ภาพจาก หนังสือศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช
๒๕๖๐ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม
เพื่อนๆรุ่นเดียวที่แผนกวรรณคดีและภาษาต่างประเทศ
หรือวรรณคดีและภาษาอังกฤษเรียกว่า อาจารย์มัทนี ว่า อ. มัท ออกเสียงว่า “ออมัท” เป็นการเรียกชื่อผู้ที่รักใคร่สนิทสนมดังที่เรียกกันในบทเสภาขุนช้างขุนแผน
เช่น ออแก้ว หรือ ออพิม
เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๑๓ ผู้เขียนเรียนชั้นปีหนึ่งที่คณะศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ไม่นานเท่าไร ก็เห็นประกาศการคัดเลือกตัวแสดงละคอนสมัยใหม่เรื่อง
อวสานเซลส์แมนติดที่ป้ายคณะศิลปศาสตร์ อ.มัท เป็นหัวเรือใหญ่ ผู้กำกับคือ อ.แกรี การ์คิ่น
ผู้ช่วย คือ อ. สุชาวดี ตัณฑวณิช ผู้ร่วมทีมงานมีอาจารย์และรุ่นพี่อีกหลายคน
ตอนนั้นผู้เขียนกำลังมองหาทำกิจกรรมที่อยากจะทำ
เพื่อจะได้ไม่มีเวลาว่าง คิดถึงบ้านมาก จึงลองไปทดสอบอ่านบทดู
อันที่จริง
ผู้เขียนชอบการแสดงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเภทไหน และก็เคยผ่านเวทีโรงเรียนเหมือนหลายๆคน
ส่วนละคอนพูดภาษาไทย ก็แค่เคยอ่านอยู่บ้างเนื่องจากเป็นบทเรียนส่วนใหญ่ ล่าสุด ในตอนนั้น ผู้เขียนได้มีโอกาสดูละคอนแบบตะวันตกหลายเรื่อง
ทั้งละครโรงเรียน กลุ่มสมัครเล่นและอาชีพ เมื่อคราวเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนโครงการเอเอฟเอส
ที่รัฐคอนเนคติกัต
ผู้เขียนยังจำได้ เมื่อน้องสาวอเมริกันตั้งอกตั้งใจซักซ้อม
เตรียมตัวไปทดสอบอ่านบทเพื่อคัดเลือกตัวละคอนของโรงเรียน เรื่องPlayboy of the Western World เขียนโดย
J. M. Synge น้องสาวตั้งความหวังว่า
จะได้รับเลือกเป็นตัวเอก ผลปรากฏ น้องสาวได้รับการคัดเลือก แต่ไม่ได้รับบทอย่างที่ตนต้องการ
แม้รู้สึกผิดหวังอยู่บ้างแต่ก็ยังสนุกสนานกับประสบการณ์
เมื่อไปดูละคอนเรื่องนี้ ผู้เขียนเลยเข้าใจว่า สรีระรูปร่างเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งในการคัดเลือกตัวละคร
เวลาที่ผู้เขียนอ่านบทคัดเลือกตัวแสดงเรื่อง อวสานของเซลส์แมน
ช่างต่างจากการอ่านของน้องสาวอย่างลิบลับ เพราะผู้เขียนไม่เคยอ่านหรือเคยรู้เรื่องละคอนเรื่องนี้มาก่อน
อย่าว่าแต่จะซักซ้อมหรือเตรียมตัวเลย
ผู้อ่านบทคนอื่นเท่าที่เห็นวันนั้น ส่วนใหญ่เป็นเสมือนมืออาชีพ
ใส่ความรู้สึก น้ำเสียงเป็น จังหวะจะโคน ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นมือใหม่หัดขับ
แต่ก็ไม่ได้รู้สึกประหม่า เนื่องจากไม่ค่อยจะประสาเรื่องละคอนและไม่หวังอะไรนัก
ตอนประกาศชื่อว่าได้รับบทเป็น
ลินดา ก็ยังไม่ทราบว่าเป็นตัวละครตัวไหน หรือใครเป็นใคร แต่คงจะมีบทบาทไม่น้อยหรอก
เพราะชื่อที่ประกาศอยู่ต้นๆ
หลังอ่านประกาศ ผู้เขียนรีบจ้ำไปห้องสมุดธรรมศาสตร์
หาบทละคอนเรื่อง Death of a Salesman ของ Arthur Miller ด้วยความอยากรู้ว่า
เรื่องราวละคอนเป็นอย่างไร บทที่จะต้องรับเป็นใคร
พอยืมได้ ก็นั่งอ่านที่ห้องสมุดนั่นแหละ รวดเดียวจบ
อ้อ . . .
เป็นบทแม่นี่เอง มิน่าเล่า ถึงได้รับการคัดเลือก เป็นเพราะรูปร่างสรีระนี่เอง
เผอิญไม่มีใครที่เตี้ย อ้วน คล้ำ แถมหน้าตาก็ยังงั้นๆแหละ ไปลองอ่าน
เมื่ออ่านบทละคอนไป อดรู้สึกเขินไม่ได้ เป็นละคอนฝรั่ง
ชื่อฝรั่ง เรื่องราวเป็นฝรั่ง แต่คนไทย รับบทบาท พูดไทยทั้งเรื่อง ดูยังไงๆ พิกล
แต่พออ่านทวนไปมา ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ไม่นึกถึงเรื่องนี้อีกต่อไป
และเริ่มจินตนาการ
เสียงรัวระนาด ปนเสียงอ้อยสร้อย จากวิทยาลัยนาฏศิลป์ที่อยู่ติดกันแว่วดังมาเป็นระยะ
ตอนนั้น ผู้เขียนรู้สึกเหมือนหลุดลอยไปสภาพรอบข้างไปชั่วขณะ
พอตื่นจากภวังค์ . . . ชักจะหนักใจ อดแช่งชักหักกระดูกตัวเองอยู่ในใจ
อยู่ดีไม่ว่าดี หาเรื่องใส่ตัว . . . ไม่นึกว่าจะต้องมารับบทแม่ สำคัญด้วย แต่ เฮ้อ . . . ค่อยยังชั่วหน่อย เพราะบทหนักๆ ยากๆ
เป็นบทของผู้ชายทั้งนั้น
นับว่า อ.มัทกล้าเสี่ยงมากที่มอบบทนี้ให้นักศึกษาปี
๑ ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักมักจี่มาก่อน
ครั้งแรกที่อ่านบทละคอนพร้อมหน้ากันทุกคน อ. มัท
อ.แกรี่ และพี่ผู้ช่วยร่วมอยู่ด้วย อ.มัทออกตัวว่า ไม่ได้เป็นคุณหญิงอัฐหนา จึงไม่อาจจัดหาอาหารเลี้ยงผู้ร่วมงานตอนซ้อมได้
ไม่มีใครถือเรื่องนั้นเป็นเรื่องใหญ่เลย
เมื่อฝึกซ้อม ผู้เขียนค่อยๆรู้สึกว่าหมือนเข้าไปอยู่ในโลกใหม่
งานละคอนอาศัยร่วมมือร่วมใจหลายฝ่าย ทั้งหน้าฉากและหลังฉาก
ผู้ร่วมงานแต่ละคนมีความเป็นตัวของตัวเอง แต่รู้หน้าที่ และมีความรับผิดชอบ ทำงานที่ตนเลือกหรือได้รับมอบหมายอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย
อ. มัทแบกภาระหนักที่สุด เพราะต้องดูแลทุกอย่าง
ไหนต้องงานสอน ไหนจะต้องควบคุมการซ้อมตอนเย็น บางครั้งจนดึก ครั้งนั้น ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ใดๆทั้งสิ้น ไฟทุกดวงต้องหาซื้อใหม่หมด แต่ก็ไม่เคยได้ยินอาจารย์ปริปากบ่น
ทุกคนเห็นแต่ความกระปรี้กระเปร่า ความเชื่อมั่น
และเข้มแข็งของ อ. มัท ตลอดการซ้อมและการแสดง
จนกระทั่งเมื่อมีการแสดงไปแล้ว ความลับของอ.มัทจึงเปิดเผยในบทสัมภาษณ์ที่ลงหนังสือพิมพ์ว่า ที่จริงแล้ว อาจารย์กังวลจิปาถะ กลัวไฟจะผิดคิว
กลัวคนนี้จะนอกบท และกลัวลินดาจะประหม่าจนตัวแข็งพูดไม่ออก
เพียงครั้งเดียวที่ผู้เขียนบังเอิญได้ยินอาจารย์พูดกับ
อ. แกรี่ การ์คิ่นถึงลูกชายด้วยความรักและเป็นห่วง เพราะวันๆหนึ่ง ติดซ้อม ไม่ค่อยได้เจอหน้ากัน
แต่ยังอุ่นใจเพราะยังรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมกันอยู่
นั่นเป็นแว่บหนึ่งที่ผู้เขียนแอบรู้จัก อ. มัทในฐานะแม่
ในไม่ช้าละคอนที่เคยเป็นแค่ฉากๆ ก็เริ่มกลายเป็นเรื่องราวที่สัมผัสได้
หอประชุมเล็กมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ค่อย ๆกลายเป็นบ้าน ผู้แสดงและผู้อยู่หลังฉาก เริ่มมีความผูกพันเหมือนครอบครัว
และครอบครัวนี้ หัวหน้าใหญ่คือ อ. มัท
เพราะนี่จะเป็นครั้งประวัติศาสตร์ในการแสดงละคอนเวทีสมัยใหม่ที่จะเปิดให้ประชาชนเข้าชม
เป็นงานเสี่ยงและท้าทาย ไม่มีทางรู้เลยว่า คนดูจะรับได้หรือไม่ อย่างไร แค่ไหน
การซ้อมไปได้ไกล ใกล้วันแสดงจริงเข้ามาทุกขณะ ผู้รับบทคนอื่นๆ
ต่างมีตีบทกระจุยกันตามๆ แต่ลินดายังไปไม่ถึงไหน ว่าไปตามบทได้ไม่ขาดตอน แต่ยังขาดขาดอารมณ์ความรู้สึกลึกซึ้งโดยเฉพาะตอนฉากสำคัญ
ฉากสำคัญ คือแฮปปี้ลูกชายคนเล็ก เปรียบเปรยพ่อผู้มีแต่ความล้มเหลวกับลุงชาร์ลีเพื่อนบ้าน
ให้ลินดาผู้เป็นแม่ฟัง ทำให้แม่โกรธและตวาดใส่
“งั้น ก็ไปเป็นลูกชาร์ลีเสียสิ! . . . แกทำยังงั้นไม่ได้ใช่มั้ย . . .”
จากนั้นลินดาผู้แม่จะเรียกร้องให้ใครๆหันมาเห็นใจ
ผู้ต่ำต้อยที่ไม่เคยมีความหมายอยู่ในสายตาใครเลย
พี่ตึ๋งหรือ วีรประวัติ วงศ์พัวพันธ์ ซึ่งแสดงเป็น
แฮปปี้ ลูกชายคนเล็ก ชี้ให้ฟังตรงๆสั้นๆ
“ดูแววตาลินดาว่างเปล่า
มันดูตลก”
จุดไต้ตำตอเข้าอย่างจัง
เป็นเรื่องจริงยอมรับ รู้ก็รู้จะมีผลกับตัวละครอื่นๆ ผู้เขียนพยายามแก้ แต่จะทำอย่างไร
จนใจ จนปัญญา
ในการแสดงละคอนครั้งนี้ ผู้เขียนหวั่นอยู่อย่างเดียว
คือ จะทำให้ทีมงานทุกคนที่ทุ่มแรงกาย อุทิศเวลา ผิดหวัง และความหวาดหวั่นเริ่มกลายเป็นความกลัวที่เข้ามาหลอกหลอน
ผู้เขียนนึกถึงพระอานนท์ พระอรหันต์องค์สุดท้าย
ที่พยายามแล้วพยายามอีก แต่ก็ยังไม่บรรลุเสียที
จนกระทั่งวันหนึ่ง หลังจากซ้อมใหญ่ อ.มัท เรียกผู้เขียนเข้าไปคุยด้วย
อ.มัทมีวิธีจะเข้าถึงนักศึกษาที่ยังรู้น้อย อาจารย์เล่าถึงประสบการณ์เมื่ออายุเท่าๆผู้เขียนตอนนั้น
“ครูไปเรียนปีแรก
เป็นเหมือนนักเรียนแลกเปลี่ยนเหมือนนฤมลนี่แหละ”
หลังจากนั้นอ.มัท ถามคำถาม ทำความเข้าใจ คำพูด ความคิด
ความรู้สึกของตัวละคอน เป็นฉากๆ นี่เป็นเรื่องใหม่สำหรับผู้เขียน ตอนนั้นยังอดนึกไม่ได้ว่า
แค่แสดงบทตัวแม่ ไม่ได้เป็นตัวชูโรงอะไร อะไรกันนักหนา
แต่ผู้เขียนตอบคำถามเท่าที่สติปัญญาจะอำนวยให้ เมื่อมองย้อนไป
อ.มัทออกจะอดทนที่ต้องมานั่งฟังมากคำพล่ามของเด็กปีหนึ่ง
“ไม่เข้าใจว่าทำไมลินดาต้องดูแลเอาใจสามีที่ไม่ค่อยจะเอาไหนเลย”
ผู้เขียนเผยความในใจให้อาจารย์ฟังในที่สุด
“นั่นน่ะนฤมล” อาจารย์เอ่ยอย่างสุขุม “แต่นี่ลินดา”
ผู้เขียนเริ่มจะพอเข้าใจอะไรขึ้นมารางๆ
จากความนึกคิดที่ว่า อะไรกันนักหนัก หายไปในบัดดล
บังเกิดความรู้สึกว่า ตัวเองกำลังเข้าสู่มิติใหม่ของของการเรียนรู้เข้ามาแทน โดยมีปรมาจารย์มัทเป็นผู้ชี้ทาง
ผู้เขียนค่อยๆ เข้าใจทั้งตัวละคอนและตัวเอง เริ่มรู้ว่า
นอกจากจะมีอัตตาแล้ว ตนยังสร้างกำแพงกั้นตัวเองอย่างไม่รู้ตัว
แต่ตอนนี้เป็นลินดา จะต้องละอัตตา ต้องทำ ต้องพูด
ต้องคิด ต้องรู้สึกเช่นลินดา
นี่อาจจะเป็นเทคนิคแบบสมจริงที่สตานิสลาฟสกี้ (Constantin
Stanislavski) ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเรียนรู้ตอนหลัง แม้ อ. มัทไม่ได้ยกวิชาการมาอ้างอิง
แต่ตอนนั้น ผู้เขียนรู้ว่ากำลังเรียนรู้อะไรที่ล้ำลึกนอกเหนือไปจากเทคนิคการแสดง
ถ้าทิ้งอัตตา ไม่ใช่ตัวกูของกูอีกต่อไป จะได้รู้ซึ้งอะไรต่อมิอะไรมากนัก
เป็นคติใกล้ตัวเราดีๆนี่เอง
นั่นเป็นจุดแปร ที่อ.มัทจุดประกาย
หลังจากอ. มัท เรียกไปคุยครั้งนั้น แฮปปี้ลูกชายไม่เห็นแววตาที่ว่างเปล่าอีกต่อไป...
อวสานของเซลส์แมน ประสบความสำเร็จเกินคาด ทั้งสื่อและครูบาอาจารย์รวมทั้งนักวิจารณ์
มองเห็นความพยายาม ความตั้งใจของทุกคน และให้แรงใจแถมยังมีเสียงเรียกร้องให้ละครกลับมาแสดงใหม่หลังจากลาโรงไปแล้ว
มีละคอนที่ฮิทไม่แพ้กันตามมาทุกๆปี วงการละคอนเริ่มคึกคัก แถมยังมีเสียงเรียกร้องให้ละครกลับมาแสดงใหม่หลังจากลาโรงไปแล้ว
มีละคอนที่ฮิทไม่แพ้กันตามมาทุกๆปี วงการละคอนเริ่มคึกคัก
ผู้เขียนและเพื่อนๆนักศึกษาเริ่มมีวิชาการละคอนเป็นวิชาเลือก
เมื่อปีสุดท้าย ผู้เขียนและเพื่อนๆ อีกสองสาม เลื่อนฐานะมาเป็นผู้กำกับและหัวหน้าแผนกจับฉ่าย
เมื่อเลือกทำละคอนวิทยานิพนธ์
เมื่อเป็นผู้กำกับ ต้องเผชิญปัญหาอุปสรรคต่างๆ นานาและต้องแก้ไขด้วยตัวเองเมื่อถึงคราวสุดแสนที่จะทนทาน
เพื่อนผู้กำกับทั้งสองคนปล่อยโฮ แต่ต่างกาลและวาระ เหลือเพียงผู้เขียน ทุกคนรอบข้าง
ต่างก็รอว่าเมื่อไรจะปล่อยความคับแค้นร้องไห้โฮออกมา จนแล้วจนรอด ก็ไม่เห็น
เพราะอะไรหรือ ?
ก็เพราะผู้เขียนกำลังฝึกวิชากำลังภายในเรื่องอัตตาจากปรมาจารย์มัทเมื่อครั้งแสดงละครเรื่อง
อวสานของเซลส์แมน
เมื่อละอัตตาได้ ก็ไม่ต้องกระวนกระวาย เอาอะไรมาเป็นอารมณ์มากนัก
ทั้งนี้ทั้งนั้น ใช่ว่า อวสานของเซลส์แมน จะเป็นเหตุอวสานแห่งอัตตา
ผู้เขียนยังเป็นปุถุชนนับนานวัน อัตตายิ่งหนา การละอัตตาก็ยิ่งยากแต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็ได้เพลงปี่มาจากปรมาจารย์แล้ว
จะเป่าหรือไม่ เป็นเรื่องของผู้เขียนเอง . . .
ในเพลงปี่ ว่าเจ้า สาวน้อยเอ๋ย
จะต้องเลย เลิกลา อัตตาเจ้า
หากทำได้ ใจกว้าง แต่ยังเยาว์
ไร้โฉดเขลา ต่อไป ในชีวิต
ครบหกรอบ ขอบคุณ เป็นบุญนัก
ได้ประจักษ์ คำสอน ย้อนเตือนจิต
แม้วันวาร ผ่านพ้น ตนยังคิด
จากลูกศิษย์ ถึงอ.มัท ด้วยศรัทธา
💜