Friday, May 1, 2026

03. สอนภาษาไทยฝรั่ง: สำเนียงส่อภาษา

 3. สำเนียงส่อภาษา



                            
                   กษัตริย์อับดุลลาห์ที่สองแห่งจอร์แดนและเจ้าของร้านแพนเค้กเมืองคาร์เมล
  จาก https://www.mercurynews.com/2007/07/19/king-of-jordan-on-a-harley-cruises-carmel-big-sur-with-a-pack-of-bikers/
    
ที่ตั้งของสถาบันภาษาต่างประเทศที่จะเป็นที่ทำงานใหม่นี่ ตั้งอยู่บนเนินเขาติดฝั่งอ่าวที่เมืองมอนทเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ใต้เมืองซานฟรานซิสโกไปประมาณ120ไมล์ หรือ 200 กิโลเมตร ถ้าขับรถไป ก็ใช้เวลา ประมาณสองชั่วโมงเศษๆ จากเมืองลอสแองเจลิส ต้องขึ้นทางเหนืออีก 330 มล์ หรือ 750 กิโลเมตร ถ้าขับรถเหยียบหนักๆ อย่างน้อยก็ 5-6ชั่วโมง ที่เมืองนี้ นอกจากนี้ก็เป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยรัฐแคลิฟอร์เนียแห่งอ่าวมอนทเรย์ด้วย และบัณฑิตวิทยาลัยทหารเรือที่ท่านมหาจำลอง ศรีเมือง และกษัตริย์อับดุลลาห์ที่สองแห่งจอร์แดนเมื่อครั้งยังทรงเป็นองค์รัชทายาท เคยไปศึกษา เมื่อหน้าร้อนปี 2550 ตอนพระชนมพรรษา 42 ปรากฏพระฉายาลักษณ์ของพระองค์ทรงเสื้อแจ็กเก็ตสีดำ ร่วมกับเจ้าของร้านแพนเค้กที่เสด็จไปเสวยในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเมืองคาร์เมล นัยว่า พระองค์เสด็จเป็นการส่วนพระองค์เพื่อทรงมอเตอร์ไซด์ร่วมขบวนฮาเล่ย์ เดวิดสัน จากซานฟรานซิสโกตามถนนไฮเวย์ 1 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นถนนเลียบฝั่งทะเลสวยงาม ผ่านบิกเซอร์ ที่ลงไปทางใต้รัฐแคลิฟอร์เนีย
 
กษัตริย์อับดุลลาห์ที่สองแห่งจอร์แดนที่สองปี พ.ศ. 2569
จาก https://kingabdullah.jo/en
 
    นอกจากนี้ มีเมืองฮอลิสเตอร์ไกลที่นี่ไปทางตะวันเฉียงเหนือไม่ถึงชั่วโมง  ทุกปีตอนเสาร์อาทิตย์วันที่ 4 กรกฎาคม จะมีการชุมนุมนักบิดมอเตอรไซด์ฮาร์เล่ย์เดวิดสันเพื่อพบปะสังสรรค์  ขับรถขบวนเสียงกระหึ่มกระเทือนเมือง ไม่ใช่เป็นแก๊งค์นักบินกวนเมืองอะไรหรอก  ธรรมเนียมนี้เริ่มมาตั้งแต่หนังเรื่องอีสซี่ไรเดอร์ สมัย ปีเตอร์ ฟอนดายังหนุ่มโน่น จำได้ไหม ตอนนั้นเป็นกลุ่มที่ต้านกระแส แต่เดี๋ยวนี้ กลายเป็นธรรมเนียมประเพณี ไปแล้ว ดูเป็นลัทธิ เพราะโดยเฉลี่ย อายุผู้ขับขี่มอเตอร์ไซด์ ก็เลยวัยกลางคน มีการมีงานดีๆกันทั้งนั้น เป็นหมอบ้าง ทนายความบ้าง ผู้เข้าร่วมบอกว่า เขาชอบของเขาอย่างนั้น เพราะมีความรู้สึกว่า ได้สัมผัสธรรมชาติ รู้สึกเป็นอิสระเสรี ปราศจากกังวลทั้งปวง เป็นการบำบัดจิตอย่างหนึ่ง
 
    ถ้าบอกชื่อเมือง ต้องบอกชื่อรัฐตามมาด้วย เพราะชื่อมอนทเรย์ เป็นชื่อเมืองของรัฐอื่นๆอีก เกือบยี่สิบรัฐเห็นจะได้ แถมบางรัฐ เช่น โอไฮโอ หรือเพนซิลเวเนียมีชื่อเมืองมอนทเรย์อีกตั้งสองสามแห่ง อเมริกาป็นอย่างนี้แหละ ขาดแคลนชื่อ เคยมีนักศึกษาเกาหลีคนหนึ่ง กำหนดจะไปเรียนต่อที่เมืองออลบานี และก็เดินทางไปถึงเมืองชื่อเดียวกันแทนที่จะเป็นรัฐนิวยอร์ค กลับไปโผล่ที่รัฐจอร์เจีย คนละทิศละทางกัน เคยมีเข่าวว่ำเชาวเยอรมันคนหนึ่ง มีกำหนดไปเยี่ยมญาติที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย ทว่าดันไปเมืองซิดนีย์ รัฐไอดาโฮ คนละทวีปกัน เหลือเชื่อ
 
    ลงใต้ไปเม็กซิโกตอนเหนือ มีเมืองใหญ่ชื่อมอนทเรย์เหมือนกันแต่สะกดผิดกันหน่อย และต้องออกเสียงรัวลิ้นยาวกว่า
 
     เมืองมอนทเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนียเป็นเมืองชายทะเลเล็กๆ แรกเริ่มเดิมทีเป็นหมู่บ้านประมงเล็กที่ชาวประมงหลายคนจากเกาะซิซิลีมาตั้งรกราก  ก่อนหน้านั้นก็เป็นเมืองที่หลวงพ่อแคธอลิคเข้ามาเผยแผ่ เคยเป็นเมืองหลวงเก่าสมัยสเปนยึดครอง  และก่อนหน้านั้น มีอินเดียนแดง หลายเผ่าที่อาศัยอยู่ประปราย และเหลือน้อยเต็มที ต่อมา เมืองนี้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว อ่าวที่นี่ เป็นสถานที่ขึ้นทำเนียบอนุรักษ์ นานๆ ทีจะเห็นเรือสำราญมหึมามาจอดที่อ่าว แต่ตอนหลังๆไม่ค่อยเห็น คงเนื่องจากเป็นอ่าวอนุรักษ์
 
    เมืองนี้เป็นฉากสำคัญนวนิยายและเรื่องสั้นของ จอห์น สไตเบ็ค นักเขียนรางวัลโนเบล ซึ่งบ้านเกิดอยู่เมืองใกล้ๆเป็นแหล่งเพาะปลูกมีชื่อว่า ซาลีนาส์ ถ้าไปเมืองนี้ อย่าลืมไปชม พิพิธภัณฑ์ หรือ ศูนย์สไตเบ็คแห่งชาติ เป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวนักเขียนและงานของเขา
 
    ในแถบใกล้ๆนี้ก็มีเมืองชื่อต่างๆบอกลักษณะเมืองชายฝั่งทะเล เช่น มารีน่า ซีไซด์ นอกจากนี้ก็มีเมืองคาร์เมลที่คลิ้น อีสต์วู้ด ดาราคาวบอยรุ่นเดอะ เคยเป็นนายกเทศมนตรี ทั้งยังมีกิจการรีสอร์ทผสมภัตตาคาร และเมืองเพ็บเบิ้ลบีชซึ่งว่ากันว่าเป็นดงเศรษฐี มีสนามกอล์ฟขึ้นชื่อและค่าเล่นก็สูงไปตามชื่อ เป็นที่แข่งขันนักกอล์ฟอาชีพและสมัครเล่น แต่ละปี ดารา คนดัง ทั้งหลาย จะยกโขยงกันมาที่มาลองฝีมือให้นักกอล์ฟ แฟนคอยติดตามชะเง้อ เมื่อไทเกอร์ วู้ด ยังเฟื่อง เคยเล่นชนะที่นี่ ต่หลังๆ ตามข่าวว่า ไม่ค่อยชอบสนามนี้เท่าไรนัก 
 
    การเข้าไปในเมืองเพ็บเบิ้ลบีชนี้ ต้องผ่านประตูที่คอยเก็บเงินคนหาเช้ากินค่ำที่บ้าจี้ยอมเสียเงินเข้าไปดูคฤหาสถ์หรูๆ เพื่อสร้างวิมานลอย แม้บางบ้านเป็นบ้านที่เจ้าของไปสร้างมาหลายสิบปี ค่าบ้านขึ้นจนเป็นเศรษฐีย่อยๆไปด้วย
 
    บริเวณนี้ก็เป็นที่ตั้งของโรงเรียนเอกชนกินนอนชื่อ โรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน แน่นอนค่าเล่าเรียนหรืออะไรต่อมิอะไรก็พลอยสูงไปด้วย และก็ยังเห็นเศรษฐีเมืองไทยส่งลูกส่งไปเรียน คนขั้นเศรษฐี นักธุรกิจ ที่คิดถึงการลงทุน คงดีดลูกคิดแล้วคุ้มหรือไม่คุ้ม กับการลงทุนส่งลูกไปรับการศึกษา ส่วนใหญ่ เท่าที่เห็น คิดว่าคุ้ม เพราะเวลาเด็กมาอยู่ไกลพ่อแม่ ไกลบ้าน ต้องช่วยตัวเองทุกอย่าง ฝึกความอดทน และเก่งขึ้น คิดว่าแข่งกับชาวบ้านอื่นได้สบายมาก  
 
    ชื่อโรงเรียนอาจจะเป็นที่คุ้นหู เพราะตั้งชื่อตาม โรเบิร์ต หลุยส์  สตีเวนสัน กวีนักเขียนชาวสก็อตต์สมัยศตวรรษที่ 19 ซึ่งเคยเดินทางท่องเที่ยวไปทั่ว ตอนนั้นร่อนเร่ดั้นด้นตามหาหญิงคนรักที่แต่งงานแล้วอยู่ที่ซานฟรานซิลโก แต่มาป่วยหนักแถวมอนทเรย์นี้ ก่อนที่จะได้สมหวังแต่งงานกับหญิงคนรักและเดินทางเร่ร่อนต่อไปที่อื่นจนถึงฮาวายหรือซามัวโน่น หนังสือที่เขียนที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือ เกาะมหาสมบัติ  จับตัวเรียกค่าไถ่  ดร. แจ็กคิลและมิสเตอร์ไฮด์ เป็นต้น
 
    ถ้าจะเสียเงินค่าผ่านประตูเข้าไปเมืองเพ็บเบิ้ลบีชชมคฤหาสน์ ที่หมายปักหมุดที่ต้องไปให้ถึงคือ ต้นสนเดี่ยวเดียวดาย ที่ขึ้นอยู่บนโขดผาหิน ที่ยืนไปสู่ฝั่งทะเล นอกจากดูสวย ตัดสีสีน้ำทะเล ฟองคลื่นที่ซัดกระจายท้องฟ้าสีคราม ทำให้คิดว่า สนหนอสน อยู่เดียวดายมาได้อย่างไร  ขึ้นบนโขดหิน รากหยั่งไปหาอาหารจากที่ไหน ก็น่าฉงนอยู่หรอก เลยป็นแรงดลใจให้จิตรกรเขียนรูปขาย กลายเป็นสัญญลักขณ์ของดงนี้  อันที่จริง มีอีกต้นไม้หลายต้นที่เข้าลักษณะดังว่า ถึงแม้ในเมืองไทยก็เถอะ กล่าวคือขึ้นมาจากโขดหิน  ทว่าไม่เป็นที่รู้จักหรือบอกต่อไปกันไป เอามาเป็นจุดขายเหมือนต้นนี้  
 
    วันหนึ่งเมืองเพบเบิ้ลบีชก็ได้ต้อนรับครอบครัวนักท่องเที่ยวจากเมืองไทย  
 
    คุณพักตร์พิไลและสามี หลังมางานร่วมรับปริญญาลูกชายที่เพิ่งเรียนจบ แะเยี่ยมลูกสาวซึ่งกำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่อีกเมือง ตามประสาคนมีเงินและปุถชนที่ยังรักห่วงใยคิดถึงลูก ลูกสาวลูกชายขับรถ พาไปเที่ยว เข้าไปดูในเมืองดงเศรษฐีด้วย
 
    คุณพักตร์พิไล ผู้พิไลพักตร์แม้วัยจะล่วงเลยเข้าวัยทอง เธอประทินด้วยเครื่องสำอางราคาสูงลิ่ว  เครื่องถนิมพิมพาภรณ์ สร้อยคอทองคำ  ห้อยพระนางพญา จี้เพชร  ต่างหู  แหวนเพชร สร้อยมือ นาฬิกาฝังเพชร  กระเป๋ารองเท้าแบรนด์เนมเข้าชุด ของนอกทั้งนั้น ลูกสาวก็เก๋ไก๋ตามแฟชั่นตามวัย  ลูกชายขับรถยี่ห้อหรู คุณสามีก็ใช่ย่อย แบรนด์เนมพร้อมห้อยพระรวมทั้งจตุคามกรอบทองหนาทั้งนั้น
 
    ลูกชายพาขับวนดูคฤหาสถ์  หลังนี่ว่าใหญ่ โอ้โฮ อีกหลัง ยิ่งใหญ่กว่าไปอีก  พ่อเจ้าประคุณเอ๊ย  ไปหาเงินหาทองซื้อมาจกไหน  อ้ ไปดู ถ่ายรูปกับต้นสนเดี่ยวหน่อย  เดี๋ยว ชาวบ้านจะไม่เชื่อว่าเคยไปเหยียบมาแล้ว  เอ. . . ยังไงกัน เวียนไปมาหลายรอบ ยังไม่เจอสนเดี่ยวซะที 

อ้าว . . . เกือบออกประตูเมืองอีกแล้ว
 
    ลูกชาย ก็แสนจะเป็นผู้ชาย นอกจาก ไม่เคยสนเรื่องแผนที่ (ตอนนั้นยังไม่มีมือถือ จีพีเอส) เมืองแค่นี้ จะไปหลงได้ยังไง  พอหลงก็ไม่ยอมถามทาง  มีรถหรูก็จริง แต่ไม่ได้ติดตั้งระบบจีพีเอส บอกทิศทาง
 
    คุณแม่พักตร์พิไล ชักจะเวียนหัว ลมจะจับ สูดยาดมเฮือกแล้วเฮือกเล่า ลูกชายยังขับรถเวียนไปมา ผ่านป่าก็แล้ว เลียบทะเลก็แล้ว คฤหาสถ์แถวนี้มันเป็นยังไงกัน เจ้าของ คนอยู่อาศัยหายไปไหนหมด พอเวียนผ่านบ้านที่อยู่กันเป็นหมู่ คุณพักตร์พิไลออกคำสั่งให้ลูกชายจอดรถ คงจะมีคนอยู่แถวนี้โผล่มาบ้าง จะได้ถามทาง คงมีสักคนหรอกนะ ไม่งั้น ต้องไปกดกริ่งชาวบ้านถามทางกันละ  
 
    พอลงจากรถ มองบ้านถัดไปสองสามหลัง  ก็เห็นคุณป้าเจ้าของถิ่นรดดอกไม้ต้นไม้อยู
 
    ผู้เป็นแม่ร้องไปบอกลูกสาวเป็นภาษาไทยเสียงดัง เมืองฝรั่งแถวนี้ไม่มีใครเข้าใจหรอก
 
    ลงไปถามอียัยแหม่มแก่คนซิลูก
 
    แต่แล้วก็ถึงกับผงะ หน้าม้าน เนื่องจากนึกไม่ถึง เมื่อได้ยินเสียงร้องตอบมาว่าภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำว่า
 
    เป็นคนไทยเหมือนกันค่า . . . 

ยัยแหม่มแก่คนที่ว่า คือ คุณโธร่า หรือที่คนไทยเรียก โทลา เป็นสาวใหญ่ลูกครึ่งไทย-เดนมาร์ก เกิดในเมืองไทย เรียนจบมหาวิทยาลัยเก่าแก่ในเมืองไทย เรียนต่อที่นี่ มีครอบครัวตั้งรกรากอยู่เมืองนี้มานมนาน งานก่อนเกษียณ คือหัวหน้าแผนกภาษาไทยที่สถาบันกว่าสองทศวรรษ ตอนนี้ออกมาใช้ชีวิตอย่างสงบกับดอกไม้ใบหญ้า
 
    เธอบอกทางจากให้อาคันตุกะจากบ้านเกิดที่มะงุมมะหรามาถามทาง
 
    แน่นอน มีการขอโทษขอโพยกันเป็นการใหญ่ จุดไต้ตำตอเข้าแล้ว    
 
    ต่างก็แนะนำตัว พูดคุยอย่างสุภาพ ไมตรีจิต
 
    ยัยแหม่มแก่อย่างที่ว่า มิได้ถือโทษโกรธเคืองแต่อย่างใด ที่ไปหยาบคาย ก็เขาไม่รู้นี่และไม่ได้ตั้งใจนี่
  
    และเธอก็มิได้สนใจไยดีที่จะถามไถ่ชื่อเสียงเรียงนามของแขกคนไทย ว่าเป็นใคร  มาจากไหน  


    อย่างคำพังเพยไทยว่าไว้ สำเนียงส่อภาษา  กิริยาส่อสกุล 


                                            👥👥👥

No comments: