5. นามนั้นสำคัญไฉน
แต่ละปี แต่ละชั้น มีนักเรียนแค่ 4-8 คน ที่มาเรียนภาษาไทย แต่ห้องเรียนเล็กๆนี่สะท้อนภาพรวมชาวอเมริกันได้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นภูมิหลังของนักเรียนที่มาจากกลุ่มเชื้อชาติต่างๆ ไม่ว่าจะอเมริกันเก่า หรืออเมริกันใหม่ มีเชื้อชาติพันธุ์ผิวขาว ผิวเหลือง ผิวน้ำตาล ผิวดำ หรือพันธุ์ทาง
ถึงแม้จะมีความหลากหลายด้านเผ่าพันธุ์ แต่มักจะสิ่งหนึ่งที่ออกจะขาดแคลนและรีไซเคิลก็คือ ชื่อ
อาจจะเป็นเพราะธรรมเนียมของคนอเมริกันส่วนใหญ่ที่ถือศาสนาคริสต์ คือ ใช้ชื่อตามบรรพบุรุษบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ได้มาจากคัมภีร์ เช่น จอห์น พอล ปีเตอร์ แมรี่ ชาวอเมริกันใหม่ที่มาจากเอเชีย ก็เลยพลอยมีชื่อใหม่ตามไปด้วย จาก ก้วยหลาน มาเป็น แคเร็น จาก พิมพ์ใจ ก็มาเป็น แพม จาก พิภพ มาเป็น บ้อบ เป็นต้น
ถึงกระนั้น ชาวอเมริกันส่วนหนึ่งที่ก็จะตั้งชื่อที่ฮิทกันตามสมัย ซึ่งอาจจะเป็นตัวละครจากหนังสือ หรือดาราเด่น คนดังแต่ละสมัยบ้าง บ้างก็เป็นความนิยมเพราะเก๋ หรือเท่ห์ ผิดชาวบ้าน
ขนาดพอได้ยินชื่อ แทบจะบอกได้ว่า เจ้าของชื่ออยู่ในวัยไหน
บางคนที่เกิดหรือโตในรัฐแคลิฟอร์เนีย มักจะชอบสะกดชื่อแปลกๆ ให้อ่านยากๆ
ว่ากันว่า คนรัฐแคลิฟอร์เนียชอบสะกดชื่อให้ผิดแผกจากคนทั่วไป ที่เห็นๆก็ Catherine หรือ Katherine แต่บางคนสะกดเป็น Kathryn ซูซี่ ที่มักจะเห็นเขียนว่า Susie กลับสะกดเป็น Suze ชื่อ บาร์บารา ที่มักจะเห็นๆเขียนกันว่า Barbara บางคนตัดให้กะทัดรัดว่า Barbra นี่นับว่ารุ่นเก่าแล้ว พอมาดูรุ่นใหม่ๆ ชื่อที่มีเสียงคล้าย แคโรไลน์ แอนเดรีย อเซเลีย (ชื่อดอกไม้ชนิด) หรือ เควิน ที่เคยเขียนๆกันว่า Caroline, Andrea, Azalea, และ Kevin พ่อแม่ทำเก๋ไก๋ สะกดเป็น Kareline, Gavyn, Andreya, และ Azelya ตามลำดับ
มีชื่อให้เลือกเป็นร้อย แต่เด็กเป็นหมื่น เป็นพัน ชื่อก็เลยพ้องกันได้ วันดีคืนดี มีการสำรวจสักทีว่า ชื่อไหนที่ฮิทกันมาก
สมัยหนึ่ง ชื่อผู้หญิงว่า แอชลีย์ แมดิสัน เป็นที่นิยมนำหน้า รุ่นก่อนไปหน่อย ก็ชื่อ วาเนสซ่า เจนนิเฟอร์ เจสสิกา คิมเบอร์ลี่ย์ ถัดไปรุ่นเก๋ากึ้ก โน่นก็มี ลินดา แนนซี่ แมรี่ เอลิซาเบ็ท โดโรธี ตามลำดับ
ส่วนชื่อผู้ชาย ไม่ค่อยจะหวือหวาเท่าไรนัก แต่ก็มาเป็นรุ่นๆเหมือนกัน อย่างที่เห็นจากชื่อนักเรียนที่มาเรียน ซึ่งเป็นผู้ชายเสียส่วนใหญ่
เมื่อก่อนมีนักเรียนชื่อจอห์นมาบ่อยๆ ชั้นต่อๆมามีชื่อไมเคิล และ ฌอนกือบทุกชั้น มีอยู่ชั้นหนึ่งมีชื่อ เจสัน เสียสี่คน
เอาเป็นว่า ความคิดสร้างสรรค์เรื่องชื่อ สู้พี่ไทยไม่ได้เลย
ชื่อ เจสัน ที่เพิ่งฮิทตั้งว่าชื่อไทยไม่ให้หวือหวานัก ว่า เจตนา จีระ จารึก บางทีตั้งชื่อเล่น บ้างมีสมญานามให้ด้วย
ชื่อเล่นที่ครูชอบนี่ คงไม่พ้นว่า แดง ใครที่ผมแดง หรือหน้าตกกระ หรือหน้าแดงๆหน่อย ครูต่างพากันเรียกว่าแดงทั้งนั้น นอกจากนั้น ก็เอาชื่อจากตัวพยัญชนะ เช่น ไก่ ช้าง เต่า ผึ้ง ใครที่มีอาวุโสหน่อยก็ถูกเพื่อนร่วมห้องให้ฉายาว่า ผู้เฒ่า หากหนุ่มน้อยคนไหนที่โกนหัวเป็นประจำ เพราะอยากจะประหยัดค่าตัดผม มักจะเรียกกันว่า เณร
มีหนุ่มน้อยวัยใส เข้าทหารใหม่อีกคนหนึ่งชื่อ เจอรมี เพิ่งเข้ามาเรียนใหม่ ยังไม่ทันจะได้ตั้งชื่อ ก็รู้กันไปทั่วเมื่อคราวเลี้ยงต้อนรับชั้นใหม่ พ่อหนุ่มคนนี้ช่างกินเหลือเกิน กินได้ทุกอย่างไม่เลือก แถมกินแต่ละยังกะมีเด็กมีพยาธิ์ ครูเลยเรียก “กินเก่ง” และทุกคนเลยพากันเรียกตามจนติดปาก เจ้าตัวก็มิได้เคืองขุ่นกับสมญานามแต่อย่างใด แถมชอบใจเสียด้วยซ้ำ
อีกคนหนึ่งชื่อ จิม แต่ผู้ชายอะไรหน้าตาจุ๋มจิ๋มเหลือเกินทั้งๆที่เป็นผู้ชายทั้งแท่ง ครูจำเริญเลยแอบเรียกว่า จิ๋ม ก่อนนามนี้จะแปรความหมายในภาษาไทย
นักเรียนอีกคนชื่อ แลรี่ แต่พ่อเจ้าประคุณ ได้หน้าลืมหลังบ่อยๆ แถมขี้งง ครูเลยเรียกว่า หลง จนกระทั่งวันหนึ่ง พ่อหลงมาโรงเรียน หัวโล้น สอบถามได้ความว่า แพ้พนันฟุตบอล แต่ไม่ได้พนันเงินหรืออะไรหรอก เพื่อนคงจะกลัวว่าจะหลงลืม เลยให้พนันด้วยหัว คือ ถ้าแพ้พนันต้องโกนผมแทน ชื่อ หลง เลยกลายเป็น ชื่อ โล้น เสียสองสามอาทิตย์
ชื่อ โจ ตั้งให้ว่า จเร จรัส ไปตามเรื่อง
มีโจหนึ่ง ครูประจำชั้นตั้งชื่อให้ว่า จามร แต่ไม่มีใครเรียกกันสักคน เจ้าตัวเองก็ไม่ชอบ แต่ไม่บอกว่าจะเป็นเพราะเสียงออก มอร์นๆ เหมือนแปลว่าโศกเศร้าไว้ทุกข์ พอบอกความหมายว่าเป็น พัดพระราชา เจ้าตัวไม่ค่อยจะซาบซึ้งเท่าไร เลยไม่มีใครเรียก
เพื่อนนักเรียนสมัยเด็กๆคนหนึ่งชื่อ จามร เหมือนกัน ทว่าเจ้าตัวออกจะชังชื่อตัวเอง บ่นว่าเชยบ้าง เป็นชื่อผู้ชายบ้างสารพัด เคยแนะนำให้ประสระอี ใส่ซะ เป็น จามรี จะได้ฟังเป็นชื่อผู้หญิงหน่อย อ้าว ความหมายจากพัด กลายเป็นสัตว์ที่หวงขน ไม่เอ้า ไม่เอา ความหมายไม่เข้าท่า สุดท้ายยังใช้ชื่อเดิมมาจนกระทั่งทุกวันนี้
เพื่อนคนหนึ่งเทั้งเรียนเก่ง ทั้งขยัน เรียบร้อย ยิ้มง่าย เวลาออกเสียง กะทัดรัดเพราะจับใจ แต่เจ้าตัวสะกดว่า วิลัย ตามคนสะกดให้ก่อนเธออ่านออกเขียนได้ แปลถูกเสีย ครูเคยทักท้วงให้เปลี่ยนตัวสะกด เป็นวลัย หรือ วลัย จะได้ความหมาย งดงาม ไม่ย่อยยับ เธอยิ้มรับ จนแล้วจนรอด ไม่เคยเห็นว่าเปลี่ยนตัวสะกด จากเด็กที่เรียนเก่ง เป็นสาวเก่งและประสบผลสำเร็จในชีวิต
เชคสเปียร์ กล่าวไว้ในบทละครเรื่อง โรมิโอและจูเลียตว่า " What's in a name?" ร.6 ทรงแปลบทละครเรื่องนี และถอดความหมายคำกล่าวนี้ไว้อย่างเหมาะเจาะว่า ". . . นามนั้นสำคัญไฉน?"
หลายคนเปลี่ยนชื่อใหม่ให้ดังใจปรารถนาได้ เนื่องจากไม่ชอบชื่อเดิม เพราะเฉิ่ม เชย เกร่อ ไม่ถูกโฉลก โดนล้อ หรือความหมายไม่เป็นมงคล
เด็กสาวไทยนางหนึ่ง ภูมิใจชื่อตนเองเป็นที่สุด เนื่องจากไพเราะ เป็นเอกลักษณ์ อยู่มาวันหนึ่งทราบว่า มีคนอื่นชื่อเหมือนนาง ถึงกับร้องไห้ด้วยความผิดหวัง
ตัวอย่างรอบตัว พอรุปได้ว่า ไม่ว่านามนั่นสำคัญหรือไม่สำคัญ ทว่า นามบ่งบอกอะไรต่อมิอะไรได้หลายอย่าง
ครูสาวภาษาไทยจากสถาบันอีกแห่ง ชื่อ ดำเนิน พอได้ยินชื่อทำให้นึกถึงเพลงฺฺฮิทเก่า ดำเนินจ๋า ของสุรพล สมบัติเจริญขึ้นมาทันควัน จนอดร้องออกมาไม่ได้--"โอ้ ดำเนิน เธอสวยเหลือเกินดำเนินของพี่ . . ." เจ้าของชื่อเล่าว่า "นั่นแหละค่ะ พ่อตั้งชื่อตามเพลงที่พ่อชอบมาก" ตอนเล็กๆ พ่อของเธอ คงร้องกล่อมเป็นประจำ--" โอ้ ดำเนิน น่ารักเหลือเกิน ดำเนินลูกพ่อ . . . "
พ่อแม่รัก รักอะไร ประทับใจอะไร มักเอาสิ่งนั้นตั้งชื่อให้ผู้เป็นที่รักเสมอ
คนไทยเราโดยทั่วไป อยากมีชื่อไพเราะ เก๋ เท่ห์ เป็นเอกลักษณ์ ถูกโฉลก วันเดือนปีเกิด มีความหมาย ที่สำคัญ ต้องไม่ซ้ำใคร
ครูไทยพลอยรับจุดสร้างสรรค์เรื่องชื่อไปด้วยพร้อมๆกับให้นักเรียนซึมซับวัฒนธรรมไทยไปในตัว
ชื่อยอดฮิทว่า ไมค์ หรือไมเคิล ชื่อไทยก็ตั้งเป็น ไมตรีบ้าง มงคลบ้าง มีชัยบ้าง ชื่อหลังนี่ ครูผู้ชายชื่อจำเริญตั้งให้ อมยิ้มไปด้วยเวลาเรียกแต่ละที แน่นอนครูเรียกนักเรียนทีไรก็เหมือนย้อนความทรงจำไปตอนนั้นครูจำรูญยังหนุ่มฟ้ออยู่เมืองไทยหลายทศวรรษมาแล้ว ตอนที่มีการรณรงค์วางแผนครอบครัวเมื่อโฆษณาถุงยางของคุณมีชัย วีระไวทยะ กำลังฮิท นักเรียนเลยได้ความไปทั้งคำแปลและความหมายนัยยะ
มีหนุ่มน้อยไมค์อยู่หนึ่ง ซึ่งนามสกุลที่เป็นที่โปรดปรานในหมู่ครู ตัวสะกดเลยออกเสียงคล้ายว่า สนุก แต่เผอิญพ่อหนุ่มหน้ามนคนนี้ หน้าตาไม่ค่อยจะแย้มยิ้มแจ่มใส พวกครูๆก็เลยเรียกว่า ไม่(ไมค์)สนุก
ชั้นใหม่มาอีกชัั้น ชั้นนี้ มีนักเรียนแค่ห้าคน แต่ชื่อ ไมเคิล สองคน
ไมเคิลแรก เป็นหนุ่มนาวิกโยธินล่ำสัน เคยเรียนมหาวิทยาลัยที่รัฐฟลอริดา ซึ่งภาคภูมิใจกับทีมฟุตบอลอเมริกันของมหาวิทยาลัยมาก และสัตว์นำโชคของทีมฟุตบอลคือ จระเข้ เลยขอให้ใช้ จระเข้ เป็นชื่อเล่น
ส่วนไมเคิล อีกคนหนึ่ง กลับเป็นผู้หญิงเสียนี่ ออกจะแปลกสักหน่อยเพราะไม่ค่อยได้เห็นเรื่องทำนองนี้บ่อยนัก เธอเล่าว่า ว่าพ่อแม่ฝังใจกับชื่อนี้มาตั้งแต่ก่อนเกิด พอเป็นผู้หญิง เลยตามเลยเพื่อไม่ให้เสียความตั้งใจ เท่ห์ไปอีกอย่าง
ผู้สาวไมเคิลมาเรียนภาษาไทยชั้นเดียวกับไทยกับสามีทหารซึ่งจะไปประจำการที่เมืองไทย เนื่องจากเธอจะย้ายติดตามตามสามีไปเมืองไทยด้วย เธอจึงสามารถเข้าเรียน จะว่าไป ทางการที่นี่สนับสนุนเช่นนั้น ถือว่าภรรยาเป็นลมใต้ปีกสามีว่าอย่่างนั้นเถอะ
ตอนเริ่มเรียนพยัญชนะ สามีขอชื่อเล่นว่า ช้าง เนื่องจากมหาวิทยาลัยที่เคยเรียนและยังผูกพันอยู่มีช้างเป็นสัตว์นำโชค ทั้งได้เรียนรู้ว่า ช้าง เป็นสัตว์ที่มีความหมายสำหรับคนไทย ยิ่งพอทราบว่าเวลาคนไทยบนบานศาลกล่าว จะเรียกตัวเองว่า ลูกช้าง เลยยิ่งชอบใจใหญ่
ส่วนภรรยาผู้สาวไมเคิล เลือกสัตว์นำโชคจากมหาวิทยาลัยที่เธอเคยเรียนเช่นกัน เผอิญว่า สัตว์นำโชคนั้นคือ เสือ ฟังแล้วดุจังเลย ผิดจากเจ้าตัวเป็นคนยิ้มหวาน สุภาพและน่ารักทีเดียว ครูเห็นดังนั้นจึงเสนอชื่อคล้ายๆชื่อเธอเอง คือ เมขลา พอทุกคนได้ฟังตำนาน มีภาพประกอบที่มาของเมขลา รามสูร ให้ฟัง โอย นักเรียนสนุกกันใหญ่ทั้งห้อง เลยพาเรียกกันสาวคนนี้ว่า เมขลา ติดปากไปเลย เธอออกจะพอใจชื่อนี้ แม้เรียนจบแล้วเวลาผ่านไปอีกหลายปี ชื่อนี้ยังติดปากเพื่อนและครู
อีกชั้นหนึ่ง เคยมีนักเรียนชื่อ แดเร็น ครูมีชื่อไทยให้พ่อหนุ่มเลือก จะเอาชื่อ ดำรง แปลว่า คงอยู่ชั่วกาลปาวสานเป็นภาษาไทยความหมายออกดีแสนดี หรือ ดรุณ ที่แปลว่าหนุ่มน้อย แดเร็นเลือก ดรุณ ครูอยากรู้ ทำไมถึงเรื่องชื่อนั้น แดเร็นบอกเหตุผล
“เวลาสะกด เสียงพยางค์แรกว่า Dam ออกเสียงว่า ดำ (dum) แปลว่า โง่ ทึ่ม แถมเพื่อนๆออกเสียงพยางค์นี้ทีไร สะดุ้งทุกที เหมือนโดนสบถใส่ว่า แดม (Damn)”
“ผมขอเป็นหนุ่มน้อยดีกว่าครับ” แดเร็นย้ำกับครูอย่างสุภาพ
เออ จริงนะ ครูไม่ทันได้คิดถึงเรื่องนี้ คำอะไรที่เป็นสิริมงคลของภาษาหนึ่ง แต่อาจจะเป็นอัปมงคลอีกภาษาก็ได้ ดีแล้ว ทีหน้า ทีหลัง จะได้คิดให้รอบคอบกว่านี้
คำอธิบายของหนุ่มน้อยคนนี้ ทำให้นึกย้อนไปถึงเกร็ดตลกเกี่ยวกับเรื่องที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่รู้จักกันในหมู่ฝรั่งว่า ปริ๊นซ์ดำรง จำไม่ได้แน่ว่าจะเป็นพระเจ้ายอร์ชที่ ๖ แห่งอังกฤษหรือเจ้านายองค์ไหนที่ทรงล้อโดยเล่นคำกับพระนามสมเด็จกรมพระยาดำรงฯว่า
"Damrong (Damn wrong), when are you going to be damn right?"
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ภาพจาก https://x.com/9yaud/status/1200946753899380736
👥👥👥


No comments:
Post a Comment