Tuesday, March 24, 2026

12. สอนไทยฝรั่ง: เวรเอ๋ยเวรกรรม

 12.  เวรเอ๋ยเวรกรรม

 

มีนักเรียนสองคนชื่อคล้ายกัน แต่มาเรียนห่างกันสี่ห้าปี ชื่อฟังออกทะแม่งหูคนไทย คือคนหนึ่งชื่อ ย์ประ ย์ (ย.ยักษ์การันต์) เสียหน่อยเพื่อให้ตรงกับชื่อที่สะกด Wayne เนื่องจากชื่อนี้พ้องกับนามสกุลดาราคาวบอยดังรุ่นเดอะ จอห์น เวย์น เลยสะกดให้เหมือนกัน แม้ดูรุงรัง เวลาเรียกชื่อจะได้ไม่ผวานัก ว่ากันว่า ชื่อและนามสกุลนี้มาจากภาษาอังกฤษเก่า wagon ความหมายคือ มือเกวียน จะเป็นคนทำเกวียนหรือคนขับเกวียนก็ได้ การตั้งนามสกุลตามอาชีพบรรพบุรุษใน ภาษาอังกฤษเป็นเรื่องปกติวิสัย ที่คุ้นๆก็เช่น เทเลอร์ -Tailor, สมิธ - Smith, มิลเลอร์ - Miller และ Baker -เบเกอรฺ์ ฯลฯ คนไทยรับแบบอย่างเช่นนี้มาบ้างเมื่อเริ่มใช้นามสกุล อย่างเช่น แพทยกุล พานิช วานิข เวชชาชีวะ เป็นต้น

                      จอห์น เวย์น  John Wayne

อีกคนชื่อ ดเวย์น สะกด Dwayne ออกเสียงคับปากนิดหน่อย แถมพอถอดตัวสะกด ดูพิกล ชื่อนี้บ่งบอกว่ามาจากภาษาไอริชอันมีรากเหง้าจากภาษาเก-ลิค (Gaelic) ออกเสียง ดเวย์น เหมือนกัน แต่ตัวสะกดต่างออกไป แปลว่า ผิวคล้ำ การตั้งชื่อตามสีนี่ ในภาษาอังกฤษ ออกจะคุ้นหูคุ้นตาเฉกเช่น Black, Red, White, Green  ฯลฯ เช่นเดียวที่เราเคยเรียกชื่อเล่นว่า ดำ แดง ขาว เขียว เป็นต้น ส่วนชื่อ ดเวย์น ในอเมริกาไม่ค่อยแพร่หลายนัก ที่พอรู้จักบ้าง คงไม่พ้น ดเวย์น จอห์นสัน Dwayne Johnson หรือ เดอะร้อค ดารา นักมวยปล้ำอเมริกัน

                     
                     ดเวย์น จอห์นสัน  Dwayne Johnson

ครูประจำชั้นไม่ได้ตั้งชื่อใหม่ให้ทั้งเวย์น และ ดเวย์น ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลกลใด อาจจะเห็นว่าฟังดูเป็นไทยๆดีอยู่แล้ว


        เวย์นคนแรก มียศนายดาบทหาร (Warrant Officer) หรือนายทหารสัญญาบัตรพิเศษ ยศนี้ที่เมืองไทยเลิกใช้ไปนานแล้ว มีแต่เฉพาะายดาบตำรวจ เขาถือว่าเป็นนายทหารด้วยแม้ดูกึ่งๆระหว่างนายทหารสัญญาบัตรและนายทหารชั้นประทวน บั้งบนบ่าดูจิ๋วๆกระมิดกระเมี้ยน  นายดาบนี่มาไต่เต้าจากจ่า และต้องไปเข้าโรงเรียนนายดาบอีกที

        พ่อเวย์นคนนี้หน้าหล่อเหลาหลาย เป็นลูกครึ่งอเมริกัน ญี่ปุ่น รูปร่างสูงสง่า ผึ่งผาย ยิ้มง่าย มิหนำซ้ำ มีน้ำใจสุดๆ คอยช่วยเหลือครูทำโน่นทำนี่

        ทว่าพ่อเจ้าประคุณขี้เกียจเรียนเหลือเกิน เพื่อนร่วมชั้นก้าวหน้าไปสุดกู่  ตัวเองยังไปไม่ถึงไหน แถมดูจะไม่เดือดร้อน คุณรัชนูเป็นครูที่ปรึกษาพยายามช่วยสอนพิเศษ แต่ดูจะเสียเวลา เพราะช่วงเวลาติว มาปากหวาน ชวนคุยให้เขว พอดีครูที่ปรึกษาคนนีมีลูกชายรุ่นไล่เลี่ยที่ไปเรียนต่างเมือง ต่างรัฐ แถมหน้าตาออกจะคล้ายๆกัน เพราะสามีครูเป็นคนอเมริกัน เคยเป็นนายทหารก่อนหย่าร้างแยกกัน พ่อเวรคนนี้เหมือนลูกแหง่ ครูเป็นราวกับแม่ที่อยู่หมัด จะดุว่าอะไรไม่ก็ไม่ออก ว่าอะไร พ่อหนุ่มไม่เคยฟัง ได้แต่ยิ้ม ออดอ้อนท่าเดียว

         พอถึงชั่วโมงเรียน หนุ่มเวรก็กุลีกุจอช่วยยกอุปกรณ์การสอนเดินตามหลังครูรัชนูต้อยๆส่งครูเข้าห้องเรียน ตัวเองควรเข้าเรียนด้วย กลับแอบหนีไปไหน  ไม่ทราบ พอหมดชั่วโมงก็จะมาปรากฎตัว ช่วยถือแฟ้ม ถืออุปกรณ์การสอนอะไรต่อมิอะไรให้ครู และส่งครูเข้าห้องพักเมื่อไรที่หิว ก็แวะไปที่โต๊ะคุณรัชนู เนื่องจากเธอมีขวดโหลใส่ลูกกวาดบ้าง ของขบเคี้ยวหรือหมากฝรั่งบ้าง ใครจะหยิบกินได้ตามชอบ
     
เมื่อคราวสอบจริงๆ หนุ่มตกร่วงอย่างไม่เป็นท่า แต่ดูๆไป พ่อหนุ่มดูไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร ครูสอนเสียอีก โดนด่าเสียเต็มที่ สอนยังไงกัน  นักเรียนเรียนมาเป็นปี ได้คะแนนน้อยกว่าให้ลิงทำข้อสอบเสียอีก สอบพูดสู้นกแก้วนกขุนทองไม่ได้

          เวรกรรม

ส่วน ดเวย์น อีกคนหนึ่งเป็นทหารเรือ นี่ก็หล่อเหลือใจเหมือนกัน  เป็นกะลาสีทหารเรือมักท่องไปกับเรือ แวะไปพัทยา เจอสาวไทยเลยชักชวนให้ไปอยู่และแต่งงานด้วย ตนเองมาเรียนภาษาไทย เรื่องน่าจะลงเอยด้วยดี ที่ไหนไหน พ่อหนุ่ม ดเวย์นคนนี้ เหมือนคนมีเวรจริงๆ
   
เวลานั่งเรียนแต่ละวัน ดูตาแดงเหมือนคนอดตาหลับขับตานอน  บางทีดูใจลอยๆ บ่อยครั้งนั่งกุมขมับเหมือนคนจมอยู่ในห้วงความทุกข์  บางที่นั่งใช้เครื่องคิดเลขกดโน่นกดนี่ อย่างไรก็ตาม เรื่องการเรียนไม่เลวเลย เสียงพูดเสียงจาออกชัดเจน แม้ดูเงียบขรึม ไม่ค่อยหัวเราะพูดเล่นเหมือนชาวบ้านเขา
    
พวกครูชักจะห่วงๆ สืบไปสืบมาได้ความว่า พ่อหนุ่มเลือดทหารเรือปักหลักอยู่ที่เรือแพ จอดอยู่ในอ่าวมอนทเรย์ แน่นอน พ่อหนุ่มนี่ความคิดความฝันคือ เรือนแพ สุขจริงอิงกระแสธารา . . . ท้องฟ้าสีคราม น้ำสีฟ้าอมเขียว อากาศสดใส ทิวทัศน์ตื่นตา สงบเงียบ ช้าๆขึ้นมาได้ยินเสียงแมวน้ำ  สิงโตน้ำเห่าปลุก แถมมีคู่มาอยู่เคียง นี่แหละสวรรค์น้อยๆล่ะ
    
แต่เวรกรรมจริงๆ สาวไทยนี่ดันเกลียดสุดระอาที่จะทนชีวิตอย่างนี้ คนเคยอยู่สนุกๆ ไปโน่นมานี่ กลับมาถูกเหมือนปล่อยเกาะปล่อยแพเป็นกากีหรือไร อยู่ในเรือจอดในอ่าว พอเช้า พ่อเจ้าประคุณ นั่งเรือยางออกไปจอดที่ท่า แล้วต้องเดินขึ้นเนินออกกำลังในตัวไปเรียน ปล่อยให้ตรูจับเจ่าอยู่เดียวดาย คิดผิดเหรือเปล่าหว่าที่มาลงเอยกับหมอนี่
     
นางคงสำแดงฤทธิ์ให้แหละ เพราะผู้ผัว ดเวย์นต้องหาซื้อรถเล็กๆเก่าคันหนึ่งจอดไว้ที่ท่า ทีนี้ ตอนเช้า พ่อหนุ่มนั่งเรือยางตุก ตุก ออกมาด้วยกัน แล้วขึ้นรถเก่า ให้เมียขับรถมาส่งเรียนหนังสือ แล้วให้เมียไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ตามใจ  ตอนเย็น กลับมารับ บางวันไม่รู้ว่าเกิดอะไรเมียแผลงฤทธิ ไม่ยอมมารับกลับเรือเสียเฉย ปล่อยให้ผัวนอนรอค้างที่สวนสาธารณะ

หนึ่งปีผ่านไป พ่อหนุ่ม ดเวย์น สอบได้ ลการสอบทุกทักษะเป็นที่น่าพอใจทีเดียว  แต่ดเวย์นก็ยังเป็นคนอมทุกข์ หน้าย่น ไม่เปลี่ยนแปลง          
    
หลังรับประกาศนียบัตร ดเวย์น บอกวจะนั่งเรือน้อยกลับไปประจำทางใต้ต่อ ฝันว่า สักวันหาเรือใบขนาด 37 ฟุตสักลำจอดที่ท่า และจะว่ายน้ำไปทำงาน
     
ไม่ถึงปีต่อมา ครูทราบว่า เวย์และเมียเลิกร้างแยกทางกันเสียแล้ว

        จะว่าเป็นเวรเป็นกรรมก็กระไรอยู่

        คนต่างจิตต่างใจ ชอบคนละทำนอง ร้องกันคนละเพลง

        ขณะสาวไทยร้องเพลงแสนสุขสมนั่งชมวิหค 
ฝันอยากเป็นนกเหลือเกิน จะได้มีปีกเริงร่าลอยลม 

ในเมื่อคนที่หมายมั่นปันรักเพื่อร่วมชีวิตเมิน ความฝันจึงเป็นของหนุ่มดเวย์นคนเดียวเท่านั้น จึงได้แต่ครวญเพลง เรือนแพ

". . . วิมานน้อย ลอยริมฝั่ง จึงอ้างว้างหัวใจรำพัน . . . " 
 

                                                👥👥👥

Tuesday, March 17, 2026

09. สอนภาษาไทยฝรั่ง: มาร์คผู้บากบั่น

 7.  มาร์คผู้บากบั่น


        

    การเรียนภาษาอาจจะง่ายสำหรับบางคน แต่สำหรับหลายคนไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเลย  

    การคัดเลือกนักเรียนมาเรียนแต่ภาษาที่มีอยู่ ๒๐ กว่าภาษานั้นขึ้นอยู่กับความต้องการเจ้าสังกัด ยังมีการทดสอบทักษะทางภาษาด้วยโดยเฉพาะทหารใหม่ คนที่คะแนนสูงๆ ก็ให้ไปเรียนภาษาที่ถือว่ายากมาก ยากปานกลาง ยากน้อยตามลำดับสำหรับคนอเมริกันที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก

    ตามหลักการการเรียนภาษาที่สอง หรือที่เท่าไรก็นั้น จะยากหรือง่ายขึ้นอยู่กับว่าภาษาแม่กับภาษาที่เรียนนั้นแตกต่างกันขนาดไหน ด้านเสียง ไวยากรณ์ โครงสร้างรูปแบบประโยค รวมไปจนถึงเชิงสังคมวัฒนธรรมและระบบการเขียน ที่สหรัฐฯใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่เป็นตัวเปรียบเทียบเพราะถือว่าส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่หรือภาษาแรก  

        ดังนั้น หน่วยราชการและสถาบันการสอนภาษาต่างประเทศในสหรัฐฯจึงมีการจัดระดับความยากง่ายของภาษาเป็นระดับหนึ่ง สอง สาม ถึงสี่ของชาวอเมริกันที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก การจัดระดับอาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย สำหรับสถาบันสอนภาษาต่างประเทศของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จัดระดับดังนี้

    ระดับหนึ่ง เช่น ภาษาเดนิช ดัชท์ ฝรั่งเศส  อิตาเลียน  อรวีเจียน  สเปน  สวาฮีลี (ภาษากลางในแอฟริกา) สวีดิช ฯลฯ

    ระดับสอง เช่น เยอรมัน  รูเมเนียน อินโดเนเซีย (ใช้อักษรโรมันฯลฯ

    ระดับสาม มีภาษาแอลเบเนียน บุลแกเรียน พม่า เขมร เช็ค ฟินนิช กรีก  ฮิบรู ฮังแกเรียน ฟาร์ซี-เปอร์เซียน โปลิช  รัสเซีย เซอร์โบโครเอเบียน เวียดนาม ตากาล็อคหรือ    ฟิลิปปินโน เตอร์กี ฯลฯ ภาษาไทยเราอยู่ในกลุ่มนี้

    ระดับสี่ มีภาษา เกาหลี จีน ญี่ปุ่น และอาหรับ

    ภาษาแต่ละระดับ มีหลักสูตรเรียนสั้นยาวตามความยากง่าย ถึงจะได้ผลตามระดับเกณฑ์ที่กำหนดไว้  

    หลักสูตรที่นี่เป็นหลักสูตรเข้มข้น เรียนอาทิตย์ละห้าวัน วันละห้าหกชั่วโมง การสอบมีบ่อย ถ้าตก มีการคาดโทษ หากตกแล้วตกอีก อาจต้องออก บางครั้ง อาจมีผลต้องหน้าที่การงานด้วย แต่หากสอบได้ผ่านทักษะการฟัง การอ่าน การพูด ก็จะได้เบี้ยเลี้ยงเพิ่มอย่างงดงามทุกเดือน นับว่าเป็นสิ่งล่อใจอยู่ไม่ใช่น้อย

    ที่จริง การที่จะเรียนให้ถึงขั้นสอบให้ได้ระดับใช้งานได้ สืบเนื่องมาจากเหตุผลหลายประการ นอกจากจะเป็นเรื่องหลักสูตร ความชำนาญของผู้สอนแล้ว ความสามารถทางภาษาของผู้เรียน เป็นเพียงตัวช่วยตัวหนึ่งเท่านั้น แรงจูงใจ ความพากเพียร และวัยก็เป็นตัวแปรที่สำคัญ

    เรื่องวัยนั้น อาจได้เปรียบเสียเปรียบตรงที่ว่าลิ้นอ่อน ลิ้นแข็ง อีกทั้วสมองมีเรื่องที่ต้องจดจำมากน้อย วัยยิ่งสูง ที่ว่างๆจะเก็บข้อมูลอื่นๆ ก็ร่อยหรอลงไป แต่อาจได้เปรียบตรงที่ มีประสบการณ์ รู้จักตนเอง และรู้วิธีการเรียนที่ได้ผล ความเป็นผู้ใหญ่ อาจจะสร้างความเข้าใจ หัดมองจากแง่เจ้าของภาษาได้บ้าง ส่วนวัยเยาว์หน่อย นั้นดีตรง ไม่ต้องคิด วิเคราะห์ให้มากความ รับรู้ เลียนและเรียนไปตามธรรมชาติ

    ในจำนวนนักเรียนที่มาเรียน ผู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ บากบั่นพากเพียรจนทุกคนต้องยกนิ้วเห็นจะเป็นนายทหารเรือนามกรว่า มาร์ค

    มาร์คเป็นหนุ่มร่างสูง หน้าตาเป็นพระเอกหนัง วัยสามสิบกลางๆ เดินเหินรวดเร็ว ไม่ใช่ว่าเพราะเบี้ยเลี้ยงที่จะได้ที่จะเป็นจุดใหญ่ที่ทำให้มาร์คต้องบากบั่นอย่างนั้น  เรื่องเงินเป็นแค่เพียงผลพลอยได้ 

    ไม่ใช่จะเป็นเพราะว่ามาร์คไม่มีความสามารถ หรือไม่มีหัว เจ้าตัวเรียนจบวิศวกรรมนิวเคลียร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างคอร์แนล 

    และไม่ใช่ว่ามาร์คเป็นคนไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆ ใครเก่งภาษา แม้ยศน้อย มาร์คก็ยอมรับ  ไม่ได้ไปอิจฉาตาร้อนใส่ มิหนำซ้ำ ถือว่าเป็นประทุทำให้ตัวเองพยายามมากขึ้น

    ที่เครียดมาก เพราะมาร์คไม่ยอมแพ้ตัวเอง  

    โถ ก็เรียนมาทางวิศวกรรมนิวเคลียร์ จะมายอมแพ้ภาษาไทยง่ายๆ ได้กระไรเสียศักดิ์ศรีแย่

    อุปสรรคใหญ่ของมาร์คคือปัญหาบกพร่องเกี่ยวการฟัง หูไม่ค่อยดีว่ายังงั้นเถอะ สอบฟังทีใด ตกเกือบทุกที เวลาฟัง ได้ยินเป็นคนละเรื่องจากคนอื่นๆไปเลย

    การเรียนภาษานี่ ต้องใช้หู บ่อยครั้งที่นักเรียนมีปัญหา คือหูค่อนข้างหนัก หรือประสาทหูถูกทำลายโดยเฉพาะนักเรียนที่เคยเป็นทหารปืนใหญ่ที่ต้องอยู่กับเสียงปืน เสียงระเบิด  บางคนแยกฟังเสียงสูงเสียงต่ำไม่ได้เอาเสียเลย ถ้าไม่เชิญออกไปเรียนภาษาอื่น ก็จะพูดภาษาไทยแบบเสียงฝรั่ง ไม่มีเสียงสูงเสียงต่ำ แต่พอเข้าใจได้ในระดับพื้นฐาน จะให้ดีอยู่ในระดับสูงกว่านั้น เป็นไปได้ยาก

     มีนักเรียนอยู่คนหนึ่งที่มาเรียน อะไรๆดีอยู่หรอก อ่านได้ เขียนได้ แต่พอสอบฟังแล้ว ตกทุกที  ครูช่วยสอนตัวต่อตัวนอกเวลาเน้นการฟัง หาวิธีการสอนร้อยแปดมาลอง แต่ก็ไม่ได้ผล

    “ลองไปหาหมอให้ตรวจหูดูซิ” คุณรัชนูแนะนำ ตอนแรกเพื่อนครูที่ได้ยินและไม่ทันรู้ต้นสายปลายเหตุถึงกับผวา  เพราะฟังเผินๆเหมือนกับด่าทางอ้อมว่า “เธอนี่หูตึงนะ จะเรียนไหวเหรอ”  แต่คุญรัชนูเป็นครูที่ปรึกษารู้จัก ใกล้ชิดนักเรียน แถมเอ็นดูนักเรียนคนนี้ 

    นักเรียนคนนี้ทำตามไปหาหมอตรวจ ได้เรื่องทีเดียว ปรากฏว่ามีปัญหาทางสรีระเกี่ยวกับประสาทหู จริงๆ หมอให้ใช้หูฟัง โอ้โฮ ได้ผล พ่อเจ้าประคุณฟังดีขึ้นหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว

     สำหรับมาร์คเป็นปัญหาเรื่องกรรมพันธุ์หรือเปล่ามิได้มีการสืบสาว  เพียงแต่ทราบว่า คุณแม่หูหนัก ต้องใช้หูฟัง แต่นั่นแหละ ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกสำหรับผู้สูงอายุ คงไม่ได้มีปัญหาเดียวกัน  เพราะตามธรรมดา ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ มาร์คได้ยินอะไรชัดเจนดี เพียงแต่มีปัญหาการฟังภาษาไทยเท่านั้น  อาจเป็นเพราะเครียด กังวลโน่น นี่ นั่น หรือไม่ก็เรียนหนักเกินไป ไม่ค่อยได้หัวเราะพูดคุยเรื่องสนุกเฮฮา มัวแต่คอยผวา ตกใจเอาง่ายๆ ทุกอย่างเป็นงานเป็นการไปหมด บางครั้ง เวลาเรียนฝึกฟังในห้อง เพื่อนฟังทีสองทีก็รู้เรื่อง ตอบได้ ปาวๆ แต่มาร์ค จับได้คำสองคำ เนื้อหาจับต้นชนปลายไม่ถูก เลยเครียด เครียดที หักดินสอที แต่ละอาทิตย์ ดินสอหักเฉียดๆโหล  

    เรื่องพอเครียดแล้วหักดินสอนี่ เพื่อนๆร่วมห้องโดยเฉพาะนักเรียนที่เยาว์กว่า ยศน้อยกว่า รู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย ครูใหม่บางคนผวาเอาเหมือนกัน รู้สึกว่าตัวเองเหมือนดินสอ ครูที่มีประสบการณ์ ออกจะวิตกเรื่องที่มาร์ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ พอเผชิญหน้า คุยกันเรื่องนี้ ก็ปรับความเข้าใจกันได้ และยอมรับ นี่เป็นทางออกของมาร์คเวลาเครียด อุตส่าห์พยายามแล้ว พยายามอีก ยังไม่ได้เรื่อง ทีคนอื่น ต่างตอบกันฉอดๆ มาร์คเลยโมโหตัวเองว่ายังงั้นเถอะ ไม่ใช่แดกดันหรือเคียดแค้นใครหรืออะไรทั้งนั้น

จะเป็นเพราะเรียนหนักไป หรือเพราะหูฟังไม่ค่อยชัด หรือทั้งสองอย่างรวมกัน ทำให้ส่งผลถึงการพูด  มีบ่อยๆที่มาร์คสับสนโดยเฉพาะคำที่เสียงใกล้เคียงกัน  ซึ่งจะว่ากันไป แสนที่จะเป็นเรื่องธรรมดา

ขนาดคนที่เรียนภาษาอังกฤษมานานยังเคยสับสนอยู่บ่อยๆ ตัวอย่างเช่นคำว่า pubic (ที่แปลว่า หัวหน่าว หรือที่มักออกเสียงว่า หัวเหน่า) กับคำว่า public (ที่แปลว่า สาธารณะ) และคำว่า cucumber (ที่แปลว่า แตงกวา) กับคำว่า concubine (ที่แปลว่า นางสนม เมียเก็บ เมียน้อย เมียลับ) ก็น่าหลงอยู่หรอก แต่ความหมายต่างกันหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว

    ตัวอย่างคำที่มาร์คใช้สับสนได้แก่ จราจร  จลาจล  จระเข้ ฯลฯ

    ครูจึงได้ยินมาร์คพูดว่า

    “การจัดการจลาจลทางบก

    หรือ ฝนตกหนัก น้ำท่วม จระเข้แออัดมาก สี่แยกบางแห่งไฟจลาจลดับ  และมีจราจรว่ายน้ำหนีออกจากฟาร์ม”  

    ข้าวโพด พูดหลงเป็น ข้าวผัด

    “รัฐอินเดียน่าปลูกข้าวผัดกันมาก . . . ”

    แกง เป็น กางเกง

    “ผมจะสั่งกางเกงกุ้ง

ตอนสอบใหญ่  ครูๆอดห่วงไม่ได้ พากันลุ้นเป็นการใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นทักษะฟัง อ่านหรือพูด  เพราะมาร์คที่แสนจะบากบั่น  ควรจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มกัน  มิฉะนั้นจะดูเหมือนว่าชีวิตนี้ไม่มีความยุติธรรมเหลืออยู่เลย

การสอบใหญ่มิใช่เป็นการสอบภายในแผนกที่ครูออกข้อสอบ ให้คะแนนกันเอง การสอบแต่ละเทอมจะค่อยๆเริ่มจากการวัดผลทักษะที่เรียนมาจนถึงการวัดผลระดับทักษะการใช้งานในที่สุด แต่การสอบใหญ่เป็นข้อสอบกลางจากสถาบันฯ เป็นการวัดทักษะการใช้งานตามระดับด้านการอ่าน การฟังและการพูด ไม่ได้ขึ้นกับหลักสูตรที่เรียน ฉะนั้น ไม่ว่าผู้เรียนจะเรียนจากที่ใดมา ผลการสอบที่ได้นี้ถือว่า มาตรฐานรับประกันความสามารถตามระดับนั้นๆได้ การสอบอ่านและฟังเป็นแบบปรนัยล้วนๆ ทีมงานจากแผนกการสอบกลางของสถาบันเป็นผู้ตรวจและให้คะแนน ส่วนการสอบพูด ทีมสอบประกอบกับครูสองคนจากแผนกภาษานั้นๆ ทีมสอบต้องได้รับการฝึกฝนโดยเฉพาะและต้องงผ่านการรับรองอย่างเข้มงวด ทั้งยังมีการตรวจสอบเป็นระยะจากแผนกการสอบกลาง

ผลการสอบ ทางแผนกสอบกลางเป็นผู้ประกาศ ครูและนักเรียนจึงทราบพร้อมๆกัน

ผลสอบปรากฎว่า มาร์คสอบผ่านฉลุยด้านการอ่าน การพูดก็ผ่าน ส่วนทักษะการฟัง ผ่านอย่างเส้นยาแดงผ่าแปด

ทุกคนโล่งใจถอนใจเฮือกใหญ่

     ไม่เท่านั้น พอสอบเสร็จ มาร์ค เตรียมสละโสดเป็นเจ้าบ่าวเข้าพิธีแต่งงานกับคู่หมั้นสาวคนเก่งแถมสวยน่ารักที่อยู่กันคนละฝั่งประเทศ

    ครูๆ และเพื่อนๆ ค่อยคลายกังวลลงมาอีกหน่อย  มีคู่เสียทีจะได้ไม่ต้องครียดบ่อยนัก จะได้อยู่อย่างสนุกสบายอย่างชาวบ้านเสียที

    ในฐานะที่เป็นนักเรียนที่สู้ไม่ถอย  บรรดาครูเลยมอบของขวัญที่ประสบความสำเร็จทั้งการเรียนและความรักเป็น ตําราทําอาหารไทยสําหรับชีวิตคู่ และดินสอกล่องใหญ่เป็นที่ระลึก

     หลังเรียนจบ สอบเสร็จ ก่อนวันรับประกาศนียบัตร  มาร์คมาหาครูเพื่อขอบคุณครูทุกคนเป็นการส่วนตัว พร้อมพูดภาษาไทย

    “ผมเอาของแข็งมาให้ครู” มาร์คบอก  ขณะเดินเข้ามาห้องทำงานครู ในมือถือถุงบรรจุของของขวัญเป็นถ้วยกาแฟสลักชื่อครู นี่เป็นความน่ารักและช่างคิด ช่างวางแผนของมาร์ค

    ครูอดยิ้มไม่ได้ ทั้งด้วยมารยาท ชื่นใจดีใจ ทั้งเข้าใจดีว่า ของแข็งที่มาร์คเอามานั่น ที่แท้ก็คือ ของขวัญ

    ในการ์ดที่ติดมากับของแข็งนั้น มาร์คเขียนเป็นภาษาไทยด้วยลายมือสวยอย่างบรรจง น่าซาบซึ้ง อ่านแล้วได้ความว่า เพราะความช่วยเหลือของคุณครูแท้ทีเดียวที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จในการเรียนและการสอบ  

   ในการ์ดนั้นมาร์คเขียนว่า

    “ . . . เพราะความซวยของครู ผมทำสำเร็จ




                                              👥👥👥

Monday, March 16, 2026

07. สอนภาษาไทยฝรั่ง: เรื่องของตัวสะกด

  7. เรื่องของตัวสะกด




      เวลานักเรียนฝรั่งเรียนภาษาไทย นอกจากจะมีปัญหาเรื่องการออกเสียงสูงเสียงเสียงต่ำ เสียงสระและพยัญชนะบางตัวแล้ว อีกเรื่องที่นักเรียนบ่นกันนักหนาคือ ตัวสะกด  

ทำไมภาษาไทยมันสะกดยากยังงี้ คงจะสุขใจที่ทรมานนักเรียนต่างภาษาล่ะสิ?

 เจ้าตัว ท. ดูสะท้อนเมืองไทย คือ มีแค่ ท.ทหารก็พอแล้ว ไม่ต้องมี ฒ. ธ. ฑ. ให้รกหูรกตา

ส. นี่เหมือนกัน เอาแค่ เสือ หรือ ทหารเสือคงพอ ไม่ต้องมี ศ. ศาล หรือ ษ. ภาษีให้ยุ่งยาก

แถมบางครั้ง พอเขียน อ้าว ใส่การันต์ฆ่าซะ ไม่ให้ออกเสียงเสียดื้อๆ ไม่ออกเสียงแล้วใส่ไปทำไมให้เสียเวลา เสียเส้นคนเรียน

บางเรื่องที่พออธิบายได้อย่างสั้นก็อธิบายไป

เรื่องประวัติภาษาไทยนี้ดีอย่าง จะยืมชาวบ้านก็ต้องบ่งว่า ยืมเขา ทั้งๆที่คำว่า ยืมนี้แสดงว่าต้องคืน แต่การยืมคำมานี่เหมือน ขโมย ดีๆนี่เอง เลยต้องเปลี่ยนอย่างแผ่วเรียกอย่างสุภาพว่า รับมา เข้าทำนองอะไรที่ดีงาม ขอรับส่วนบุญ หรือจะว่าให่้สวยหรูตามที่กล่าวๆกันมาว่า "การเลียนแบบ แสดงถึงการสรรเสริญเยินยอด้วยน้ำใสใจจริง" หรือ "Imitation is the sincerest form of flattery" 

ประวัติคำหรือภาษามีที่มาที่ไปเหมือนคนนั่นแหละ ส่วนเรื่องสะกดนั้น เปลี่ยนยากเพราะความเคยชิน และความหมายที่ติดอยู่

ภาษาอังกฤษ เป็นตัวอย่างใช้เปรียบเทียบให้เห็นได้อย่างดีที่สุด

ทีคำ knight ที่แปลว่า อัศวิน ไหงไปใส่ตัว เค. ไว้ข้างหน้า และคำว่า night  ที่แปลว่า กลางคืน ทำไมต้องมีตัว จี. ตัว เอช. ด้วย แล้วทำไมคำว่า soldier ที่แปลว่า ทหาร ทำไมไม่สะกดให้ตรงกับคำอ่านจริงๆ 

 ฉันใดฉันนั้น

 ที่จริงแกล้งย้อนไปยังงั้นแหละ ทุกคำที่ยกมานี่ มีคำอธิบายตามประวัติภาษาทั้งนั้น

 ไปๆมาๆ  ครูขอตกคูดีฝ่า สรุปเอาง่ายๆ คือ ต้องยอมรับ  มันเป็นของมันยังงี้ นักเรียนมาเรียนภาษาเพื่อพูด อ่าน เขียน ไม่ใช่เรียนประวัติภาษาเพื่อสนองความอยากรู้

ส่วนใหญ่ยอมรับกันดี บางคนแนะนำต่อว่าให้กษัตริย์หรืออผู้นำเข้มแข็งของเมืองไทย เจ้าแห่งการรัฐประหาร น่าจะออกคำสั่งให้ภาษาไทยใช้วิธีสะกดง่ายๆหน่อย จะได้เป็นตัวอย่างของความพอเพียง 

 ครูเลยต้องยกเรื่องจริงขึ้นมาอ้าง

เคยมีผู้นำไทยที่ทั้งเป็นกษัตริย์และจอมพล เคยออกคำสั่งให้เปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตัวสะกด หรือ คำที่ใช้

เลยมีการทำตามพอกล้อมแกล้มแถมแอบการะทบกระเทียบใส่พอหอมปากเหม็นคอ ทว่า ปลี่ยนผู้นำปั๊บ ตัวสะกดก็เปลี่ยนกลับทันทีเช่นกระดี่ได้น้ำ

เรื่องเปลี่ยนตัวสะกด ไม่ได้เหมือนเปลี่ยนรัฐบาลไทยหรือเปลี่ยนเมียนี่ เปลี่ยนได้ง่ายๆเสียเมื่อไร? นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ผู้สั่งจะถูกกระแนะกระแหนไม่หยุดไม่หย่อน

เรื่องตัวสะกดนี่ ไพร่ฟ้าประชาชนเป็นใหญ่เสมอ

โดยทั่วไป คนต่างชาติที่เรียนๆภาษาไทยกัน มักจะเน้นการพูด ผู้ที่เอาจริงเรียนเรื่องการอ่าน การเขียน ต้องใช้ความพยายามกันเป็นพิเศษ  เรื่องตัวสะกดภาษาไทยนี่ น่าเห็นใจอยู่ แต่ต้องคอยปลอบ นี่นับว่าโชคดีนะ สะกดอย่างไรก็อย่างนั้น ไม่ต้องคอยเปลี่ยนไปตามเพศ พจน์ กาล การก อะไรให้รุงรัง   

 ถึงกระนั้น นักเรียนมักเผลอบ่อยๆ แม้แต่ชื่อตัวเอง

 เช่น อุตส่าห์ ชื่อไพเราะว่า เมขลา แต่กลับเขียน เป็นเมขาลา

 ชื่อเล่นว่า ช้าง ก็เขียนเป็น ช่าง

อีกคนที่ชอบเปลี่ยนบ่อยๆคือยอดชายนาย จระเข้  รายนี้ เรื่องตัวสะกดไม่ค่อยแม่น หรือที่พูดกันว่า ไม่แข็งแรง ตามภาษาทิงลิช (ไทย อังกฤษ) เวลาสะกดแต่ละครั้ง  เห็นมาแปลกๆ ไม่ซ้ำกัน จาระเข  จาเรเค  จรคัย  จาวรเคย  ครั้งล่าสุด สะกดว่า จารเคย  ครูเลยรีบสะกดให้ดูใหม่ ก่อนที่ภาษาจะถูกทำลายไปมากกว่านี้

เรื่องสระเสียงสั้น เสียงยาว เป็นอีกเรื่องที่นักเรียนงงกันมาก เพราะ ครูสอนๆกันไปว่า สระไทยมีเสียงสั้นเสียงยาว

เคยมีนักเรียนช่างสังเกต แย้งว่า ไม่จริง ภาษาไทยนี่ มีสระเสียงสั้น เสียงยาว  และเสียง ย้าวยาว ว่าแล้ว นักเรียนก็ยกตัวอย่างให้ฟัง

มีสระเสียงสั้น อย่าง เช่น   อะ   อิ   อุ  เอะ  โอะ ฯลฯ  มีบางทีมีเสียงยาวและย้าวยาวเช่น เขา-ขาว และ ไข-ขาย

 แถมเวลาออกเสียงเป็นประโยค แยกไม่ค่อยจะออกเลย บทฟังที่ได้ยิน เขาหรือขาว เข่าหรือข่าว เข้าหรือข้าว กันแน่ เขียนว่า น้ำ ไหง ออกเสียงว่า น้าม  

อืมม์ . . . จริงแฮะ  แม้เรื่องนี้มีคำอธิบายตามหลักภาษาศาสตร์ แต่ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาสาธยาย เพราะที่สถาบันแห่งนี้ เน้นเรื่องเรียนภาษาเพื่อใช้งาน ไม่ต้องเข้าใจอะไรให้ลึกซึ้ง หรือปวดหัวเล่น  

พอให้ลองถอดเสียงจากภาษาอังกฤษเขียนเป็นภาษาไทย ตัวสะกดจึงออกมาดูไม่ค่อยจะคุ้นสายตาครูซึ่งเคยชินกับการเขียนที่เป็นมาตรฐานไปแล้ว อย่างเช่นชื่อรัฐเป็นภาษาไทย ทีเคยเห็นว่า ฮาวาย  นักเรียนจะเขียนเป็น หะไวอิ  แคลิฟอร์เนีย เป็น แขะลิโฟอร์นีอา โอไฮโอ เป็น โอะไหโอะ และ โคโลราโด เป็นโขะโละระโดะ แทน โคโลราโด อะไรทำนองนั้น จะว่าไป พอออกเสียงจริงๆตามที่สะกดมา . . . เจ๋ง เพราะใกล้เคียงการออกเสียงตามเจ้าของภาษา นี่แสดงว่า นักเรียนเริ่มเขียนเป็นกันแล้ว เลยถือว่า ตราบใด ที่สะกดเข้าเค้า อ่านออกพอเข้าใจ และไม่เปลี่ยนความหมายมาก นับว่าสุดยอดแล้ว เรื่อง อื่นๆค่อยๆบอกหรือแก้กันไป

 ทีนี้พอมาเรียนใส่รูปวรรณยุกต์ มีไม้เอก ไม้โท ไม้ตรี ไม้จัตวา ชักจะยุ่งแล้วล่ะซี สงสัยต้องจำเป็นคำๆไปแล้ว เรื่องใส่รูปอะไร กับคำไหน ต้องใช้กฎเดา เจ้าไม้ตรี ไม้จัตวานี้ มาทีหลัง ไม่ได้เป็นเสียงจริงจังหรือเป็นตัวสำคัญเท่าไรนัก หากจะให้ใส่ไม้อะไรให้ถูกเสียง หลับหูหลับตาใส่ไม่ไม้เอกหรือไม้โทไว้ก่อน ถูกเสียแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว

นักเรียนชั้นหนึ่ง ฟ้าหรือดินบันดาลหรือยังไงไม่ทราบ มีนามสกุลเป็นภาษาอังกฤษที่ตรงกับคำว่าสี เสียสามสี คือสีเขียว สีขาวและสีเทา หรือ กรีน ไวท์ และ เกรย์   

นักเรียนชั้นนี้ เรียนเรื่องอักษรสามหมู่ ประสมสระเสียงสั้น เสียงยาว ผ่านไปสี่ห้าอาทิตย์แล้ว และเพิ่งเรียนรูปและเสียงวรรณยุกต์จบไปหยกๆ  ต่างเขียนชื่อตัวเองเป็นภาษาไทยอย่างดิบดีดังที่เห็นได้จากการบ้านส่งครู ตอนนี้เริ่มสนุกกับการลองของ ลองเขียนนามสกุลของตนเป็นภาษาไทย แถมแปลคว่ามหมายมาให้อย่างเสร็จศัพท์ ประรูปวรรณยุกต์กันยกใหญ่  ครูบอกเองนี่นะ หากจะเดา ให้ประไม้เอก หรือไม้โทไว้ก่อน

 กรีน เลยเขียนออกมาเป็น ซี้เขียว

 ไวท์ เขียนเป็น สี่เขา

 และ เกรย์ เขียนเป็น สี่เท้า

         น่าสนุก นักเรียนห้องนี้ มีทั้งสี่เขา สี่เท้า 


อันที่จริง เรื่องเนื้อหาบทเรียนภาษาไทยนี้ นักเรียนเรียนรู้หมดเรื่องระบบการเขียน การอ่าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอักษรสามหมู่ ตัวไหนเป็นอักษรสูง กลาง ต่ำ ตัวพยัญชนะตัวไหนแทนเสียงอะไร ทั้งตัวนำ ตัวสะกดหรือควบกล้ำ หรือ สระสั้น สระยาวตัวไหน  คำเป็น คำตาย รวมทั้ง เสียงอะไรที่ต้องลดรูป เปลี่ยนรูป มี อ. นำ หรือ ห. นำต้องออกเสียงยังไง

นอกจากนั้น นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องการใช้สรรพนามต่างๆ  คนไทยมักจะใช้คำนับญาติมาเป็นสรรพนามใช้เรียกหรือพูดถึง หากเริ่มคุ้นเคยแต่ไม่มีชื่อเล่นให้เรียก ไม่ต้องเรียกชื่อเต็มก็ได้ เพียงตัดชื่อพยางค์เดียวใช้เป็นชื่อเล่นอย่างที่คนไทยชอบเรียกกัน

เช่น คุณรัชนู อาจเรียกว่าคุณ นู แทน

ครูประจำชั้นเป็นครูที่สอนชั่วโมงแรก และชั่วโมงสุดท้ายของวัน หรือไม่ก็สอนชั้นนั้นมากกว่าครูคนอื่น และเป็นผู้ดูแลติดตามผลการเรียนทุกข์สุขของนักเรียนอย่างใกล้ชิด 

ไม่ทราบว่านักเรียนชั้นคุณรัชนูอยากแสดงความสามารถหรือเบื่อคำทักทายซ้ำๆทุกวัน เลยจัดการเขียนบนกระดานแทน แต่ เอ. . . จะใช้คำสรรพนามเรียกคุณนูอะไรดีหนอ? ใช้ป้า ใช้น้า ดูกระไรอยู่ เลือก พี่  ดีกว่า

บนกระดานชั้นคุณรัชนูจึงมีคำทักทายครูประจำชั้นที่นักเรียนบรรจงเขียนไว้

    เมื่อตอนที่นักเรียนชั้นของครูรัชนูใกล้จะเรียนจบ มีพรายมากระซิบว่าวันศุกร์ที่จะถึงนั้นเป็นวันคล้ายวันเกิดของครู จะครบกี่ปี ไม่ต้องไปสนใจ เรื่องสำคัญ นักเรียนจะได้เบรคเรื่องเรียนหน่อย ถึงเย็นวันศุกร์ ทีไร หมดแรงทุกที ไหนๆก็เรียนมาเต็มวัน อาทิตย์ละห้าวัน ต้องหาเรื่องสนุกๆทำ เท่าที่แล้วๆมา ครูรัชนีเป็นครูที่เอาใจใส่ดูแลนักเรียนเหมือนลูก ถึงวันเกิดใครที นักเรียนได้กินเค้กทุกที คราวนี้ ถึงตานักเรียนที่จะได้เซอร์ไพรซ์ครูประจำชั้นให้หวีดว้ายเล่นบ้าง

 พอได้ฤกษ์ หัวหน้านักเรียนจึงมาเชิญครูรัชนูไปที่ชั้นเรียนเพื่อร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ เป่าเค้ก

ที่กระดานนั้น นักเรียนอุตส่าห์บรรจงเขียนคำอวยพรวันเกิดเป็นภาษาไทย

    แล้วจะไม่ให้พี่ผีหนูซาบซึ้งใจได้อย่างไร

01. สอนภาษาไทยฝรั่ง: อารัมภบท

 เรื่องนี้ เขียนจากประสบการณ์บางส่วนของการทำงานช่วงปี 2535 – 2552 เหตุการณ์ ภูมิหลังจึงสะท้อนความเป็นไป ณ ช่วงเวลานั้น

ภาพประกอบ เป็นภาพถ่ายและภาพ AI


  
1. อารัมภบท

 
    ดูเหมือนจะเป็นเชคสเปียร์ที่เคยกล่าวทำนองว่า คนที่ทำเป็นทำ คนที่ทำไม่เป็นสอน  พอลองมาย้อนดูตัวเอง คงเข้าข่ายประเภทหลัง คือ ทำอะไรไม่เป็น ก็เลยต้องหันไปสอนแทน หากินกับของเก่าว่ายังงั้นเถอะ คือไปเป็นครูภาษาไทยสอนให้ฝรั่งต่างชาติที่เมืองมะริกา
                              
     เชคสเปียร์
 
    เมื่อบอกให้ใครต่อใครทราบ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แหม น่าอิจฉา คนอะไรโชคดีจัง  ได้งานอะไรที่ง่ายแสนง่าย ก็เขาจ้างให้ไปพูดภาษาที่พูดมาแต่อ้อนแต่ออก  



 
    ความจริงเรื่องการสอนภาษาไทยให้นักศึกษาต่างชาตินี้   อาจารย์ดร. นิตยา กาญจนะวรรณ ได้จำเรียงจาระไนยไว้อย่างละเอียดในนิตยสารสารคดีเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2539 ท่านได้เล่าตามประสบการณ์การสอนของท่านเองทั้งในและต่างประเทศ  และตามที่ได้มาจากการได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอาจารย์ผู้สอนคนอื่นๆ ทั้งในเอเซียและสหรัฐฯ  
 
    คุณสมบัติที่ท่านกล่าวถึง สรุปได้ง่ายๆ คือ
 
    ประการแรก ต้องรู้ภาษาไทยดี หากจะเคยค้นคว้า วิจัยทางด้านภาษามาก่อนและมีประสบการณ์ในการสอนโดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษาต่างชาติยิ่งดี  ที่สำคัญ ต้องเป็นผู้พูดภาษาไทยมาตรฐานด้วยสำเนียงชัดเจน  
 
    ประการที่สอง ต้องมีมนุษยสัมพันธ์ สามารถสื่อกับผู้เรียน ผู้ร่วมงานได้ นั่นหมายถึงว่าผู้สอนอาจจะต้องพูดภาษาของประเทศที่ไปสอนได้ หรืออย่างน้อยก็เป็นภาษากลางที่ใช้กันแพร่หลาย ซึ่งก็คือภาษาอังกฤษ เพราะการสอนภาษาที่กล่าวถึงเป็นการสอนผู้ใหญ่ วิธีเรียนแตกต่างจากเด็กๆ ต้องมีหลักเหตุผลพอสมควรและสื่อสารจุดนี้ได้ ประการที่สาม คือ ต้องมีโลกทัศน์กว้างไกล  
 
    ประการที่สี่ คือ มีวัฒนธรรมการเข้าสังคมสากล และมีวินัยในการทำงาน
 
    เอาคำแนะนำมาไตร่ตรอง และทดสอบกับตัวเอง แต่ก็นั่นแหละ เรื่องอย่างนี้ ทดสอบตัวเองก็รังแต่เข้าข้างตัวเองอยู่ร่ำไป ถึงจะพยายามทำใจให้เป็นกลางอย่างไรก็เถอะ ส่วนลึกๆในใจคอยปลอบตัวเองว่า สู้ตาย ไม่ไหวก็ต้องไหวน่า
 
    ขอข้ามไปพิจารณาคุณสมบัติที่สองคือเรื่อง มนุษยสัมพันธ์   คิดเแล้วก็ฮึดว่า ได้น่า เพราะเท่าที่เคยทำงานมา อาจจะโชคดีหรือยังไงไม่ทราบ เจอเพื่อนร่วมงานมืออาชีพ  เลยไม่ปรากฎว่าจะเข้ากับใครไม่ได้ หรือทำใครต่อใครเอือมระอา  หลายคนบอกว่าเป็นเพราะ เนี่ยเป็นเพราะไม่ได้อยู่ด้วยกันนาน  ไม่งั้นจะเห็นไส้กี่ขดของเพื่อนร่วมงาน เออ น่ะ  เราเองก็แค่คนเดินดินกินข้าวแกงธรรมดา ไม่ใช่จะวิเศษวิโสมาจากไหน  เอาใจเขามาใส่ใจเราเสียหน่อย  คนเรามีข้อดีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น  ละวางอัตตาเสียหน่อย พยายามทำใจยอมรับว่า คนไม่เหมือนกัน เราเองยังเปลี่ยนนิสัยตัวเองไม่ค่อยจะได้ แล้วนับประสาจะไปเปลี่ยนนิสัยคนอื่น ส่วนเจ้านิสัย ขี้หมั่นไส้  ขี้รำคาญ ปากร้ายที่ติดตัวนั่น นับตั้งแต่กัลยณมิตรเห็นจุดบกพร่องข้อนี้  ให้คาถาเรื่องปากไว้ไว้ให้ท่องเป็นประจำ คือ หากจะพูด ต้องพูดดี พูดเพราะและพูดแล้วมีประโยชน์  ก็เลยทำให้เพลาๆลงได้บ้าง และหวังว่า คงช่วยให้รอดพ้นจากความเป็นปลาหมอที่ต้องตายเพราะปาก เรื่องสื่อสารกับผู้เรียน ก็ทำได้พอเป็นกระษัย หากพูดภาษาเก่งเป็นไฟแล้ว ประเดี๋ยวจะกดกลั้นไม่ไหวไปพ่นภาษาอังกฤษใส่นักเรียน  นักเรียนเข้าใจดีหรอก ทว่า นักเรียนเสียโอกาสที่จะได้ฝึกฟัง ฝึกพูด ฝึกเดาเท่าที่ควร  เรื่องการสอนภาษาเรียนที่เราพูดมาแต่อ้อนแต่ออกดูจะง่าย แต่ถ้าโดนคำถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ คงจะต้องอึ้งไปเหมือนกัน เคยคิดเสียที่ไหน ขนาดอยู่กับเด็กๆ โดนถามโน่น ถามนี่ว่า ทำไม แทบจนมุมแต่ยังหาทางออกพอได้ แล้วนี่ ต้องสอนผู้ใหญ่ ต้องใช้คำอธิบายที่มีเหตุผลพอสมควร ไวยากรณ์หรือหลักภาษาไทยที่เคยร่ำเรียนมานี่ คนละเรื่องกันจริงๆ แต่เรื่องนี้ เห็นจะค่อยเรียนค่อยรู้ ปรับปรุงตัวเองไปเรื่อยๆ
 
    คุณสมบัติประการที่สาม เรื่องโลกทัศน์นั้น คิดอย่างเข้าข้างตัวเองว่า เท่าที่ผ่านมาด้พบเห็นชีวิต หลากหลายสังคมได้รับฟังรับรู้ ซึมซับมาไม่น้อยโลกทัศน์คงจะพลอยขยายตามหรอกน่า  แต่ต้องคอยหมั่นเตือนตัวเองอยู่บ่อยๆว่า อย่าทำตัวเป็น กบในกะลา’ ก็แล้วกัน
 
    ส่วนเรื่องคุณสมบัติประการที่สี่ ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมสากล เรื่องวินัยการทำงาน ก็บอกตัวเองว่า คงไหวน่า อยู่เมืองนอกเมืองนามาหลายปี รู้ซึ้งถึงวัฒนธรรมและวินัยการทำงานพอสมควร แถมตัวเองออกจะบ้างานหน่อยๆด้วยซ้ำ เรื่องทำงานแบบเช้าชาม เย็นชามหรือคอยพินอบพิเทาเลียก้นเจ้านายไปวันๆไม่มีแบบนั้นแน่
 
    ย้อนกลับไปพิจารณาคุณสมบัติประการแรก เรื่องความชำนาญภาษาที่จะสอน  ก็พอมีอยู่น่ะ เพราะเคยเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มาด้วยความสนใจ  ทั้งได้ค้นคว้าภาษารวมทั้งรากเหง้าของภาษามาบ้าง สำหรับการพูดออกเสียงภาษา เอาละ คิดว่า พอใช้ได้ แม้สำเนียงภาษามาตรฐานแบบกรุงเทพฯ ออกจะแข็งๆอยู่บ้าง เนื่องจากมิได้มีถิ่นฐานบ้านเกิดมาจากเมืองหลวง เคยถูกล้ออย่างเอ็นดูบ้าง อย่างใจแคบแกมเย้ยหยันบ้าง หยัย แต่หาได้ถือสาไม่ เพราะคิดว่า ตนได้เปรียบตรงที่ว่าพูดชัด ไม่กลืนคำตามแบบสำเนียงชาวเมืองกรุงโดยทั่วไป แถมเสียง ร เรือ และควบกล้ำ ยังออกได้มิหดหาย เรื่องนี้ต้องยกประโยชน์ให้ครูภาษาไทยที่คอยจ้ำจี้จ้ำไชมาแต่ไหนแต่ไร ทั้งเรื่องการเรียนการสอน ก็ได้เรียนเรื่องภาษามา ทั้งเคยเป็นครู แม้สอนภาษาอื่นมาก็ตาม ก็คงจะประยุกต์วิธีใช้กันได้  
 
    สำเนียงส่อภาษานั้นจริงแสนจริง แต่ละภาคแต่ละถิ่น มีสำเนียง คำศัพท์ของตนเอง แสนจะน่าฟัง เราๆ อาจจะบอกได้ว่า คนโน้น คนนี้ พูดภาษากลางต่างจังหวัด เว้าลาว อู้ก๋ำเมืองหรือแหลงใต้ คนที่คุ้นเคยและหูดีก็เหมือนกับนักภาษาศาตร์หรือนักสัทศาตร์ ที่สามารถแยกแยะย่อย บ่งได้เลยว่า ผู้พูดคนนี้พูดภาษาเมืองกาญจน์ คนนั้นสำเนียงสุพรรณ  แล้วโน่นอู้คำเมืองแบบเจียงฮาย โน่น เว้าอิสานโคราช นะ แล้วโน่น แหลงใต้แบบเมืองคอนหรือนครศรีธรรมราชนะ ไม่ใช่ใต้แบบตานีหรือปัตตานี หรือเจ๊ะเห ตากใบ ไปนู่น 
 
    เวลาเรียนภาษาหนึ่ง ภาษาแรกจะเข้าไปมีอิทธิพลอย่างช่วยไม่ได้   เวลาพูดก็เหมือนกัน  คนฟังพอจะฟังรู้ว่า อาบังนี้พูดอังกฤษเสียงแขก  สาวนี้พูดเยอรมันเสียงไทย  แม้แต่ในเมืองไทยนี่  คนที่มีหูทิพย์ เช่นนักพากย์ตัวยงในอดีตอย่างเเสน่ห์ โกมารชุน สามารถแยกแยะ และเลียนเสียงได้ย่อยลงไปว่า นี่ คนจีนพูดไทยตามสำเนียงแต้จิ๋วนะ นั่นสำเนียงจีนไหหลำ และอย่างนี้ พูดไทยสำเนียงกวางตุ้งนะ ดาราหนังฝรั่ง อย่าง เมอริล สตรีฟ นอกจากแสดงเก่งแล้ว ยังสามารถพูดอังกฤษสำเนียงต่างๆได้สมบทบาท ไม่ว่าจะสำเนียงอังกฤษแบบโปลิช หรือเดนิช
 
    คนที่พูดภาษาไทยพื้นถิ่นเป็นภาษาแรก ส่วนใหญ่ พอพูดไทยเมืองหลวง  ภาษาแรกก็เลยติดไป และอาจจะพลอยฟ้าพลอยฝนไปถึงภาษาต่างประเทศอื่นๆไปด้วย ตัวอย่าง เช่น เสียง ห หีบ ของชาวเหนือหรือชาวอิสานซึ่งเป็นเสียงนาสิกหรือขึ้นจมูก เวลาพูดไทยราชการ ก็ยังคงขึ้นจมูก และพอพูดอังกฤษก็ยังคงไม่หาย ส่วนเสียงพื้นถิ่นใต้ ที่มักจะพูดเสียง เสียง ง งู  เป็นเสียง ฮ นกฮูก เสียงฟ ฟัน  เป็นเสียงควบ คว หรือ จึงไม่แปลกที่จะได้ยินว่า  ฮานผมไม่เสร็จ เพราะ เมื่อคืน ไควคว้าดับ
 
    พอไปเรียนภาษาอังกฤษ อะไรที่ออกเสียงเจ้าตัว เอฟ ก็เผลอเป็นตัวควบกล้ำ คว อยู่ร่ำไป
 
    เรื่องนี้นเคยประสบเองเมื่อคราวเรียนภาษาอังกฤษ คุณครูให้หัดท่องจำทักทายเมื่อถึงชั่วโมง

พอครูทัก กู๊ดมอนิ่ง เฮาอายู

นักเรียนต่างก็ตอบว่า ไอ แอม ควาย กันเป็นแถวๆ
 
    สำหรับภาษาไทยนั้น ถือกันว่า ภาษากรุงเทพฯ เป็นภาษามาตรฐาน ใครกำหนดไว้มาตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ ละก็ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลก เนื่องจากเมืองหลวงเป็นศูนย์กลางราชการและธุรกิจทุกอย่าง  อันที่จริงแล้ว ภาษาไทยเสียงสูงเสียงต่ำแบบกรุงเทพฯ นี่ ออกจะมีวิวัฒนาการทางเสียงนอกรูปนอกรอยผิดเพี้ยนภาษาไทยพื้นถิ่นอื่น ซ้ำเเสียงวรรณยุกต์เล่า ก็หลากหลายกว่าเข้าใจว่าเป็นเพราะอิทธิพลภาษาจีน ฉะนั้นเวลาเรียนภาษาต่างประเทศเช่นภาษาอังกฤษ  คนไทยที่พูดสำเนียงคนเมืองหลวงหลายคนเลยติดใส่เสียงวรรณยุกต์ไปด้วย จึงพูดอังกฤษออกมาเป็นสำเนียงไทยๆ
 
    ความจริงการที่มีสำเนียงภาษาแรกติดเวลาพูดภาษาที่สองนั้น ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยกล่าวไว้ว่าไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย เรื่องนี้เห็นด้วยอยู่เช่นกัน แถมเป็น       เอกลักษณเสียด้วยซ้ำ แตหลายคนไม่เห็นอย่างนั้น หากมีกำลังทรัพย์จึงส่งลูกหลานไปเมืองนอกเมืองนาตั้งแต่เล็กๆ จะได้พูดอังกฤษเก่งๆไม่ติดสำเนียงไทย   ผลที่ออกมาก็แตกต่างกันไป ไม่ดีทั้งสองภาษาบ้าง พูดอังกฤษแลบเป็นไฟบ้าง แต่พูดภาษาไทยไม่ได้เรื่อง หรือไม่ก็พูดไทยคำอังกฤษคำแล้วแต่จะนึกออกคำไหน ถ้าไม่เช่นนั้นก็กลายเป็นพหูสูตทั้งสองภาษาไปเลย  
 
    เท่าที่สังเกต  ผู้ที่พูดภาษาแม่ชัด จะพลอยพูดภาษาอื่นชัดไปด้วย หากจะเริ่ม ต้องเริ่มฝึกกันตั้งแต่เด็กๆเลย ยังไม่ต้องรีบไปยัดเยียดคำศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นคำๆหรอก
 
    ถ้าพูดผสมไปหมด ไม่มี ร เรือ หรือควบกล้ำเวลาที่พึงมีเวลาพูดภาษาไทยแล้ว ความหวังที่จะพูดภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศอื่นๆให้เป็นเรื่องเป็นราวเห็นจะางเลือนเต็มที







👥👥👥