร์มอ. ไปกินข้าวที่ร้านรายทอง เกาะยอ ยำปลีกล้วยผัดเผ็ดหัวปลา ปลากระพงราดกระเทียม ต้มกะทิผักเหรียง น้ำพริกแมงดาผักสด แตงโม ค่าเสียหาย ๑๒๐๐ เพื่อนๆแบ่งกันเลี้ยง พูดคุยถึงคนเก่าๆที่เคยรู้จักกัน เช่น เฮียอภิชัย คุณน้อย บุญเหลือ ธวัช ตึ๋ง บุญ พี่พิมพ์ พี่พวงเพ็ญ เมธี สัญชัย ฯลฯ


ร้านอาหารลมดี มีนกขุนทอง เลียนเสียง ทองจ๋า  นกแก้ว นกเขา บริเวณเกาะยอมีคนรุกล้ำบริเวณทะเลสาบ สภาพรอบข้างทั้งที่สงขลา เกาะยอ ยังไม่มีการวางแผน ทำอะไรอีเหละเขะขละ วัดเก่าน่าดู บ้านเก่า บ้านใหม่ไม่ค่อยจะเจริญตา

ไปทางเมืองเก่า นครใน กินกาแฟ ที่ร้าน ลิน เซียงไฮ้กาเฟ่ ๓๖๔ บาท แวะไปหาพี่อำมร แต่ไม่เจอ แอ๊ดโทรไปถามได้ข่าวว่าไปเรียนตัดเสื้อที่สารพัดช่าง ได้คุยโทรศัพท์กัน  เวียนไปทางหน้าร.ร.มหาวชิราวุธ เฟื่องฟ้ากลางถนนสวยมาก  ลูกชายพี่มาตร แอ๊ด คนเล็กเพิ่งแต่งงาน เรียนมาทางการทำอาหาร คอดองเบลอ มีร้านอาหารที่หาดใหญ่ใน ชื่อ วู้ดเดิร์นเฮ้าท์ เปิดมา ๒-๓ ปีแล้ว ที่หาดใหญ่ใน พี่มาตรมีสวนร้อยกว่าไร่ แถวน้ำตกโตนงาช้างมี โครงการน่าสนใจ ไปสวนทุกวัน  ปีหน้าคงเสร็จ 

แป๋ว ขวัญไปซ้อมเต้นรำ ชุดเช้ง แป๋วรูปร่างเพรียวลม เอ่ยถึงหนุ่มใหญ่มาร์ตินที่อยากจะแนะนำให้เป็นเพื่อน แต่แป๋วบอกว่าอยู่อย่างนี้ก็พอใจ แป๋วดูจะสบายใจขึ้น บ้านดูสะอาดและเป็นระเบียบมาก เรื่องดูแลบ้านก็ต้องยกนิ้วให้

ศุกร์ที่ ๕

ลี้ยงกลางวันบ้านเอียด ไปกินร่วมสังสันท์นเพื่อนวฉ.ที่คฤหาสถ์ของเอียด อาหารเพียบ นิตยาเจ้าของร้านคัมปาย และ อีกหลายแห่งที่นาทวี ฟลอริดา แอตแลนตา ยกเรือรวมอาหารญี่ปุ่น 

เอียดเตรียมอาหารเพียบ มีข้าวยำ เต้าคั่ว แกงส้ม แกงพุงปลา ปลาโคปย่าง ต้มส้มปลากระบอก หมู พะโล้ ผัก ขนมไข่ ลูกตาล ผลไม้ที่เพื่อนๆเอามากันอีก จำปาดะ ฝรั่ง มะละกอลองกอง เพื่อนที่มา มี นิตยา ติ๋ม-เพ็ญศิริ ยุพา ต้อย-ศศธร นกฮูก-สุภาภรณ์  บ่วย มณฑา เสน่ห์-มนูญสามี จินดา ประสิทธ์ซึ่งเคยอยู่ห้องคณิตศาสตร์ ครึกครื้นกันพอสสมควร  มาดูรูปทีหลัง ฟ้องว่าตัวเองดูจะแก่และอ้วนกว่าเพื่อนๆ

ตอนเย็น ปิ๊คพาครอบครัวมาจากหาดใหญ่ เหมี่ยวสวยขึ้น หลานยูตะ ๓ ขวบครึ่งกำลังน่ารัก ได้คุยกับหลาน

ตอนแรกว่าจะไปตลาดคนเดินตอนกลางคืน แต่ปรากฏว่า ฝนตก ก็นี่เป็นหน้าฝน ฝนที่สงขลาตกทุกคืน

โทรกลับไปหาพี่มาตร เห็นว่าเพิ่งกลับจากสวน ถามว่าจะไปร้านอาหารวูดเดิร์นเฮ้าท์หรือเปล่า ก็เลยขอตัว ไม่อยากรบกวนเกินไป พี่มาตรมีที่ร้อยกว่าไร่ เตรียมจะทำรีสอร์ทเพื่อการเรียนรู้อะไรทำนองนั้น  น่าสนใจมาก

ยูตะ ปิ๊ค เหมี่ยนมา หน้าตายูตะรับมาจากทุกฝ่าย ได้คุยกับปื๊ค ก็ได้ทราบความเป็นอยู่ของครอบครัวคนรุ่นใหม่ ปิ๊คอยู่กับครอบครัวเหมี่ยน กำลังขายของออนไลน์พวกการ์ตูนญี่ปุ่น ตอนนี้เห็นว่า อะไรๆช้าลง เหมี่ยนก็ช่วยกัน ยูตะอายุได้ ๓ ขวบครึ่ง เพิ่งไปโรงเรียน ปี๊คเป็นพ่อใหม่ป้ายแดง ถามเรื่องการเลี้ยงดูลูก ก็แนะว่าให้เชื่อมือตัวเอง ไม่มีใครทำได้ดีกว่าคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ ปิ๊คก็สารภาพมาว่า บางครั้งก็เครียดเหมือนกันเพราะมีคนอื่นบอกอย่างโน้น อย่างนี้

 น้องสาวทั้งสองไปซ้อมลีลาศ ฉันไปคุยบ้านพี่ชาย  พี่สะใภ้ดูจะเพลิดเพลินกับการแต่งองค์ทรงเครื่องแต่งหน้าไปลีลาศ

เสาร์ที่ ๖ ตุลาคม

ตื่นเช้าตี ๔ ยืดเส้นยืดสายเสร็จ นอนต่ออีก จน ๘ โมง ไม่ได้ออกไปไหน เป็นวันแรกที่อยู่บ้าน กินข้าวยำ ขนมจีน ปิ๊คแวะมาคุย ยูตะหลานเป็นขวัญใจของบ้าน  น้องสาว พี่ชายพี่สะใภ้เตรียมตัวไปงานลีลาศ ทำผม แต่งหน้า ใส่ชุดฟรุ้งฟริ้งกันเต็มที่

ส่งรูปเก่าๆไปให้เอียด เอียดบอกว่า พี่แป๋ว-เพียงใจ ผลโภค ไปสตูล กว่าจะกลับก็วันจันทร์ วันเดียวกัน

รวยถามสีที่ชอบและเบอร์ที่ใส่ บอกว่า ชอบทุกสี และเบอร์ใส่คือ แอล

งานลีลาศประจำปี ที่ม.ทักษิณ น้องสาวจอมขวัญแต่งตัวแต่หัววัน เพราะไม่ชอบทำอะไรรีบๆลวกๆ แต่งหน้าเอง แล้วใส่กระโปรงสีโอโรส กางเกงขาสั้นข้างในสีเดียวกัน เพราะเวลาหมุนๆจะได้ไม่โป๊  เสื้อแขนยาวสีดำ เครื่องประดับเงินยาวที่สามารถคาดเอว  คาดไหล่ คาดสะพายแล่งได้ เห็นว่า ซื้อมาจากอินเดีย น้องสาวคนนี้ มีตาเสมอ สามารถเปลี่ยนแปลงชุดทึ่ดูธรรมดาให้ดูดี สวยและมีราคาได้อย่างน่าทึ่ง เนื่องจากเป็นคนชอบแต่งตัวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว  ส่วนน้องสาวแป๋ว ไปร้านเสริมสวย แต่งหน้า ผมยังเป็นสีธรรมชาติอยู่ แต่ใส่เครื่องนิดหน่อยให้อยู่ตัว ชุดเต้นรำเริ่ดมา ชุดดำสั้น ไม่มีแขน แล้วมีเส้นยาวติดจากคอเต่าสยาลงมา สีเนื้อสลับดำ เห็นว่าสั่งซื้อจากจีน ใส่แล้วสวยพริ้ง เท่าที่ทราบ ชุดสวยๆเหล่านี้ ใส่แล้ว ก็ขายออนไลน์ต่อ บ้างก็ขายพี่สาวจอมขวัญต่อ รายนั้น ใส่อะไรก็สวย แม่ก็ดูทึ่งๆกับลูกสาว พูดอยู่ได้คำเดียวว่าว่า ประเดี๋ยวก็จะมีคนตามมาถึงบ้าน  ถ่ายรูปกันสนุกสนาน  พี่สาวใหญ่ อืดและโทรมกว่าเพื่อน ไม่เป็นไร เป็นอย่างนี้มานานแล้ว  น้องสาวทั้งสองก็ขับรถไป เห็นว่า มีโต๊ะจีน และชมรมลีลาศจากหลายแห่งมาร่วมด้วย ดนตรีสด แต่คืนนั้น ฝนตก  หลังจากนั้น พี่ชายกับพี่สะใภ้ซึ่งก็เตรียมตัวไปแต่งหน้าทำผมตั้งแต่กลางวันก็ขับกันไปต่างหาก  กลางคืนแม่ก็รออีก ตัวเองก็ทำโน่นทำนี่จนดึก ง่วงแล้ว รอไม่ไหว จึงเข้านอนก่อน

อาทิตย์ที่ ๗ ตุลาคม

ตอนสายๆ ยูตะ ปิ๊ค เหมี่ยนกลับ ฉันให้เงินหลานไป ๒ พัน

สองสาวเอาคลิปที่ถ่ายมาดูกัน คุยกันเรื่องลีลาศได้ ไม่หยุด

ไปตลาดกับขวัญ หาซื้อที่ติดผม ทาร์ทให้แป๋ว  ขนมลา หมาก กองถึ่ง  ลองกองไปฝากน้าแขว ไม่เจอ  บ้านเก็บของเก่ารุงรัง น่ากลัว ก็เลยขับรถไปทางแหลม สนามกอล์ฟโดนรื้อ เห็นว่า จะทำเป็นสวนสาธารณะ ร้านค้าตามหาดชลาทัศน์ก็โดนรื้อ อะไรๆก็ดูไม่ค่อยเจริญตาทั้งๆที่มีอะไรดีๆ ผิดมาตั้งแต่สร้างสนามกีฬาแล้ว ที่สวยก็คือเฟื่องฟ้าที่ปลูกตอนกลางถนนหน้าโรงเรียนมหาฯ กลับมาถึงบ้าน ขวัญโทรไปหาน้าแขว เห็นว่าอยู่บ้าน ฟังวิทยุ ก็ได้คุยกัน เห็นว่าเสียดายไม่ได้เจอ เพราะของที่จะให้เช่นตุ้มหู ที่เคยซื้อแจกหลานๆ ก็บอกว่าไม่เป็นไร น้าแขวก็ยังเป็นน้าแขวคนเดิม ขี้ระวัง โดดเดี่ยว ออกจะประสาทหน่อยๆ แต่ขวัญบอกว่า สุขภาพดี หน้าใส

ตอนเย็น สุริยาแวะมาหา สุริยาอยู่สงขลาแถวหมู่บ้านสหกรณ์ครู กัน หากไม่ได้เห็นรูปกันก่อนก็คงจำไม่ได้  เกษียณแล้ว เคยสอนที่ม.ทักษิณ เคยเจอครั้งสุดท้ายที่งานศพพ่อ ก็เมื่อ ๑๒ ปีมาแล้ว มีลูกสาวอยู่คน แต่งงานแล้ว อยู่ออสเตรเลีย เคยไปเยี่ยม มีอะไรลูกก็วีดีโอคอลให้ดูโน่นดูนี่ ตอนนี้ กำลังสนุกกับการเล่นหุ้น เห็นว่า ออกจากพื้นที่เทพา ไม่มีใครที่นั่นแล้ว สวนยางที่มีต้องขายไป เพราะพวกแขกเริ่มก่อการมาก อันตราย ก่อนกลับก็ถ่ายรูปสุกับแม่ ลืมนึกที่จะถ่ายด้วยกัน

จันทร์ที่ ๘ ตุลาคม

แม่ตื่นแต่เช้า รีบอาบน้ำแต่งตัว ขวัญจัดการไปซื้ออาหารมาให้เป็นกิจวัตร เอียดหอบข้าวยำใบอัญชัน เต้าคั่ว น้ำฟักทอง น้ำเต้าหู้จากวชิรา มานั่งกินด้วยกัน น่ารักมาก และซึ้งใจมาก คราวก่อนก็ทำอย่างเดียวกัน จนแม่เคยพูดว่า เพื่อน ๒ คนนี่น่าจะรักกันมาก  เอียดนั้น อัธยาศัยดี ชอบช่วยเหลือ กว้างขวาง วิเคราะห์เก่ง และคุยเรื่องอะไรก็ได้ ใครอยู่ใกล้ก็สบายใจ มีเพื่อนๆ รวมทั้งศิษย์เต็มเมือง เป็นที่รัก และชื่นชมของเพื่อนๆ กินเสร็จก็ลา

ลาแม่ ลาน้องสาวแป๋ว ซึ่งบอกให้พี่สาวจอมขวัญมาอีกเดือน พย. มาคราวนี้พี่ชายดูจะเชื่องช้า เซื่องซึม เห็นว่าเคยเป็นโรคซึมเศร้า เพราะเคยวูบอยู่ครั้หนึ่ง พี่สะใภ้บอกว่า สมองใช้ได้แค่ ๗๐ อะไรทำนองนั้น ฟังจากพี่ๆน้องๆ รู้สึกเห็นใจพี่ชาย รับเป็นฝ่ายบริการตลอด ดีที่ยังคงไปลีลาศด้วยกัน แต่ดูๆ แล้วพี่ชายก็ไปไม่ค่อยสนุกเท่าที่เคยเห็น เทนนิสก็เลิกเล่น เพราะไหล่ไม่ดี ลูกชายปี๊ค บอกว่า เมื่อก่อนได้ยินเสียงหัวเราะบ้าง เมื่อได้แซว เล่นกับเพื่อนๆ มาวันนี้ ดูจะนั่งหงอยๆ หาว ง่วงทั้งวัน คุยด้วยก็ไม่นาน ได้ยินอยู่นิดคือ ชอบดูสารคดี  ความอยากรู้อยากอื่นดูหมดหายไปอย่างสิ้นเชิง น้องชายซื้อกีต้าร์ให้ ก็ไม่เห็นเล่น  คีย์บอร์ดที่เคยมี เสีย ยกให้ภูมิไปแล้ว เท่าที่เห็นเพียงไม่กี่วัน จะยิ้มแย้มหน่อย ก็ตอนที่หลานยูตะมาเท่านั้น

ก่อนเข้าเขตสนามบิน บุญรวยโทรมาถาม บอกว่าใกล้ถึง จอมขวัญโทรถึงบริษัทเช่ารถ รับพนักงาน เพื่อจะรับรถกลับจากสนามบิน คล่องแคล่ว จัดการทุกอย่างเยี่ยมไร้เทียมทาน 

พอถึงสนามบิน บุญรวยยิ้มแป้นยืนรออยู่ ถ้าเป็นภาพจอหนังตัดไปตัดมา เมื่อฉันอยู่ชั้นป.๓ ย้ายไปเทพา ไปโรงเรียนครั้งแรกที่สโมสร มีเด็กหญิงยิ้มแฉ่ง ตาหยีเดินมารับ ช่วยเหลือเป็นพี่เลี้ยงนักเรียนใหม่ หลังจากที่ฉันย้ายเข้าสงขลา ชั้นมศ. ๒ ดูเหมือนจะเคยพบกันเพียงครั้งเดียว ตอนฉันไปเทพากับพี่ผาณิต และเต่าเสาวพันธ์ หลังจากนั้นก็ไม่ได้พบหรือติดต่อกันอีกเลย แต่ยังได้ข่าวคราวนานๆครั้งจากอ.ประกายเมื่อ ปี ๘๘ หรือ อ.สมชายเมื่องานศพพ่อ ๑๒ ปีมาแล้ว โชคดีที่ฉันยังมีรูปเก่าๆเก็บไว้ที่สงขลา เลยถ่ายส่งไปให้ รวยยังเก็บรูปเก่าของฉันและส่งมาให้ด้วย

คราวนี้ รวยแนะนำให้รู้จักลูกสาว สวย และรูปร่างดีทีเดียว ดูจะเก่ง และรักแม่ แทบไม่น่าเชื่อว่ามีลูก ๓ คน  รวยบอกว่าได้สมบัติจากพ่อแม่ และเริ่มค้าขายมิสทีน ตอนนี้ตั้งตัว และเพื่อนๆบอกว่าเป็นเถ้าแก่เนี้ย มีร้านขายเสื้อผ้า เครื่องสำอางชื่อ เจ๊รวย แถวตลาดเทศบาล หอนาฬิกาหาดใหญ่ รวยหน้าตาเช้งวับ ได้คุยถึงช่วงชีวิตที่ขาดการติดต่อ เลยรู้ว่าผ่านอะไร มาบ้าง มีลูก ๓ คน คนสุดท้องคือลูกสาว ชื่อดี หรือ หทัยกาญจน์ แต่งงานแล้ว สามีอยู่กท.  ลูก ๓ คน เข้าวัยเด็กต่อวัยรุ่น เห็นว่าส่งลูกสาวไปอิโปห์ มาเลเซียเพื่อให้ได้ภาษา  รวยหอบเอาของกำนัลมาอีกเพียบ รวยแอบกระซิบบอกฉันว่า ทีแรก ลูกสาวลือกผ้าถุงชุดไทยสีม่วงให้ แต่รวยแอบไปเปลี่ยนเป็นสีเขียวทอง รวยก็ยังเป็นรวยคนเดิมที่ฉันรู้จัก โชคดี เราไม่มีธรรมเนียมการเปิดของขวัญต่อหน้าคนให้ เสื้อสีขาวเป็นผ้าลูกไม้ ทั้งขุดดูเป็นสีเหมาะสำหรับคนมีอายุอย่างฉัน นอกจากนั้น รวยมอบเครื่องสำอางที่เป็นตัวแทนจำหน่าย ให้เป็นชุด ไปๆมาๆฉันอาจจะหน้าเช้งวับเหมือนเพื่อนคนนี้แน่

เราพูดถึงเพื่อนอีกคนชื่อลิขิต รวยบอกว่า เขาจำรวยไม่ได้ ก็นานมาแล้ว แต่ละคนมีวิถีชีวิตต่างกันไป และการดำเนินชีวิตได้พบผู้คนมามากหน้าหลายตา ส่วนฉันนั้น นอกจากเป็นเพื่อนสนิท เคยได้ช่วยเหลือกัน และฟังเรื่องจากเพื่อนมามาก พอจากกันไปแหล่งอื่น ความทรงจำยังฝังไว้แน่น  ฉันถามถึงจามรเพื่อนอีกคน  รวยบอกว่าครั้งหนึ่งเคยชวนให้มาซื้อบ้านอยู่ใกล้ๆกัน แต่ก็ไม่ได้เป็นไปดังที่คิด

เนื่องจากใกล้วันสารทเดือนสิบ ที่สนามบินหาดใหญ่ มีการรำโนห์รา แห่ขบวน รำวง เสียงครึกครื้นกึกก้องสนามบินเหมือนงานวัดตามประเพณีพื้นถิ่นทางภาคใต้ ได้ยินแล้ว เลือดครูหมอ ฉีดแรง ดูนางรำแต่ละคน ไม่ได้เรื่องเลย แน่ล่ะ ที่รำเพราะความสนุก และสปิริต หรือไม่คงพอใจมี่ได่แต่งหน้าแต่งตาแต่งตัวสวยแสดงโชว์ แล้วถ่ายรูปออกตามสื่อสังคม

หลังบอกลารวยกับลูกสาวเสร็จ จึงไปรอขึ้นเครื่อง ซื้อของพื้นเมืองที่อยากกินที่สนามบิน ของฝาก คือเม็ดมะม่วงหิมพานต์ซึ่งราคาพอๆกับที่เมกา ปลาตัวเล็ก ปลาฉิ้งฉ่าง ขนมงาดำ งาขาว

ในเครื่องได้คุยกับน้องสาวจอมขวัญบ้าง หลับบ้าง ชม.กว่าก็ถึงดอนเมือง

ถึงดอนเมือง เจอหมูกับยืนยงเพื่อนเก่าซึ่งนัดกันไว้ก่อนแล้ว

หมูเลี้ยง ยืนยง กินผัดไทย ได้ฝากข้าวยำให้หมูที่ติดมือมาจากสงขลาด้วย

ได้ดอกกาแฟแห้งจากยืนยง ได้หนังสือรวมทั้ง หนังสือหมูจากงานรางวัลชูเกียรติ อุทกพันธ์

คราวนี้ อดกินเต้าทึง

ไปหาพี่เลอยศ พี่ยุพิน มอบหนังสือของฝาก เคน หลาน คูน คีน เจอคิมห์ โน้ต  ได้ข่าวว่า เคทเข้าค่ายวีดีโอ

อังคารที่ ๙ ตุลาคม

อยู่บ้านศาลายา พอตอนเที่ยง น้องชายเขมชาติ กับคุณนายแวะมาที่บ้าน ก่อนหน้านั้นแวะส่งลูกชาย คุณนายจะต้องประชุมวันรุ่งขึ้น มีโครงการที่จะทำที่น่าสนใจคือเก็บรักษาหนังสือโบราณจากสมุดข่อย และเพิ่งได้รางวัลชมเชยในการทำโครงการย่ามปัญญา น้องชายหอบเน็คไทใหม่ๆสวยๆเป็นมาให้เป็นของฝากหลานบ่าวทางเมืองนอก

พอเลยเที่ยงตกลงว่า ไปซื้ออาหารมากินที่บ้าน ซึ่งพอใจมากกว่าที่จะออกไปกินข้างนอก เพราะเหนื่อยมาก ตกลงน้องทั้งสองไปซื้ออาหาร มีแกงผักบุ้ง ปลารากกล้วยทอด น้ำพริกสะเดาขนมสังขยาฟักทอง และทุเรียนซึ่งเลยหน้าไปแล้ว ราคาก็แพงตามไปด้วย ทีแรกว่าจะไปซื้ออาหารใต้ แต่พอไปถึง อาหารขายพร่องมาก เลยไปซื้อที่ใหม่ ความที่ท้องอืด ว่าจะชิมทุเรียน แต่จนแล้วจนรอด ไม่ได้กิน ไปเมืองไทยคราวนี้อดทุเรียน จะว่าไป ไม่ได้กินมานับ ๑๐ ปีเห็นจะได้

ตอนบ่ายๆ พี่ผาณิตโทรมา และจะแวะมา ตอนแรกอยากนัดเจอเพื่อนเทพา ปรากฎว่า พี่ติด ๒-๓ งาน วันนี้อุตส่าห์ขับรถมาหาถึงบ้าน บอกว่า ประยูร เพื่อนอีกคน ติดธุระเพราะต้องไปเคลมเรื่องประกันที่ลูกถูกรถเมล์ชนอะไรนี่แหละ จะยังไงก็ตาม คราวนี้ได้คุยกันนานกว่าแค่ถามสารทุนกข์สุกดิบ พี่ผาณิตรู้จักครอบครัวฉันดีตั้งแต่สมัยพ่อ ทั้งน้องเขมชาติ ส่วนน้องสาวจอมขวัญเคยไปอยู่บ้านลุงผัน ป้าผ่องตอนไปสอนที่โรงเรียนเทพา มีอยู่ปีหนึ่ง ที่น้องชายขับรถไปเทพาที่เคยอยู่  และแวะไปหาพี่ผาณิตที่บ้านสร้างใหม่ หน้าบ้านเดิม พบสามี และลูกที่ยังเล็ก  และเจอบุญหล้างเพื่อนรุ่ยน้องซึ่งอยู่ใกล้ๆกันด้วย  ตอนนั้นไม่ได้คุยอะไรมากนัก มาตอนนี้ ได้ฟังเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมามาย รวมทั้งป้าผ่อง ลุงผัน บุคคลตัวอย่าง พี่ๆ ญาติๆ เพื่อนๆ ที่เคยรู้จัก รวมทั้งปัญหานานา ท่าทางพี่ใจเด็ดมาก ลูกชายที่แสนหล่อดูรักแม่ พี่ได้เล่าเรื่องเทพา ซึ่งคล้ายๆกับคำบอกเล่าของสุริยา และเพื่อนๆคนอื่น แดนนั้น กลายเป็นของแขกมุสลิมคนไทยพื้นถิ่นที่เคยอยู่ขายสวนยางทิ้ง  และโยกย้ายไปอยู่ทื่อื่นกันหมดแล้ว

น้องชายน้องสะใภ้ลาไป แต่พี่ผาณิตอยู่ต่อคุยกันให้สมกับที่ไม่ได้เจอกันนาน  คราวนี้ พี่ดูจะร่าเริง สบายใจ และแข็งแรง ดีใจ เพราะพี่เป็นคนที่มีจิตใจดี น่ารัก มีความจริงใจมาแต่ไหนแต่ไร และเคยแวะไปหาเป็นครั้งคราว เมื่อเราอยู่ที่สงขลา แม้ขาดการติดต่อมานาน แต่ตอนหลังก็ได้เจอในเฟส ติดตามข่าวคราวกันได้

พี่ผาณิตแวะซื้อเสื้อปานโชไหมพรมสีทอง-ดำ เป็นสีฤดูใบไม้ร่วงพอดี เห็นแล้ว รู้ว่าใช้ได้แน่ พี่เค้าช่างคิดมาก พี่ได้แวะซื้อขนมทองชุบด้วย ก่อนลาจากกัน ก็ได้ถ่ายรูปตามระเบียบ

ตอนเย็น ไปเดินสำรวจหมู่บ้าน มีทาวน์โฮมที่โดนทิ้ง  บ้านเดี่ยวหลังใหม่หลายหลังขึ้นใหม่ ขวัญถ่ายรูปประกาศขายไว้หลายหลัง

คืนนั้น ภูมิช่วยขวัญกรอกแบบฟอร์มขอวีซ่าให้พ่อวิวัฒน์ ตามแบบของขวัญ ตัวเองง่วงมาก หลับไปเมื่อไร ไม่รู้ตัวเลย

 พุธที่ ๑๐ ตุลาคม

ตอนเช้า น้องสาวจอมขวัญช่วยจัดของ รวมทั้งของกำนัลของฝากบางอย่างที่ขวัญหอบมา เช่น เข็มกลัดสวยๆ เข็มขัดให้ที เลขาฯที่ทำงาน ช่วยได้เยอะเพราะไม่มีเวลาไปหาซื้อ จากนั้นจอมขวัญออกไปสถานีรถไฟกับภูมิ เพื่อซื้อตั๋วรถไฟกลับขอนแก่นวันรุ่งขึ้น  ตัวเองก็ไปเช็คอินเที่ยวบินจากปักกิ่งไปดัลลิสได้สำเร็จ

หลังจากกินกล้วยจากสวนลุงยศไป ๒ ลูก ข้าวต้มผัด บ๊ะจ่างต้มอีกลูก ก็เช็คอินช่วงปักกิ่งไปดัลลิสได้สำเร็จ แต่ได้มาแค่ยืนยัน ไม่ใข่บอร์ดดิ้งพาส พอน้องสาวกลับมา จึงอำลาภูมิซึ่งกำลังจะไปทำงาน แล้วมาช่วยจัดกระเป๋า ได้ถุงคนอพยพอะไรๆก็ง่าย ตัดสินใจโหลดคอมพิวเตอร์หิ้วลงกระเป๋าแซมโซไนท์เพราะหนักอยู่ เสียดายที่ซ่อมเรื่องเสียงไม่ได้ อุตส่าห์หอบมาไกล

ตกลงศิริยา/ณัฐชยา อาสาแทนพี่ลิตซึ่งไม่สบาย สวมหน้ากากปิดจมูกขับรถมารับที่บ้าน ทำให้สะดวก ทีแรก คิดว่าจะนั่งแท็กซี่ไปสถานีรถไฟศาลายา ไปลงบางซื่อ แล้วให้ตุ๊กจตุพรมารับ ในเมื่อยาอาสามารับ ทำให้ง่ายและสะดวก ยาจะไปบ้านตุ๊กถึง ๔ โมงเย็น แล้วจะเลยไปดูคอนเสิร์ตสุนทรภรณ์ ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ เสด็จด้วย

พอยาเข้าประตูโครงการ โทรมา น้องสาวจอมขวัญขี่มอเตอร์ไซค์อย่างกระฉับกระเฉงไปนำทางเข้ามา ยามีกะปิพิเศษมาฝาก ถ่ายรูป ลาน้องสาวก่อนออกจากบ้าน ถ้าไม่ได้น้องสาวอะไรๆก็คงจะมะงุมมะงาหราไม่คล่องตัว


ออกจากบ้านฟ้ากรีนเนอรี่ ๑๑ โมง ถึงบ้านตุ๊ก เที่ยงพอดี ยังไม่ใครมา พบชัยรัตน์กับภรรยาซึ่งพักกับตุ๊กอยู่ก่อน จากนั้น เจอวสันต์กับแดงภรรยา สวง เบนซึ่งตื่นเต้นกับการเล่นหุ้น
ตุ๊กจัดอาหารเพียบ สาคูอัญชันไส้หมู แหนมเนือง เนื้อทอด ขนมจีน แอ๊ปเปิ้ลน้ำปลาหวาน  พอบ่ายคล้อยๆตกเย็น มากันหลายคน  มีผึ้งไพลินเพื่อนสนิท ซึ่งหน้าตาไม่เปลี่ยนเลย แถมสวยกว่าเดิม ธนนท์ซึ่งไม่เคยเจอหลังจากที่ให้สปอนเซอร์ทำป้ายผ้าละคอนสมัยปี ๔ กำลังจะไปเที่ยวอเมริกาเข้านิวยอร์ค เอาะมะนาวจากสวนมาถุงใหญ่  กัลยาณี สมประสงค์ แป้น หน้าใส นักกฏหมายที่ไม่เกษียณจน ๗๐ ลำยองผู้ยิ้มหวานเสมอ พอเย็นหน่อย เล็กรพีกับมันเฟรดมาด้วย นี่ไม่ได้เจอกันนาน  อุษาไม่ได้มาเพราะกำลังจะเดินทางไปนิวยอร์ค  ตุ๊กเป็นแม่งานฝึมือที่ชำนาญ กะเลี้ยง ๒ มื้อ เที่ยงเย็น แต่ตัวเองท้องอืด กินได้เท่าที่ท้องอำนวย เพื่อนๆต่างหิ้วอะไรมากันคนละไม้คนละมือ เช่น เบนเอาผักปลูกเอง ธนนท์เอาะมะนาวลูกใหญ่ไร้เมล็ดจากสวนนครนายกมาถุงใหญ่  เห็นว่าลูกสวยๆเก็บไว้ขาย ปลูก ๘ เดือนได้ผลผลิตแล้ว นอกนั้น มีช็อคโกเล็ต ขนมเค้ก ครองแครง เราเสียอีกที่ไม่มีอะไรเลย คราวนี้ ได้ฟังเรื่องราวแต่ละคน น่าทึ่งทั้งนั้น เช่น เบน เรื่องหุ้น เล็กรพี เรื่องโรงเรียน ระบบการศึกษา เพื่อนๆหลายคน เดินทางเป็นว่าเล่น เช่นอุษาที่กำลังเดินทางมานิวยอร์ค มีลูกชายเป็นนักแสดงอยู่ที่นั่น  ธนนท์จะไปเที่ยวนิวยอร์ค เห็นว่าไปเยี่ยมลูกสาวแถวแอลเอ ทุกปี เล็กรพี กับมันเฟรดจะไปแคลิฟอร์เนีย นี่ไม่นับตุ๊กจตุพรโฮสต์งานเลี้ยงที่เพิ่งกลับมาจากอเมริกามาได้แค่ ๑๐ วัน

พูดถึงตุ๊ก-จตุพร เธอเป็นคนจิตใจกว้างขวาง เอื้อเฟื้อ จิตใจสูง แถมเก่งรอบด้าน เข้ากับคนง่าย และมักจะมีเรื่องดีๆ แบ่งปันเสมอ ฉันอดนึกถึงตอนที่เธอมาเยี่ยมที่เวอร์จิเนียพร้อมตุ่ม-พรพิมลและเจ๊หน่อย-สายพร ฉลาดปรุ (นามสกุลที่แสนสุดยอด) สมิธ เราไปพักที่โรงแรมซังกะบ๊วย (ที่ฉันหลับหูหลับตาจองเพราะเห็นว่ารวมอาหารเช้าไม่ไกลจากบ้าน มีที่จอดรถ)  ตุ๊กสอนวิธีออกกำลังจากการทำงานบ้าน เช่น รีดผ้า โบกรถเมล์ แจ๋วมาก 

พอ ๖ โมงเย็น เห็นข้อความ คนรับมารออยู่แล้ว คนรับคือ ลูกยก (ฉันเออออเอาเอง ความอยากจะมีลูกสาว) หมอแอลกับเพื่อนชายบลูมารับ เลยต้องบอกลาเพื่อนๆ ตอนแรกจะให้ไปส่งแค่ดอนเมือง เห็นว่าบ้านอยู่ใกล้ๆกัน  เพราะจะนั่งรถบัสรับส่งสนามบิน เนื่องจากสะดวก ไปๆมาๆ ทั้งสองตั้งใจไปส่งที่สุวรรณภูมิ บอกประสานกับหลานสาวแคไปแล้ว บลูเอารถคันใหญ่มา เพราะคิดว่าจะมีสัมภาระเยอะ ที่ไหนได้ นั่งรถเข้าทางด่วนไปประมาณชั่วโมง แอลให้ของกำนัลเป็นกระเป๋าใส่เครื่องสำอางชุด จากจิมป์ ทอมสัน สีนวลลายข้างสวยมาก ได้นั่งรถด้วยกันดีอยู่อย่าง คือได้คุยไปด้วย ตกลง แอลไปทำงาน ๓ ที่ คือ นนทเวช พระมงกุฏเกล้า งานหลักคือที่ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ ไม่ต้องเข้าไปทุกวัน  ทั้งสองไปส่งที่ประตูทางเข้าหมายเลข ๕ ก่อนลาจาก ได้ถ่ายรูปกันฉัน ชวนให้มาอเมริกา จะได้ขับรถข้ามทวีปตอนเกษียณ เพราะบลูดูจะถนัดอยู่แล้ว

นัดหลานแคไว้ ขณะนั่งรอแคมาตอน ๒ ทุ่มครึ่ง ได้ถามไถ่ประชาสัมพันธ์เรื่องการใช้วายฟาย ได้เรื่อง ตอนรอก็ติดต่อผ่านขวัญด้วย เพราะโทรศัพท์ใช้ไม่ได้ ระหว่างรอ ได้คุยกับแหม่มออสเตรเลียนจากเมลเบิร์นจนเพลิน ได้ความว่า มาแบบนักท่องเที่ยวเพื่อการรักษาพยาบาทโดยฉพาะ ผ่าตัดที่รพ.ภูเก็ต มาต้องบินมา ๗-๘ ชั่วโมง จากเมืองเบลเบอร์นที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ สุดทวีป แหม่มเล่าว่า ประทับใจกับการแพทย์ที่นี่มาก ให้๕ ดาวเลย ทั้งการบริการโรงพยาบาล และหมอ

อีกสักครู่ แคมา บอยไปหาที่จอดรถ ไปเจอกันที่ร้าน ราคาอาหารโหดทีเดียว สู้สนามบินชั้น ๒ ที่ดอนเมืองไม่ได้ สั่งเต้าทึง กับน้ำมะพร้าว ของหนัก กินไม่ค่อยไม่ไหว เต้าทึง สู้ที่สนามบินชั้น ๒ ที่ดอนเมืองไม่ได้ แคกับครอบครัวกำลังจะไปเที่ยวสแกนดิเนเวีย เดนมาร์ก สวีเดน และ นอรเว อีก ๒ วัน

ตก ๔ ทุ่ม เคาน์เตอร์เปิด แถวยาวหน่อย ไปเช็คอิน แคกับบอยอยู่ด้วยตลอด เรื่องที่บ่นคือ ทำไมที่นั่นได้กลิ่นฉี่ ถ้าจะให้เดา ก็จะเดาว่า พนักงานทำความสะอาด ถูห้องน้ำก่อน แล้วไม่เปลี่ยน หรือไม่ก็ไม่ล้างให้สะอาด พอมาถูที่เป็นส่วนกลาง ก็ถูกลิ่นฉี่ลงพื้น ฉุนไปทั้งแถบ นี่คือความมักง่าย

พนักงานเช็คอินเป็นหนุ่มไทย พูดจาดี เช็คกระเป๋า กับถุงคนอพยพ ตลอด คราวนี้ ได้ที่นั่งมาแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยน เอาแต่บอร์ดดิ้งพาส เสร็จเรื่องก็ลาแคกับบอยขึ้นบันไดเลื่อน แคถ่ายรูป รวมเซลฟี่ด้วย

วันนี้สังคมจัด แต่สนุก ได้เจอทั้งเพื่อนทั้งญาติทั้งวัน ทริปเที่ยวนี้ นอกจากไปดูแม่ ตรวจสุขภาพแล้ว ก็เน้นเพื่อนกับญาติ รวมทั้งได้เข้ากลุ่มไลน์ ทำให้ได้เจอเพื่อนเก่าๆ และญาติๆหลายคน

 พฤหัสที่ ๑๑ ตุลาคม

ไปรอขึ้นเครื่องบิน ขณะชาร์ทมือถือ ได้ถุงฝรั่ง ๒ ลูก กินไปลูกเดียว ที่เหลือถือขึ้นไปกินบนเครื่องบิน เครื่องบินออกตี ๑  หลับตลอด ตื่นมาเขาเสิร์ฟออาหารไปแล้ว  มีสติกเกอร์ติดตรงหน้า บอกให้เรียก เลยเรียก สจ๊วตเป็นหนุ่มไทย สุภาพน่ารัก  อาหารดูเหมือนว่าจะเป็นข้าวต้มยำกุ้ง ไม่อร่อย เลย กินแต่กุ้ง สลัดผัก แตงโม เก็บขนมปังกับเนยไว้กินต่อข้างหน้า ว่าแล้วก็หลับยาวจนถึงเช้า ถึงสนามบินปักกิ่ง ผ่านด่านอีกเที่ยว รอนานหน่อย ทุกคนโดนค้น ยาสีฟันหลอดใหญ่ที่เหลืออยู่น้อยนิดก็โดนยึด เจ้าหน้าที่บอกว่าใหญ่เกินไป  ทีแรกคิดว่าต้องรอ ๖ ชั่วโมงนาน ไปๆมาๆ ไม่นานเท่าไหร่ พยายามนอน แต่นอนไม่หลับ เดินสำรวจบริเวณเทอร์มินัลใหญ่ และสะอาด เรียบร้อยดี  มีที่นั่งที่นอนเหลือเฟือ เลยไม่ไปที่เลาจ์ หากจอง นอกจากเสียเงินแล้ว ไม่มีที่นอน มีอาหาร ไม่จำเป็น เทอร์มินัล ๓ สำหรับเที่ยวบินนานาชาติ  มีร้านอาหารไทย และร้านปลอดภาษี แต่ไม่ได้สนใจ เข้าห้องน้ำไปหลายครั้ง กินขนมปัง ฝรั่งที่ยังเหลือก่อนที่จะเสีย เพราะอยากกิน แต่ก็ไม่ได้กินมากตอนมาเมืองไทย เพราะอืดไปหมด ขนาดทุเรียนที่วางอยู่ต่อหน้ายังกลัว ไม่กล้ากิน 

 ตอนเที่ยง ๔๕ ก็ขึ้นเครื่อง เป็นแบบโบอิ้ง ๗๗๗ ดูใหม่ ได้นั่งที่ ๒ คน แถวสุดท้าย ติดหน้าต่างกับคุณยายเวียดนามอเมริกัน ดูคล้ายๆว่าเป็นชั้นประหยัดบวก หลับได้อีก แต่ก็ได้กินอาหาร ๒ มื้อ แถมได้แซนวิชมา ๓ ชิ้น ขนมปัง บ่าย ๒ โมงครึ่งก็มาถึงสนามบินดัลลิส นี่เป็นครั้งแรกที่ผ่านด่านตม.ที่นี่ เจ้าหน้าที่เยอแยะ คนเข้าเมืองก็เยอะ เคยผ่านที่ ชิคาโก และ ดัลลาส เท็กซัส  กรอกแบบฟอร์มแสดงสิ่งนำเข้า ก็ไม่มีใครสนใจ กระเป๋าเช็คทรู ได้ไม่มีปัญหา กระเป๋าแซมโซไนท์แฟบไปข้างหนึ่ง แต่ถุงคนอพยพยังดี น่าประทับใจ นี่ขนาดของหนักนะ ได้กระเป๋าแครี่ออน กับถุงอพยพโดยไม่ต้องรอนาน หิ้วได้ทั้งสองมือแต่ใช้รถเข็นดีกว่าสะดวกดี พอเดินมาหน่อย เจ้าหน้าที่ตรวจความปลอดภัยเดินตรวจกับสุนัขพันธุ์บีเกิ้ลซึ่งใช้ดมกระเป๋าหาของต้องสงสัย เจ้าหมาน้อยมาดมที่ถุงอพยพของฉันซึ่งบรรจุของกินของฝากที่ซื้อมาจากสนามหาดใหญ่ก่อนขึ้นเครื่องเข้ากรุงเทพฯเมื่อสองวันก่อน มีเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ (ซึ่งจะว่าไปก็ไม่จำเป็น เพราะที่นี่มีขาย ราคาก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก) ปลาตัวเล็กแห้ง (ปลาตัวเล็กแห้งนี้ได้ซื้อมาถุงหนึ่ง ตัวใสจากตลาดโก้งโค้งเกาะถ้ำ ว่าจะทำกินแต่ไม่มีโอกาส จะเอามาด้วยก็ลืม แต่ก็ดีใจที่ร้านค้าที่สนามบินหาดใหญ่มี)  นอกจากนี้ ยังมีกะปิที่ยาให้กระปุกหนึ่ง ซึ่งห่อกระดาษหนังสือพิมพ์มิดชิด ขนมครองแครงอีก ๒ ขวดเล็กๆ กินไปบ้างขวดหนึ่ง เจ้าบีเกิ้ลจมูกไวมาดม ฉันเลยรูดซิปเปิดให้เจ้าหน้าที่ดูทันที บอกว่าเป็นขนมของว่าง เจ้าหน้าที่ หยิบขวดขนมครองแครงเห็นว่าเป็นขนมจึงไม่ติดใจอะไร ของเอามาไม่ได้มีสิ่งของต้องห้ามที่เป็นอาหารพวกเนื้ออะไรทำนองนั้น

อีก ๒ ชั่วโมงหลังจากลงเครื่องบิน ก็ออกมารอรถบัสรับส่งรอสลิน จากนั้นก็นั่งรถเมล์สาย ๔๕ มาลงที่ถนนกลี๊บ แล้วต่อ ๑๖ เอ ฝนตกหนัก ทำยังไงได้ กระเป๋าหนัก แต่ยังหิ้วได้ในระยะใกล้ กระเป๋าถือลองชองเอาใส่ในกระเป๋าคนอพยพได้ รื้อของฝากนิดๆหน่อยๆก่อน ส่วนของใหญ่จะต้องเลือก เตรียมตัวไปทำงานวันรุ่งขึ้น


                                                          😓

 

No comments: