Friday, December 26, 2008

2008 Full House for Christmas

We celebrated a simple and relaxing Christmas on December 25 night instead of December 24 as we normally did. Bo flew in from Denver that night. Ash joined us as usual and took Jon and Bin for a walk. Bin prescribed a perfect solution for Hef's health. He just needs to continue.


 







2008 December 18-20: San Francisco and more

Driving Nanna along Highway to San Francisco, Jon showed surf spots along the way. Nanna joined Hef and played tourists for two days, touring the city, Sausalito Marina, Point Ano Nuevo, Natural Bridges, and Santa Cruz on the way back.







 









Monday, December 15, 2008

แด่ ตุ่ม พรพิมล

นึกถึงกัน ฉันท์มิตร เหมือนชิดใกล้

เคยเรียนใต้ ต้นโพธิ์ โอ้โดมสูง

ริมฝั่งชล บนทาง หางนกยูง

เคยจับฝูง จูงมือ ถือตำรา

 เขียนจากใจ ไหลหลั่ง ไว้หลังภาพ

ขอให้ทราบ ตราบอยู่ พึงรู้ว่า

ล่วงเลยปี หาเลือน เพื่อนกันมา

ย้ำวาจา ว่ายังเป็น เช่นก่อนกาล

 ภาพใบหน้า พาย้ำ ความจำเก่า

ยังดูเยาว์ ยิ้มเย้า เศร้าปนหวาน

แฝงรอยคิด จิตฝัน ถึงวันวาน

แม้จะผ่าน นานนัก ปักใจคิด

 ถึงอยู่ห่าง ว่างเว้น ไม่เห็นหน้า

ดุจอยู่คน ละฟากฟ้า อย่าข้องจิต

ยามย่อท้อ ระหว่าง ทางชีวิต

ยังมีมิตร เขียนกลอน ป้อนพลั

Sunday, December 14, 2008

Armours around the world กระทู้รวมภาพชุดเกราะ

Fascinated by costumes in historical movies, Siamese Boy (กุมารสยาม) started his passionate quest for a simple answer--Did Thai warriors actually wear armour in battles? The result is this amazing picture collection and information on armour around the world. At this point (12/14/2008), it is still a work in progress but it is already a recommended topic by Pantip (Library). I won't be surprised if Siamese Boy turns his research into a thesis and/or an awesome book one day.

Not to miss!

And more . . . 


Tuesday, December 9, 2008

ตำนานเทพไวกิ้ง

ชื่อ: ตำนานเทพไวกิ้ง
สำนักพิมพ์: อมรินทร์
โดย: นฤมล เทพไชย
ประเภท : ประวัติศาสตร์/วัฒนธรรม
ISBN : 9789748132365
ปก : ปกอ่อน
จำนวนหน้า : 137 หน้า
ขนาด : 210 x 145 x 10 mm
น้ำหนัก : 240 กรัม 



คำแนะนำหนังสือจากสำนักพิมพ์


ที่ผ่านมาเราไม่ค่อยรับรู้ถึงเรื่องราวของเหล่าปวงเทพแห่งแดนเหนือมากเท่ากับเทพเจ้าของกรีกหรือโรมัน ทั้งที่เรื่องราวมีความสนุกและน่าสนใจไม่แพ้กัน หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเหมือนการเติมเต็มความรู้เรื่องเทววิทยาให้ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำเสนอแบบง่ายๆ จากผู้เขียนที่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวในดินแดนแถบนั้น ทำให้เรามองเห็นถึงความเชื่อมโยงของเทพเจ้าชาวยุโรปได้อย่างเป็นระบบและชัดเจนมากยิ่งขึ้นมากกว่าที่เราเคยพบเจอในภาพยนตร์ หรือในเกมคอมพิวเตอร์ที่โด่งดังไปทั่วโลกในชื่อแร็กนาร็อค
 
'ตำนานเทพไวกิ้ง' จึงเป็นหนังสือที่อ่านสนุก ไม่ว่าจะเป็นการอ่านเพื่อรับรู้ถึงเรื่องราวของปวงเทพแห่งแผ่นดินเหนือ หรืออ่านในรูปแบบของนิทาน

คำแนะนำและความเห็นอื่นๆ

 - " . . . เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบตำนานเทพเจ้าเป็นพิเศษครับ"

- "สำนวนภาษาของผู้เขียนทำความเข้าใจยากมาก ไม่ว่าจะการเว้นวรรค การเชื่อมคำ หรือการเลือกใช้คำ มีหลายครั้งที่สับสน ต้องกลับไปอ่านประโยคเดิมใหม่เพื่อทำความเข้าใจ . . . "

- " . . . พออ่านจบก็อดที่จะสงสัยตามประสาคนใจร้ายไม่ได้ว่า ทำไมและทำไม??? เหล่าเทพเจ้าที่เป็นถึงเทพเหนือสิ่งใดๆ ใยยังคงมีนิสัยเฉกเช่นอย่างมนุษย์อยู่เช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าจากชนชาติใดๆ ก็ตาม (กรีกและโรมัน, อียิปต์, ไวกิ้ง เป็นต้น)  ทั้งนิสัยเจ้าชู้ (มีเมียคนเดียวไม่ได้ ต้องมีหลายคน)  อิจฉาริษยา (ใครเก่งกว่า ใครสวยกว่า ใครหล่อกว่าไม่ได้)  รบราฆ่าฟัน (จนสุดท้ายทำให้เกิดวันสิ้นโลก) เป็นต้น  หรืออาจเป็นเพราะคนแต่งเรื่องเหล่านี้คงคิดว่าไม่ มีใครหรือสิ่งใดที่จะดีบริสุทธิ์หรือชั่วบริสุทธิ์ 100 % ทุกคนล้วนย่อมเป็นสีเทา ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีสีไหนมากกว่ากันระหว่างสีขาวกับสีดำ เหมือนกับจะบอกเป็นนัยๆว่า เทพเจ้าก็คือต้นแบบของมนุษย์นั่นเอง . . . "

 - " . . . เคยสงสัยเหมือนกันค่ะเรื่องที่เทพเจ้ามีนิสัยต่างๆที่ กล่าวมา แต่แล้วก้อมาคิดเอาอ่ะเนอะว่า เทพเจ้าเค้าก้อเหมือนคนเรานี่หละ เพียงแต่ว่ากำเนิดในแบบที่ต่างกันเท่านั้นเอง"

- " . . . ส่วนที่รู้สึกตะขิดตะขวงใจก็คือเหล่าชื่อของเทพเจ้าและอสูรในตำนานเล่มนี้ ทำไม ช่างเป็นชื่อเสียงเรียงนามที่ช่างออกเสียงยากซะเหลือเกิน (อ่านผิดหลายครั้งมาก) อย่างเช่น กุณโลฏ เกร์ฏี สกาฏี ลอฆี ไบรเญ เวาฬี ริณฏ์ ศิญิน เป็นต้น . . . "

- " . . . สิ่งที่ชอบก็คือ ชอบในลักษณะของตำนานที่เค้ามี แต่ว่าไม่ชอบก็คือ การอ่านชื่อของเทพเจ้าเหล่านี้ล่ะค่ะ ยอมรับว่าอ่านออกเสียงยากเย็นดีแท้ๆ หนอ . . . "

- " . . . แต่ว่าไปเด็กสมัยนี้ก็เปลี่ยนชื่อให้อ่านยากเขียนยากเข้าไว้เหมือนกันนะ หรือว่ามันจะกลับไปสู่จุดเริ่มต้น ตามตำนาน ^^"

รอยประทับ ฉบับพิมพ์ครั้งแรก บทวิจารณ์ฉบับเต็ม โดย รศ. ดร.นงนภัส ตาปสนันท์


รอยประทับที่อยู่ในใจ

รองศาสตราจารย์ ดร. นงนภัส ตาปสนันท์

 เหตุมีอยู่ว่า พลิกหนังสือพิมพ์อ่าน เจอประกาศชักชวนให้ส่งนวนิยายเข้าประกวดชิงรางวัลซีไรท์สำหรับปีนี้ ส่งผลให้เกิดคลื่นรบกวนความคิดในสมองที่มีมานานแล้ว จึงอยากเปลี่ยนคลื่นนี้เป็นตัวอักษรเสียที เพราะเคยคุยเคยถามผู้คนในวงวรรณกรรมไทยบางท่าน ที่เกี่ยวข้องกับนวนิยายไทยมากกว่าตัวผู้เขียนว่า เคยอ่านเรื่อง รอยประทับ หรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่เคย...ไม่รู้จักดังนั้น ก็ขอให้ถือว่าเรื่องนี้เป็น คลื่นส่วนตัวที่เพียงแต่อยากแนะนำคนไทยที่ยังชอบอ่านบันเทิงคดีที่มีคุณภาพทั้งภาษา สาระ และแง่คิด ให้อ่านนวนิยายที่ดีมากเล่มหนึ่งในทศวรรษนี้

  ถ้าให้สรุปโดยย่อที่สุดของนวนิยายเรื่อง รอยประทับ ก็อาจจะได้เท่านี้ว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติช่วงหนึ่งของกลุ่มมิชชันนารีฝ่ายโปรเตสแตนต์เพรสไบทีเรียน ที่เข้ามาเผยแพร่คริสต์ศาสนาและสร้างกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ทั้งด้านการแพทย์และการศึกษาแก่ชาวสยาม ตั้งแต่ราวต้นรัชกาลที่ ๕ จนถึงช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แนวเรื่องที่อิงประวัติศาสตร์เช่นนี้ ผู้เขียนคือ นฤมล เทพไชยใช้กลวิธีเช่นไรมาเดินเรื่อง ทำให้ประวัติศาสตร์กลายเป็นนวนิยายที่น่าอ่าน ทำให้เรื่องจริงดูเหมือนเป็นนิยายที่ไกลโพ้น ขณะที่นวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ชนะสิบทิศ, สี่แผ่นดิน, ทวิภพ, รัตนโกสินทร์ หรือ เรือนมยุรา เป็นต้น ต่างก็เป็นเรื่องที่ผู้เขียนสร้างตัวละครจากจินตนาการให้มาโลดแล่นอยู่ในสมัยย้อนยุค จนทำให้ผู้อ่านผู้ชมเคลิบเคลิ้มไปได้เหมือนกัน ว่าชีวิตของตัวละครต่างๆ เหล่านั้นมีตัวตนในยุคนั้นสมัยนั้นจริงๆ เป็นนวนิยายที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ไปได้

รอยประทับ ในใจของผู้อ่านที่ได้จากเรื่องนี้อย่างแรก น่าจะเป็นการตอกย้ำความจริงที่ว่า ชีวิตคือการต่อสู้โดยมีเกร็ดเรื่องจริงในประวัติสยามประเทศช่วงหนึ่งมาให้ผู้อ่านได้ติดตามอย่างเพลิดเพลิน จะเห็นได้ว่าต่างจากแก่นเรื่องนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่มีผู้นิยมส่วนใหญ่ ซึ่งมักใช้แก่นเรื่องประเภท ทวงถามตามหาความรักโดยมีลักษณะของการใช้ มายาเข้ามาทำให้เรื่องตื่นเต้นขึ้น แล้วเรื่องประเภทชีวิตคือการต่อสู้นี้มันจะชวนอ่านได้อย่างไร คงแห้งแล้งรันทดหดหู่ดูไม่น่าอ่านเสียละมากกว่า แต่หาใช่เช่นนั้นไม่ (หากไม่เชื่อ และไม่ควรเชื่อ ก็ต้องอ่านเอง)

   เรื่องเปิดฉากขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ ค.ศ. ๑๘๖๖ ผู้อ่านจะได้ความรู้สึกเหมือนย้อนยุคไปในสมัยคาวบอยแถบตะวันตกกลางของสหรัฐฯ ที่สงครามระหว่างชาวผิวขาวกับพวกอินเดียแดงยังไม่สงบ และได้ไปรู้จักกับบรรพบุรุษของอัลธา ที่ต่อมาจะเป็นตัวละครเอกให้เรื่องดำเนินไป ซึ่งในขณะนั้น เด็กหญิงอัลธา หรือ แซทส์ตามที่คนในครอบครัว ราเมเรียกมีอายุเพียงขวบเศษ ชีวิตต้องสู้ในภาคแรกจึงเป็นภาพของครอบครัวอเมริกันยุคบุกเบิกที่มี เคทแม่ของอัลธาซึ่งตกพุ่มหม้ายด้วยสามีตายจากไปอย่างกะทันหัน ต้องเดินหน้าสู้ชีวิตต่อไปพร้อมด้วยลูกเล็กๆ อีรุงตุงนังอีก ๔ คน แต่ชีวิตก็ไม่ได้โหดร้ายตลอดไป เพราะเคทได้สามีใหม่ที่มีน้ำใจอย่างคาลวินและเด็กๆ ก็ได้มีพ่อเลี้ยง ตามมาด้วยน้องชายฝาแฝด ซึ่งทำให้เป็นครอบครัวที่อบอุ่นมีความสุขต่อศรัทธาในพระเจ้า แม้จะยากจน

  แต่ในเมื่อนี่แหละคือชีวิต ซึ่งอะไรก็เกิดขึ้นได้ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ดังตัวอย่างชีวิตของเคทที่มีอันให้ต้องสูญเสียลูกชายฝาแฝดไปในปีที่โรคคอตีบระบาดหนัก ความทุกข์ที่เกิดจากการสูญเสียของรักกลับมาทับโถมความรู้สึกของเคทอีกครั้ง จนเธอเกิดความหวั่นไหวในศรัทธาต่อพระเจ้า ไยพระองค์จึงทรงโหดร้ายไม่เหลียวแล ปล่อยให้เธอประสบกับความสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่า หากซาตานมีจริง เธอก็พร้อมจะยอมเป็นทาสซาตาน ขอเพียงให้ได้ชีวิตลูกน้อยของเธอคืนมา และนี่คือหัวใจไขชื่อเรื่องของนวนิยายเล่มนี้ซึ่งอยู่ในบทที่ ๓ อันมีชื่อว่า รอยประทับเพราะในขณะที่เคทจมอยู่กับความทุกข์ สาธุคุณคาร์ได้อ่านบทสรรเสริญพระเจ้าที่ชื่อ รอยประทับซึ่งจารึกโดยนักบุญนิรนามให้เธอฟัง ทำให้เธอได้สติไม่รู้สึกว่าต้องสู้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง ความน้อยเนื้อต่ำใจที่เคยคิดว่าพระเจ้าทรงทอดทิ้งเธอไปนั้นมลายหายไปสิ้น เพราะที่จริงแล้วพระเจ้าไม่เคยทอดทิ้งสาวกของพระองค์เลย ดังตัวอย่างของนักบุญนิรนามที่

“...ฝันว่าเดินบนหาดกับพระเจ้า เบื้องหน้าสุดขอบฟ้า ภาพชีวิตในอดีตปรากฏวาบเป็นฉากๆ แต่ละตอน เขาสังเกตเห็นรอยเท้าสองคู่ประทับบนหาดทราย เป็นรอยเท้าของเขาเองและของพระเจ้า...หลายต่อหลายครั้ง บนทางชีวิตที่ผ่านมามีเพียงรอยประทับอยู่คู่เดียว จำเพาะเจาะจงในยามที่ชีวิตตกอับชอกช้ำและเศร้าโศกแสนสาหัส เขาจึงนึกคลางแคลงใจนัก เอ่ยถามพระผู้เป็นเจ้าว่า “...ข้าฯไม่เข้าใจเลย ในยามที่ข้าฯต้องการพระองค์เป็นที่สุด เหตุใดพระองค์กลับทอดทิ้งข้าฯพระเจ้าตรัสว่า ลูกน้อยเอ๋ย ข้ารักเจ้า ข้าไม่จากเจ้าไปไหน ยามที่เจ้าเจ็บปวดทรมาน ที่เจ้ามองเห็นรอยเท้าประทับเพียงคู่เดียวนั้น เป็นเพราะข้าเข้ามาโอบอุ้มเจ้าไว้” (หน้า ๖๓-๖๔)

   สาธุคุณคาร์มอบหนังสือเล่มน้อยนี้ให้กับเคท และเคทก็ได้ใช้บท รอยประทับนี้ปลุกปลอบใจลุกสาว อัลธาของเธอที่ออกเรือนไปกับเฟรด และต้องสูญเสียลูกคนแรกที่คลอดออกมาได้เพียงสัปดาห์เดียว เฟรดสามีของอัลธานั้นเป็นมิชชันนารีที่เริ่มงานแรกพร้อมกับการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ ด้วยการไปสอนศาสนาให้แก่นิคมอินเดียนแดง หลังจากสูญเสียลูกน้อยและทุกอย่างเข้าที่แล้ว เฟรดและอัลธาก็เตรียมตัวเดินทางไปยังประเทศสยาม ซึ่งเฟรดสมัครไปเป็นมิชชันนารี และแน่นอนที่เคทมอบหนังสือเล่มน้อยของสาธุคุณคาร์ที่มีบท รอยประทับให้อัลธานำติดตัวไปด้วย

   จากบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในดินแดนตะวันตกกลางของสหรัฐฯ ช่วงหลังของคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ผู้อ่านจะได้ข้ามน้ำข้ามทะเลมากับอัลธาสู่ดินแดนสยามสมัย ร.ศ. ๑๑๕ เป็นภาพการย้อนยุคที่ถ่ายทอดผ่านทางตัวละครชาวต่างชาติ ซึ่งเข้ามา ณ ดินแดนสยามสมัยนั้นที่น่าสนใจยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับเยาวชนรุ่นปัจจุบันที่แทบจะไม่ได้สนใจประวัติศาสตร์ไทยกันนัก เพราะสำหรับอัลธา ภาพของ “...หญิงชาวสยามคนนั้นยืนเท้าสะเอว มีน้ำสีแดงๆ เหมือนสีเลือดไหลออกจากปาก ดูน่ากลัว” (หน้า ๑๐๔) ย่อมเป็นที่เข้าใจได้สำหรับผู้อ่านคนไทยวัยกลางคนหน่อย แต่เด็กๆ ในปัจจุบันอาจโยงนัยของประโยคกับภาพที่เห็นไม่ได้

  จากชีวิตของอัลธาในดินแดนสยาม ผู้อ่านจะได้ติดตามการทำงานของมิชชันนารีกลุ่มหนึ่ง ซึ่งแม้ว่าจุดประสงค์หลักจะเป็นไปเพื่อเผยแพร่คริสต์ศาสนาในหมู่ชาวสยาม แต่เหล่ามิชชันนารีก็ได้ช่วยสร้างสาธารณประโยชน์นานาประการให้แก่ชาวสยามโดยรวมด้วย โดยเฉพาะด้านการสาธารณสุขและการศึกษา และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในเมืองหลวงคือบางกอก แต่ออกไปยังหัวเมืองต่างๆ ด้วย เช่นครอบครัวของเฟรดกับอัลธา ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่แรกเมื่อมาถึงแผ่นดินสยามให้ไปประจำที่ศูนย์ราชบุรี จาก ชีวิตต้องสู้ของอัลธาในดินแดนสยามนี้เอง ผู้อ่านจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของสยามประเทศโดยไม่น่าเบื่อ มีทั้งรสชาติของการผจญภัย ความรักที่ผูกพันอยู่บนพื้นฐานของการเสียสละเพื่อประโยชน์สุขแด่ผู้อื่น การพลัดพราก สุขและทุกข์สลับกันไปอันเป็นธรรมดาของชีวิต และความรักในแผ่นดินสยามของชาวต่างชาติกลุ่มหนึ่ง

  ผู้เขียนคือ นฤมล เทพไชยเขียนนวนิยายเรื่องนี้จากความทรงจำของ แมรี่ เลาเกอซันและการค้นคว้าเพิ่มเติมของตัวเธอเอง และเขียนได้อย่างเป็นธรรมชาติของลักษณะนวนิยายที่มีตัวละครมากตัว มีโครงเรื่องหลักที่ดำเนินไปบนพื้นฐานชีวิตของตัวละครเอกคือ อัลธา มีโครงเรื่องรองที่เข้ามาเกี่ยวพันไม่ว่าจะเป็นชีวิตของครอบครัวมิชชันนารีคนอื่นๆ ในสยาม ชีวิตของชาวบ้านที่เพชรบุรี เช่น แม่ผิน การถ่ายทอดมุมมองของชาวสยามในยุคโน้นต่อชาวต่างชาติ หรือในทางกลับกันก็ตาม ล้วนแต่แทรกแง่คิดของความต่างวัฒนธรรมที่ใช้อารมณ์ขันเป็นสื่อ ซึ่งทำให้เรื่องราวสนุกสนานยิ่งขึ้น อย่างความคิดของยายเฒ่าชาวบ้านนอกของเพชรบุรี เมื่อเห็นดวงตาสีฟ้าของลายแมนกับแมรี่ลูกๆ ของอัลธา นางก็อุทานด้วยความเวทนาว่า

   “โถ! น่าสงสาร ตัวเล็กเท่านี้ ตาบอดเสียแล้ว” (หน้า ๒๕๙)

   อาจมีผู้กังขาว่า รอยประทับ จะเป็นนวนิยายที่โฆษณาชวนเชื่อหลักธรรมของคริสต์ศาสนา และการทำงานของกลุ่มมิชชันนารีหรือไม่ ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัวแล้ว ตอบได้เลยว่าไม่ใช่เลย ผู้เขียนเองได้ถ่ายทอดความเข้าใจชาวสยามของกลุ่มมิชชันนารีที่เข้ามาในยุคแรกๆ ผ่านทางตัวละครที่ชื่อ สาธุคุณดันแลป ซึ่งอธิบายแก่เฟรดและอัลธาว่า ชาวสยามก็เหมือนกับชาติอื่นๆ ทั้งที่ดี ดีเอามากๆ ทั้งแย่ จนแย่เอามากๆ...ทำอย่างไรได้ เพราะแม้แต่พระเยซูก็ยังมีสาวกที่ชื่อยูดาห์...แต่โดยเนื้อแท้ชาวสยาม ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านสามัญชน หรือเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเป็นพวกที่สุภาพ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ใจกว้าง....อาจจะเป็นเพราะศาสนาพุทธสอนไว้” (หน้า ๑๑๔)

 นอกจากนั้น สาธุคุณดันแลปยังเข้าใจในกุศโลบายทางการเมืองของสยาม และยอมรับในขอบเขตการเผยแผ่คริสต์ศาสนาในหมู่ชาวสยามด้วย ดังคำพูดที่กล่าวแก่สองสามีภรรยาว่า

  “โชคดีที่คุณมาช่วงนี้ พระพุทธเจ้าหลวงทรงมีนโยบายเปิดประเทศรับวิทยาการแผนใหม่ ต้อนรับหมอสอนศาสนาเต็มที่ นี่ทำให้ง่ายขึ้น แต่...พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยวิทยาการแผนใหม่มากกว่าสนใจพระเจ้า...นี่ยาก...สำหรับชาวสยาม พระเจ้าอยู่หัวคือเจ้าชีวิต เจ้าว่างามก็ว่างามไปตามเจ้า” (หน้า ๑๑๕)

  ซึ่งเมื่อเฟรดสงสัยว่า แม้แต่เรื่องการหันมาหาพระเจ้าด้วยหรือ สาธุคุณดันแลปตอบว่า   

   “จะว่าอย่างนั้นก็คงไม่ผิดนัก” (หน้าเดียวกัน) ขณะที่อัลธาพบว่าเป็นสิ่งที่แปลก ข้อสรุปที่ชัดเจนอีกตอนหนึ่งถึงความเข้าใจของกลุ่มเผยแพร่คริสต์ศาสนาต่อชาวสยามและต่อการเลือกนับถือศาสนาใดๆ ก็ตาม มาจากคำพูดจาก จอห์น เอกิ้น สามีคนที่สองของอัลธา ในยามบั้นปลายชีวิตหลังจากอุทิศตนทำงานเพื่อพระเจ้าในแผ่นดินสยามมานานหลายสิบปี เขาอธิบายแก่ลูกๆ และภรรยาว่า

 “ยิ่งออกไปชนบทที่ห่างไกล พ่อก็ยิ่งได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของชาวสยามซึ่งยากจนเดือดร้อน ทำให้ได้คิดว่า ทางแห่งคุณงามความดีนั้น ทำได้หลายรูปแบบ ขอให้เราช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ได้สร้างความดี ทำแต่ประโยชน์เหล่านี้ก็นับได้ว่ามีคุณค่าเช่นกัน แต่การที่ใครจะหันมาเชื่อถือในศาสนานั้น ต้องขึ้นอยู่กับสิ่งเดียว คือ ศรัทธา” (หน้า ๓๒๒)

 สำหรับคริสต์ศาสนิกชนเช่นอัลธาเป็นต้น จึงได้กำลังใจจากบท รอยประทับที่เธอนำมาเปิดอ่านอีกหลายๆ ครั้งในแผ่นดินสยาม ขณะที่ชาวพุทธทั้งหลายก็อาจให้พุทธวจนะที่แปลว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนและความเชื่อในกฎแห่งกรรมมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต เรื่องของศรัทธาความเชื่อจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวที่มากับการหล่อหลอมจากเชื้อชาติและวัฒนธรรมด้วย สิ่งที่น่าจะเป็นรอยประทับอีกรอยหนึ่งที่ได้จากการอ่านนวนิยายเล่มนี้ ก็คือการได้เกิดความคิดเปรียบเทียบถึงข้อดีต่างๆ ของหลักศาสนาใดๆ ก็ตาม ในอันที่จะนำมาช่วยเหลือเกื้อกูลเยียวยาจิตใจของตนเองและผู้อื่นด้วย

 เคยคิดเล่นๆ ว่า สักวันหนึ่งคงมีโอกาสได้ดูละครโทรทัศน์เรื่อง "รอยประทับ" ฝันนี้จะเป็นจริงหรือไม่ ก็ต้องดูกันต่อไป ขณะนี้ ก็คงต้องดู ทองเนื้อเก้า” “ทัดดาว บุษยาไปก่อน หรือ บ้านทรายทองอีกรอบละกระมัง ส่วน ซีไรท์นั้นไม่กล้าฝันไกลให้ผู้เขียน  เพราะ อยากให้เรื่องนี้ได้ซีไรท์เป็นมาตรฐานส่วนตัวที่อาจไม่ตรงกับของคณะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรท์ผู้ทรงคุณวุฒิท่านก็ได้

หมายเหตุ: ข้อความที่ตัดตอนมาจากนวนิยายเรื่อง รอยประทับ ของ นฤมล เทพไชย สำนักพิมพ์กะรัต, ๒๕๓๑ จำนวน ๓๘๒ หน้า

จาก วรรณวิจารณ์ ใน จุดประกายวรรณกรรม หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอาทิตย์ที่
 ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๐ (หน้า ๖)