7. มาร์คผู้บากบั่น
การเรียนภาษาอาจจะง่ายสำหรับบางคน แต่สำหรับหลายคนไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเลย
การคัดเลือกนักเรียนมาเรียนแต่ภาษาที่มีอยู่ ๒๐ กว่าภาษานั้นขึ้นอยู่กับความต้องการเจ้าสังกัด ยังมีการทดสอบทักษะทางภาษาด้วยโดยเฉพาะทหารใหม่ คนที่คะแนนสูงๆ ก็ให้ไปเรียนภาษาที่ถือว่ายากมาก ยากปานกลาง ยากน้อยตามลำดับสำหรับคนอเมริกันที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก
ตามหลักการการเรียนภาษาที่สอง หรือที่เท่าไรก็นั้น จะยากหรือง่ายขึ้นอยู่กับว่าภาษาแม่กับภาษาที่เรียนนั้นแตกต่างกันขนาดไหน ด้านเสียง ไวยากรณ์ โครงสร้างรูปแบบประโยค รวมไปจนถึงเชิงสังคมวัฒนธรรมและระบบการเขียน ที่สหรัฐฯใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่เป็นตัวเปรียบเทียบเพราะถือว่าส่วนใหญ่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่หรือภาษาแรก
ดังนั้น หน่วยราชการและสถาบันการสอนภาษาต่างประเทศในสหรัฐฯจึงมีการจัดระดับความยากง่ายของภาษาเป็นระดับหนึ่ง สอง สาม ถึงสี่ของชาวอเมริกันที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก การจัดระดับอาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย สำหรับสถาบันสอนภาษาต่างประเทศของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ จัดระดับดังนี้
ระดับหนึ่ง เช่น ภาษาเดนิช ดัชท์ ฝรั่งเศส อิตาเลียน นอรวีเจียน สเปน สวาฮีลี (ภาษากลางในแอฟริกา) สวีดิช ฯลฯ
ระดับสอง เช่น เยอรมัน รูเมเนียน อินโดเนเซีย (ใช้อักษรโรมัน) ฯลฯ
ระดับสาม มีภาษาแอลเบเนียน บุลแกเรียน พม่า เขมร เช็ค ฟินนิช กรีก ฮิบรู ฮังแกเรียน ฟาร์ซี-เปอร์เซียน โปลิช รัสเซีย เซอร์โบโครเอเบียน เวียดนาม ตากาล็อคหรือ ฟิลิปปินโน เตอร์กี ฯลฯ ภาษาไทยเราอยู่ในกลุ่มนี้
ระดับสี่ มีภาษา เกาหลี จีน ญี่ปุ่น และอาหรับ
ภาษาแต่ละระดับ มีหลักสูตรเรียนสั้นยาวตามความยากง่าย ถึงจะได้ผลตามระดับเกณฑ์ที่กำหนดไว้
หลักสูตรที่นี่เป็นหลักสูตรเข้มข้น เรียนอาทิตย์ละห้าวัน วันละห้าหกชั่วโมง การสอบมีบ่อย ถ้าตก มีการคาดโทษ หากตกแล้วตกอีก อาจต้องออก บางครั้ง อาจมีผลต้องหน้าที่การงานด้วย แต่หากสอบได้ผ่านทักษะการฟัง การอ่าน การพูด ก็จะได้เบี้ยเลี้ยงเพิ่มอย่างงดงามทุกเดือน นับว่าเป็นสิ่งล่อใจอยู่ไม่ใช่น้อย
ที่จริง การที่จะเรียนให้ถึงขั้นสอบให้ได้ระดับใช้งานได้ สืบเนื่องมาจากเหตุผลหลายประการ นอกจากจะเป็นเรื่องหลักสูตร ความชำนาญของผู้สอนแล้ว ความสามารถทางภาษาของผู้เรียน เป็นเพียงตัวช่วยตัวหนึ่งเท่านั้น แรงจูงใจ ความพากเพียร และวัยก็เป็นตัวแปรที่สำคัญ
เรื่องวัยนั้น อาจได้เปรียบเสียเปรียบตรงที่ว่าลิ้นอ่อน ลิ้นแข็ง อีกทั้วสมองมีเรื่องที่ต้องจดจำมากน้อย วัยยิ่งสูง ที่ว่างๆจะเก็บข้อมูลอื่นๆ ก็ร่อยหรอลงไป แต่อาจได้เปรียบตรงที่ มีประสบการณ์ รู้จักตนเอง และรู้วิธีการเรียนที่ได้ผล ความเป็นผู้ใหญ่ อาจจะสร้างความเข้าใจ หัดมองจากแง่เจ้าของภาษาได้บ้าง ส่วนวัยเยาว์หน่อย นั้นดีตรง ไม่ต้องคิด วิเคราะห์ให้มากความ รับรู้ เลียนและเรียนไปตามธรรมชาติ
ในจำนวนนักเรียนที่มาเรียน ผู้ที่ไม่เคยยอมแพ้ บากบั่นพากเพียรจนทุกคนต้องยกนิ้วเห็นจะเป็นนายทหารเรือนามกรว่า มาร์ค
มาร์คเป็นหนุ่มร่างสูง หน้าตาเป็นพระเอกหนัง วัยสามสิบกลางๆ เดินเหินรวดเร็ว ไม่ใช่ว่าเพราะเบี้ยเลี้ยงที่จะได้ที่จะเป็นจุดใหญ่ที่ทำให้มาร์คต้องบากบั่นอย่างนั้น เรื่องเงินเป็นแค่เพียงผลพลอยได้
ไม่ใช่จะเป็นเพราะว่ามาร์คไม่มีความสามารถ หรือไม่มีหัว เจ้าตัวเรียนจบวิศวกรรมนิวเคลียร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างคอร์แนล
และไม่ใช่ว่ามาร์คเป็นคนไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆ ใครเก่งภาษา แม้ยศน้อย มาร์คก็ยอมรับ ไม่ได้ไปอิจฉาตาร้อนใส่ มิหนำซ้ำ ถือว่าเป็นประทุทำให้ตัวเองพยายามมากขึ้น
ที่เครียดมาก เพราะมาร์คไม่ยอมแพ้ตัวเอง
โถ ก็เรียนมาทางวิศวกรรมนิวเคลียร์ จะมายอมแพ้ภาษาไทยง่ายๆ ได้กระไรเสียศักดิ์ศรีแย่
อุปสรรคใหญ่ของมาร์คคือปัญหาบกพร่องเกี่ยวการฟัง หูไม่ค่อยดีว่ายังงั้นเถอะ สอบฟังทีใด ตกเกือบทุกที เวลาฟัง ได้ยินเป็นคนละเรื่องจากคนอื่นๆไปเลย
การเรียนภาษานี่ ต้องใช้หู บ่อยครั้งที่นักเรียนมีปัญหา คือหูค่อนข้างหนัก หรือประสาทหูถูกทำลายโดยเฉพาะนักเรียนที่เคยเป็นทหารปืนใหญ่ที่ต้องอยู่กับเสียงปืน เสียงระเบิด บางคนแยกฟังเสียงสูงเสียงต่ำไม่ได้เอาเสียเลย ถ้าไม่เชิญออกไปเรียนภาษาอื่น ก็จะพูดภาษาไทยแบบเสียงฝรั่ง ไม่มีเสียงสูงเสียงต่ำ แต่พอเข้าใจได้ในระดับพื้นฐาน จะให้ดีอยู่ในระดับสูงกว่านั้น เป็นไปได้ยาก
มีนักเรียนอยู่คนหนึ่งที่มาเรียน อะไรๆดีอยู่หรอก อ่านได้ เขียนได้ แต่พอสอบฟังแล้ว ตกทุกที ครูช่วยสอนตัวต่อตัวนอกเวลาเน้นการฟัง หาวิธีการสอนร้อยแปดมาลอง แต่ก็ไม่ได้ผล
“ลองไปหาหมอให้ตรวจหูดูซิ” คุณรัชนูแนะนำ ตอนแรกเพื่อนครูที่ได้ยินและไม่ทันรู้ต้นสายปลายเหตุถึงกับผวา เพราะฟังเผินๆเหมือนกับด่าทางอ้อมว่า “เธอนี่หูตึงนะ จะเรียนไหวเหรอ” แต่คุญรัชนูเป็นครูที่ปรึกษารู้จัก ใกล้ชิดนักเรียน แถมเอ็นดูนักเรียนคนนี้
นักเรียนคนนี้ทำตามไปหาหมอตรวจ ได้เรื่องทีเดียว ปรากฏว่ามีปัญหาทางสรีระเกี่ยวกับประสาทหู จริงๆ หมอให้ใช้หูฟัง โอ้โฮ ได้ผล พ่อเจ้าประคุณฟังดีขึ้นหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว
สำหรับมาร์คเป็นปัญหาเรื่องกรรมพันธุ์หรือเปล่ามิได้มีการสืบสาว เพียงแต่ทราบว่า คุณแม่หูหนัก ต้องใช้หูฟัง แต่นั่นแหละ ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกสำหรับผู้สูงอายุ คงไม่ได้มีปัญหาเดียวกัน เพราะตามธรรมดา ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ มาร์คได้ยินอะไรชัดเจนดี เพียงแต่มีปัญหาการฟังภาษาไทยเท่านั้น อาจเป็นเพราะเครียด กังวลโน่น นี่ นั่น หรือไม่ก็เรียนหนักเกินไป ไม่ค่อยได้หัวเราะพูดคุยเรื่องสนุกเฮฮา มัวแต่คอยผวา ตกใจเอาง่ายๆ ทุกอย่างเป็นงานเป็นการไปหมด บางครั้ง เวลาเรียนฝึกฟังในห้อง เพื่อนฟังทีสองทีก็รู้เรื่อง ตอบได้ ปาวๆ แต่มาร์ค จับได้คำสองคำ เนื้อหาจับต้นชนปลายไม่ถูก เลยเครียด เครียดที หักดินสอที แต่ละอาทิตย์ ดินสอหักเฉียดๆโหล
เรื่องพอเครียดแล้วหักดินสอนี่ เพื่อนๆร่วมห้องโดยเฉพาะนักเรียนที่เยาว์กว่า ยศน้อยกว่า รู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย ครูใหม่บางคนผวาเอาเหมือนกัน รู้สึกว่าตัวเองเหมือนดินสอ ครูที่มีประสบการณ์ ออกจะวิตกเรื่องที่มาร์ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ พอเผชิญหน้า คุยกันเรื่องนี้ ก็ปรับความเข้าใจกันได้ และยอมรับ นี่เป็นทางออกของมาร์คเวลาเครียด อุตส่าห์พยายามแล้ว พยายามอีก ยังไม่ได้เรื่อง ทีคนอื่น ต่างตอบกันฉอดๆ มาร์คเลยโมโหตัวเองว่ายังงั้นเถอะ ไม่ใช่แดกดันหรือเคียดแค้นใครหรืออะไรทั้งนั้น
จะเป็นเพราะเรียนหนักไป หรือเพราะหูฟังไม่ค่อยชัด หรือทั้งสองอย่างรวมกัน ทำให้ส่งผลถึงการพูด มีบ่อยๆที่มาร์คสับสนโดยเฉพาะคำที่เสียงใกล้เคียงกัน ซึ่งจะว่ากันไป แสนที่จะเป็นเรื่องธรรมดา
ขนาดคนที่เรียนภาษาอังกฤษมานานยังเคยสับสนอยู่บ่อยๆ ตัวอย่างเช่นคำว่า pubic (ที่แปลว่า หัวหน่าว หรือที่มักออกเสียงว่า หัวเหน่า) กับคำว่า public (ที่แปลว่า สาธารณะ) และคำว่า cucumber (ที่แปลว่า แตงกวา) กับคำว่า concubine (ที่แปลว่า นางสนม เมียเก็บ เมียน้อย เมียลับ) ก็น่าหลงอยู่หรอก แต่ความหมายต่างกันหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว
ตัวอย่างคำที่มาร์คใช้สับสนได้แก่ จราจร จลาจล จระเข้ ฯลฯ
ครูจึงได้ยินมาร์คพูดว่า
“การจัดการจลาจลทางบก”
หรือ “ฝนตกหนัก น้ำท่วม จระเข้แออัดมาก สี่แยกบางแห่งไฟจลาจลดับ และมีจราจรว่ายน้ำหนีออกจากฟาร์ม”
ข้าวโพด พูดหลงเป็น ข้าวผัด
“รัฐอินเดียน่าปลูกข้าวผัดกันมาก . . . ”
แกง เป็น กางเกง
“ผมจะสั่งกางเกงกุ้ง”
ตอนสอบใหญ่ ครูๆอดห่วงไม่ได้ พากันลุ้นเป็นการใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นทักษะฟัง อ่านหรือพูด เพราะมาร์คที่แสนจะบากบั่น ควรจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มกัน มิฉะนั้นจะดูเหมือนว่าชีวิตนี้ไม่มีความยุติธรรมเหลืออยู่เลย
การสอบใหญ่มิใช่เป็นการสอบภายในแผนกที่ครูออกข้อสอบ ให้คะแนนกันเอง การสอบแต่ละเทอมจะค่อยๆเริ่มจากการวัดผลทักษะที่เรียนมาจนถึงการวัดผลระดับทักษะการใช้งานในที่สุด แต่การสอบใหญ่เป็นข้อสอบกลางจากสถาบันฯ เป็นการวัดทักษะการใช้งานตามระดับด้านการอ่าน การฟังและการพูด ไม่ได้ขึ้นกับหลักสูตรที่เรียน ฉะนั้น ไม่ว่าผู้เรียนจะเรียนจากที่ใดมา ผลการสอบที่ได้นี้ถือว่า มาตรฐานรับประกันความสามารถตามระดับนั้นๆได้ การสอบอ่านและฟังเป็นแบบปรนัยล้วนๆ ทีมงานจากแผนกการสอบกลางของสถาบันเป็นผู้ตรวจและให้คะแนน ส่วนการสอบพูด ทีมสอบประกอบกับครูสองคนจากแผนกภาษานั้นๆ ทีมสอบต้องได้รับการฝึกฝนโดยเฉพาะและต้องงผ่านการรับรองอย่างเข้มงวด ทั้งยังมีการตรวจสอบเป็นระยะจากแผนกการสอบกลาง
ผลการสอบ ทางแผนกสอบกลางเป็นผู้ประกาศ ครูและนักเรียนจึงทราบพร้อมๆกัน
ผลสอบปรากฎว่า มาร์คสอบผ่านฉลุยด้านการอ่าน การพูดก็ผ่าน ส่วนทักษะการฟัง ผ่านอย่างเส้นยาแดงผ่าแปด
ทุกคนโล่งใจถอนใจเฮือกใหญ่
ไม่เท่านั้น พอสอบเสร็จ มาร์ค เตรียมสละโสดเป็นเจ้าบ่าวเข้าพิธีแต่งงานกับคู่หมั้นสาวคนเก่งแถมสวยน่ารักที่อยู่กันคนละฝั่งประเทศ
ครูๆ และเพื่อนๆ ค่อยคลายกังวลลงมาอีกหน่อย มีคู่เสียทีจะได้ไม่ต้องครียดบ่อยนัก จะได้อยู่อย่างสนุกสบายอย่างชาวบ้านเสียที
ในฐานะที่เป็นนักเรียนที่สู้ไม่ถอย บรรดาครูเลยมอบของขวัญที่ประสบความสำเร็จทั้งการเรียนและความรักเป็น ตําราทําอาหารไทยสําหรับชีวิตคู่ และดินสอกล่องใหญ่เป็นที่ระลึก
หลังเรียนจบ สอบเสร็จ ก่อนวันรับประกาศนียบัตร มาร์คมาหาครูเพื่อขอบคุณครูทุกคนเป็นการส่วนตัว พร้อมพูดภาษาไทย
“ผมเอาของแข็งมาให้ครู” มาร์คบอก ขณะเดินเข้ามาห้องทำงานครู ในมือถือถุงบรรจุของของขวัญเป็นถ้วยกาแฟสลักชื่อครู นี่เป็นความน่ารักและช่างคิด ช่างวางแผนของมาร์ค
ครูอดยิ้มไม่ได้ ทั้งด้วยมารยาท ชื่นใจดีใจ ทั้งเข้าใจดีว่า ของแข็งที่มาร์คเอามานั่น ที่แท้ก็คือ ของขวัญ
ในการ์ดที่ติดมากับของแข็งนั้น มาร์คเขียนเป็นภาษาไทยด้วยลายมือสวยอย่างบรรจง น่าซาบซึ้ง อ่านแล้วได้ความว่า เพราะความช่วยเหลือของคุณครูแท้ทีเดียวที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จในการเรียนและการสอบ
ในการ์ดนั้นมาร์คเขียนว่า
“ . . . เพราะความซวยของครู ผมทำสำเร็จ”
👥👥👥