Friday, May 1, 2026

10. สอนภาษาไทยฝรั่ง: คำสรรพนามและเหตุผลเบื้องหลัง

 10.  คำสรรพนามและเหตุผลเบื้องหลัง

 

                                   

     ที่นี่ มีชื่อทางการว่าสถาบันก็จริง แต่ใครๆพากันเรียกติดปากเป็นภาษาไทยว่าโรงเรียน เรียกผู้เรียนว่านักเรียนไม่ใช่นิสิต นักศึกษา หรือทหาร ถึงแม้หลักสูตรที่สอนเทียบเท่าอนุปริญญา ผู้เรียนทุกคนจบอย่างน้อยชั้นมัธยมปลาย บางคนจบปริญญาตรีหรือปริญญาโท ผู้เรียนเป็นทหารจากทุกเหล่า ไม่ว่าจะเป็นทหารบก ทหารเรือ นาวิกโยธิน หรือทหารอากาศ ยศตั้งแต่พลทหารป้ายแดงที่เพิ่งสมัครเข้าเป็นทหารและเพิ่งจบหลักสูตรการฝึกทหารเบื้องต้นมามาดๆไปจนถึงร้อยเอก พันโท และแม้แต่พันเอกก็ยังเคยมี บางครั้งบางคราวภรรยาจะมาเรียนด้วยแม้จะไม่ได้เป็นทหารก็ตาม นักเรียนส่วนใหญ่จบปริญญาตรีมาแล้ว
 
    แต่ละชั้นก็มีหัวหน้าชั้นซึ่งมียศสูงสุดสำหรับชั้นนั้นคอยดูแลตามระบบกึ่งทหารกึ่งสถาบันการศึกษาโดยทั่วไป
 
    บรรดาครูที่สอนมักจะเป็นผู้ที่มาจากประเทศที่พูดภาษานั้นๆ สำหรับแผนกภาษาไทย ครูมีวุฒิการศึกษาต่างๆกัน ส่วนใหญ่จบปริญญาตรี โท แม้กระทั่งปริญญาเอก สาขาที่จบมามีหลากหลาย การเปิดรับสมัคร แล้วแต่ความต้องการ หากเป็นตำแหน่งครูประจำ การสมัครอาจใช้เวลานานเป็นปีกว่าจะได้เรื่อง เพราะนอกจากจะมีการสัมภาษณ์ ยังต้องมีการสืบประวัติ ถ้าเป็นตำแหน่งชั่วคราว ไม่ใช้เวลานัก ครูแต่ละคนมีประสบการณ์การทำงานแตกต่างกันไป บางคนเคยสอนภาษาไทยให้ฝรั่งมาก่อน บางเคยสอนระดับมหาวิทยาลัยในเมืองไทย บางคนเคยเป็นทหารไทย เป็นต้น ผู้ที่ได้ปริญญาตรีบางคนขวนขวายเรียนต่อไปด้วย เพราะสวัสดิการอย่างหนึ่งที่สถาบันให้คือส่งเสริมให้ศึกษาขั้นสูงในสาขาที่ต้องใช้งานโดยจ่ายค่าเล่าเรียนให้  
 
    ครูๆกันเองมักจะใช้คำสรรพนามว่า ผม  ดิฉัน คุณ ค่อนข้างจะเป็นทางการกันมากเวลาเรียกหรือเอ่ยถึงกัน ไม่ค่อยจะมีใครเรียก คำว่า พี่ หรือ น้องกันเท่าไร แม้ว่าตามวัยแล้ว ควรจะเป็นเช่นนั้น และไม่มีใครเรียกชื่อเล่น หรือแม้แต่รู้จักชื่อเล่นกัน ซึ่งก็เป็นการสะท้อนระดับความ สัมพันธ์ระหว่างกันได้ดี

    ส่วนครูรุ่นใหม่ๆซึ่งส่วนใหญ่เป็นสาวๆวัยเลยสามสิบ มักจะเรียก ครูที่อยู่มาก่อนว่า อาจารย์ แสดงความนับถือ ส่วนคำสรรพนาม แทนตัวเองก็มีคำว่า หนู ตามวัยและเพศ 
 
    เวลานักเรียนเรียกครูและครูเรียกนักเรียน ต่างใช้สรรพนามว่า ผม ดิฉัน คุณ คุณครู ซึ่งค่อนข้างเป็นทางการ แต่ถ้าครูผู้ใหญ่มากๆ เรียกนักเรียนที่ยังเยาว์วัยรุ่นลูกรุ่นหลานและยศน้อย ก็เรียกเพียงชื่อเล่น หรือชื่อจริงบ้างตามธรรมเนียมไทย  
 
เคยมีคำสั่งจากฝ่ายทหารออกคำสั่งคลุมให้ครูๆทุกภาษา เรียกนักเรียนด้วยยศ และนามสกุลแทนชื่อ
 
    แม้ภาษาที่เคยคุ้นกับการเขียนชื่อ หรือเรียกด้วยนามสกุล เช่น จีน หรือ เกาหลี แค่เติมยศ บอกว่า ไม่ต้องสั่งมาให้เหนื่อย เราเรียกนามสกุลอยู่แล้ว ใส่ยศไปอีกนิดได้การ แต่ไปไม่ถึงเดือนก็เข้ารูปเดิม แล้วนับ ประสาอะไรกับภาษาไทย พยายามใส่ยศ เรียกนามสกุลไปได้ไม่กี่น้ำ ครูรู้สึกขัดหูขัดปากพิลึก ขนาดนายพลในเมืองไทยสั่งลูกน้องให้ไปปฎิวัติยังไม่เรียกถึงปานนี้ คนสั่งก็สั่งไปตามเหตุผลของเขา คนทำพยายามแล้วทว่าไม่สำเร็จเพราะขัดกับธรรมเนียมภาษาที่สอน คำสั่งเลยไร้ผล ในที่สุด ฝ่ายหทารต้องปล่อยปล่อยให้ครูจัดการในห้องเรียนไปตามที่ครูว่าเห็นสมควร แต่หากมีการประชุมกับหน่วยทหารเพื่อรายงานว่าผลการเรียนทหารในสังกัดเป็นอย่างไร นั่นมันอีกเรื่อง
 
    เราคนไทยที่เคยคุ้นกับสรรพนามมาแต่อ้อนแต่ออกไม่ค่อยจะรู้สึกอะไรมาก ลองนึกดู แต่ละคนใช้คำสรรพนามวันละกี่รูป? แสนจะหลากหลายเอาการเนื่องจากคำสรรพนามไทยมีให้เลือกตามเพศ วัย กาละเทศะ ความคุ้นเคย เป้าประสงค์ มึง กู  อั๊ว ลื้อ แก คิง ฮา กรู จนกระทั่ง ไอ้เหี้ย ไอ้หอก ไอ้ห่า อีดอก อีโน่น นังนี่ สารพัด 

    นอกจากนี้แล้ว ยังมีชื่อเล่น เช่น อ้อย เอื้อม เอก อ้น เรียกตามอาชีพ เช่น หมอ ช่าง ครู ตามยศเช่น จ่า ผู้กอง  ตามศักดิ์  พี่  น้อง ป้า  ป๋า น้า คุณนาย คุณหญิง ท่านผู้หญิง  หรือตามราชาศัพท์ซึ่งมีลำดับอีกเยอะแยะ เช่น ท่านหญิง ทูลกระหม่อม เป็นต้น จะว่าไปก็สะท้อนสภาพสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับเรื่องที่ภาษาอื่นเห็นว่าเป็นเรื่องจุกจิกจู้จี้ได้ดีทีเดียว

    หากจะให้แยกคำสรรพนามตามภาษาอังกฤษ เป็นเอกพจน์ พหูพจน์ และเพศหญิง เพศชาย บุรุษที่หนึ่ง สอง สาม นี่ออกจะแยกยากเหลือเกิน เนื่องจากบางคำ เป็นได้ทั้งสองหรือแม้แต่สามบุรุษเลย เช่น  เรา เธอ แก ท่าน นี่ยังไม่ได้แตะคำสรรพนามตามเพศนะ
 
    การใช้ภาษาหรือคำสรรพนาม ต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย จนจาระไนแทบไม่ถูก เนื่องจากไม่ได้เป็นเรื่องคำอย่างเดียว ยังเองเลือกใช้เพื่อให้เข้าตามเพศ วัย สถานะ กาลเทศะ ความสัมพันธ์  เป้าประสงค์ และอารมณ์
 
    ที่ว่าคำไหนสุภาพ หรือหยาบนี่ ไม่ได้อยู่แค่ที่คำที่ใช้จริงๆ แต่ขึ้นอยู่กับการใช้ ใช้กับใคร กาละเทศะอะไร น้ำเสียงยังไง คำว่า ไอ้ อี นี่ ถ้าชาวบ้าน ชาวชนบทใช้เรียกลูกหลาน ก็ไม่ได้ถือว่าหยาบคาย  ต่แสดงลักษณะรักใคร่ เอ็นดู ถ้าในหมู่เพื่อนๆ ร่วมก๊วน ถือว่าแสดงความสนิมสนมไปอีกแบบ  
 
    คงไม่แปลกใจที่มีคนทำวิทยานิพนธ์ขั้นปริญญาเอกเรื่องคำสรรพนามไทยมาแล้ว
 
    แม้แต่เจ้าของภาษาเอง มักจะใช้คำสรรพนามไม่เข้าหูคนฟังบ่อยๆ  เคยมีปัญหามาแล้วระหว่างครูภาษาไทยด้วยกันนี่แหละ 
 
    เรื่องนี้เกิดขึ้นระหว่างครูรัชนูกับคุณรวีวรรณ วัยเลยกลางคนทั้งคู่  ครูรัชนูจะแก่ว่าสักสี่ซ้าห้าปี  แรกๆ ดูๆไป คุยถูกคอกันดีหรอก แต่มาวันหนึ่ง เกิดอะไรขึ้นไม่ทราบ ครูรัชนูใช้ คำสรรพนามพูดกับครูรวีวรรณว่า เธออย่างนั้น ชั้นอย่างนี้ เลยโดนครูรวีวรรณแหวเอาให้ว่า
 
    นี่ . . . เลิกเรียกว่ าชั้น ว่าเธอ ซะที ฟังยังกะพูดกับคนใช้!”

     มาอีกครั้ง ครูปยภา ครูใหม่ซึ่งเป็นสาวรุ่นลูก เรียกครูเก่าอาวุโสว่าอาจารย์ ถูกครูรวีวรรณซึ่งใช้นามสกุลตามสามีคนอเมริกันว่า ธอร์ป (Thorpe) เอ็ดว่าเป็นภาษาอังกฤษใส่ ถอดเป็นภาษาไทยได้ดังนี้
 
    ทีหน้า ทีหลัง เรียกชั้นว่า ดอกเตอร์ธอร์ปนะยะ!” เธอแลบลิ้นออกมาแผล็บเวลาเน้นเสียงนามสกุล ธอร์ป




     ปัจจัยในการเลือกใช้สรรพนามให้เหมาะสมเลยต้องมีเรื่องอารมณ์ของผู้พูดผู้ฟังเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยประการฉะนี้

    ความที่ต้องระมัดระวังว่า การใช้คำสรรพนามอาจจะไม่เข้าหูผู้ฟังเอา  บางคนถึงกับเลี่ยงการใช้คำสรรพนามไปเลย เรื่องนี้ เคยได้ยินว่า นักเขียนบางคนชมกันเอง แหม . . . เธอเขียนเรื่องนี้ เก๊ง เก่ง ไม่ใช้คำสรรพนามเลย แต่คนอ่านรู้เรื่องหมดว่าใครพูด? หรือพูดถึงใคร?
 
    ดังนั้น เวลาสอนคำสรรพนามให้นักเรียนฝรั่ง จึงสอนกันแค่ไม่กี่คำ จะให้บอกหมดก็ไม่หวาดไม่ไหว แค่ยกตัวอย่างให้เห็น นักเรียนก็หูอื้อแล้ว เอาแค่ข้อมูลไปก่อน แล้วค่อยสังเกตไปจากของจริงเอาเอง ดูหนังไทยหรือละครน้ำเน่าบ้างก็ดี จะได้เห็นตัวอย่าง
 
    นักเรียนทหารเรือคนหนึ่งนามการว่า สตีฟ หนุ่มโสด ตัวโตเบ้อเริ่ม ทางกองทัพเรือส่งไปราชการช่วยเป็นล่ามการฝึกร่วม-ผสมทหารที่สัตหีบเป็นการชั่วคราวอยู่สองสามอาทิตย์ พอกลับมา พูดไทยประโยคง่ายๆปร๋อขึ้น มิหนำซ้ำเรียกตัวเองว่า สตีฟอย่างนั้น สตีฟอย่างนี้อยู่พักหนึ่ง
 
    ใครสอน? ครูถาม
 
    คนไทย เพราะเวลใช้คำว่าผม โดนคนไทยทำหน้าเบ้ใส่ แล้วสอนให้เรียกชื่อตนเองแทน
 
    ครูไม่จำเป็นต้องถามรายละเอียดว่า คนสอนเป็นใคร? เพศไหน?  ที่ไหน? เมื่อไร?  
 
    ครูเลยอธิบายให้ฟัง นี่การพูดแบบไทย-ไทยก็จริง แต่นั่นเป็นเพียงแบบหนึ่งเท่านั้น อาจจะฟังดูเหมาะสมเวลาพูดกับคนสอนอย่างนั้น นสถานการณ์แบบนั้น พอนำมาใช้กับครู หรือในห้องเรียน ฟังทะแม่งหูเพราะผิดกาละเทศ ยิ่งโดยเฉพาะออกมาจากปากชายอกสามศอกแล้ว สำหรับครูๆหรือคนทั่วไปฟังเลยแสนจะจั๊กจี้หู สตีฟเลยหยุดสตีฟอย่างนี้ สตีฟอย่างนั้นไปได้
 
    เรื่องที่ทำให้ข้องจิตอยู่นานตั้งแต่เมื่อคราวมาทำงานใหม่ๆ คือรู้สึกแปลกใจเป็นกำลังว่า ทำไมที่นี่เรียกครู-นักเรียน ไม่ใช่อาจารย์-นักศึกษากัน เพราะถ้าว่าไป สถาบันอยู่ในระดับวิทยาลัย และหากนักเรียนสำเร็จการศึกษา จะมีวุฒิที่รับรองระดับอนุปริญญาด้านภาษานั้น จนแล้วจนรอดไม่เคยได้ถามใคร คงเรียกเช่นนี้ตามๆกันมา ถ้าให้นึกถึงเหตุผล คำว่า ครู ดูขลังด้วยประการทั้งปวง 

    ประการแรก นี่เป็นการเรียนภาษาใหม่แบบเริ่มต้นทั้งการอ่าน การเขียน ฟัง พูดจึ่งเสมือนเริ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาลหรือประถมที่มีครูเป็นผู้เริ่มสอน 
 
    ประการที่สอง นักเรียนอยู่เรียนในชั้นวันละหกเจ็ดชั่วโมงเหมือนนักเรียนในโรงเรียนมัธยม มีครูสลับกันเข้าสอนเป็นชั่วโมงๆ นอกนั้นมีครูประจำชั้นที่คอยดูแลผลการเรียน เรื่องสอบและคะแนน
 
    ประการที่สาม ตอนเริ่มตั้งแผนกภาษาไทยหลายทศวรรษก่อน ผู้สอนเดิมคงจะตะขิดตะขวงใจคำว่า อาจารย์ นื่องจากใช้กันเกร่อ ตั้งแต่อาจารย์สอนเสริมสวย ตัดเสื้อผ้า ทำผม หมอดู เกจิอาจารย์ปลุกเศกทำเสน่ห์ยาแฝด ทีอาจารย์ในมหาวิทยาลั นิสิตนักศึกษากลับเรียนเรียกสั้นว่า จารย์ ออกเสียงว่า จาน จ้าน ฟังแล้วน่าตะขิดตะขวงใจ
 
    ประการที่สี่ สำหรับนักเรียน คำว่า ครู จำง่ายกว่า เพราะนึกถึงคำว่า Crew ที่แปลว่า ลูกเรือ หางเครื่อง ทีมงาน ทั้งยังเป็นยี่ห้อเสื้อผ้า เจครู หากสืบสาวต่อไปอีกคำนี้ มาจากคำว่า กูรู ที่เรายืมมาจากภาษาแขก ทั้งใช้กันเฟื่องในภาษาอังกฤษ พี่ไทยนำมาปรับเสียงให้สั้น คำว่า ครู น่าฟังกว่าคำว่า กูรู เป็นไหนๆ
 
    นักเรียนหลายคนที่จบไป บางคนได้ไปเรียนภาษาไทยต่อตามมหาวิทยาลัยในอเมริกาเอง หรือในเมืองไทย เช่นที่ ธรรมศาตร์ จุฬาฯ เชียงใหม่ ขอนแก่นบ้าง วันดีคืนดี แวะมาเยี่ยม เรียกครูว่า อาจารย์ ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันในเมืองไทยถมตัดพ้อต่อว่า ทำไมไม่สอนให้เรียก นักศึกษาอาจารย์เหมือนที่เมืองไทย  
 
    เอ่อ . . . สอนก็สอนเฟ้ย ที่จริง ครูบอกมาตลอด จำไม่ได้เอง ทั้งไม่ไม่ได้ช้ หรือคอยเน้น เลยนำคำแนะนำจากศิษย์เก่าไปย้ำกับนักเรียนใหม่ชั้นใหม่
 
    นักเรียนบางคน พยายามเรียกว่า ครู ว่าอาจารย์ แต่ส่วนใหญ่ พอใจเรียกครูตามเดิม คงจะเป็นเพราะง่าย และติดปากไปแล้ว  
 
    เลยมาได้สักสองอาทิตย์หลังจากแนะนำคำว่า อาจารย์ มาวันหนึ่งถึงชั่วโมงที่นักเรียนต่อรองขอเลื่อนกำหนดวันสอบไปอีกวัน ครูยอม เนื่องจากมิได้เป็นเรื่องร้ายแรงอะไรนักหนาให้เวลาหน่อย นักเรียนจะได้มีเวลาทบทวนต่ออีกวัน ดีกว่าให้นักเรียนเครียดหรือสอบตก เพราะเวลาสอบทีใด นักเรียนมักจะประสาทแดกกันตามๆกัน กลัวตก กลัวได้คะแนนไม่ดี กลัวจะได้เกรดต่ำกว่าคนอื่น จิปาถะ ตามประสาคนอเมริกันที่เกิดมาเพื่อแข่งขัน
 
    พอครูยอมตกลง โจดี้ นักเรียนสาวที่ได้ชื่อว่าป้ำๆ เป๋อๆ อีกคน ปากหวานใส่ครู
 
    คุณเป็นอาเจียนดีที่สุด   
 
    นักเรียนที่เข้าใจและรู้ความแตกต่างเลยฮาพร้อมส่ายหัว ส่วนนักเรียนที่จำศัพท์ใหม่ไม่ได้ หรือไม่ทราบความแตกต่าง นั่งหน้าแอ๊บแบ๊ว เพราะไม่ทราบว่าเขาหัวเราะกันเรื่องอะไร ครูทั้งขำทั้งสะอึก ทว่า มีความรู้สึกเหมือนได้ค้นพบความลับที่เป็นปริศนามานาน
 
   มิน่าเล่า ครูเก่าๆเขาถึงไม่สอนให้นักเรียนเรียกครูว่า อาจารย์


                                        👥👥👥
                        

No comments: