“ลูกอยู่ในใจแม่เสมอ”
นิราศรถไฟ: ฉายเดี่ยวเที่ยวอเมริกา
26 มีนาคม – 27 เมษายน 2026
00.อารัมภบท
การนั่งรถไฟข้ามทวีปในอเมริกาคือสิ่งที่ใฝ่ฝันมาตลอด ประสบการณ์นั่งรถไฟยาวครั้งเดียวที่เคยมีคือการเดินทางจากวอชิงตัน ดีซี ไปยังนิวเฮเว่น รัฐคอนเนทิคัต เมื่อปี 2019 เพื่อร่วมงานรำลึกพ่อบ้านแม่บ้านครอบครัวอเมริกัน แต่ก็นับเป็นการเดินทางสั้นๆไปกลับ ภายในวันเดียว
หากย้อนกลับไปสมัยเป็นนักศึกษาที่กรุงเทพฯ ออกจะชินกับการนั่งรถไฟสายใต้กลับบ้านที่สงขลา (หาดใหญ่) เป็นเวลาเกว่า 20 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นชั้น 3 หรือตู้นอนชั้น 2 ทุกครั้ง จะรู้สึกว่ากลิ่นของรถไฟติดตัวจนต้องอาบน้ำชำระ
เคยฝันถึงการนั่งรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย แต่ที่ทำได้คือเพียงติดตามผ่านเรื่องราวของคนหนุ่มสาวในโลกโซเชียล จนกระทั่งปีนี้ โอกาสทองมาถึง เมื่อ Amtrak ฉลองครบรอบ 250 ปีสหรัฐอเมริกา ออกตั๋ว Rail Pass ในราคาพิเศษเพียง 250 ดอลลาร์ เดินทางได้ถึง 10 เที่ยวภายในหนึ่งเดือน จึงไม่ลังเลที่จะตอบรับเสียงเรียกเสียงแผ่วๆในใจ แม้จะชวนเพื่อนๆ แล้วแต่ไม่มีใครสะดวกด้วยภาระที่ต่างกัน สุดท้ายจึงตัดสินใจว่า "เอาล่ะวะ เดี่ยวก็เดี่ยว"
แรงกายแรงใจ
ครั้งสุดท้ายที่ฉายเดี่ยวรถไฟข้ามประเทศคือในยุโรปโดยใช้ Eurail Pass ตอนนั้น อยู่ในวัยเลยเบญจเพส แต่ครั้งนี้ปาเข้าไป 74 แล้ว นี่อาจเป็นโอกาสครั้งสุดท้าย แม้คุ้นเคยกับภาษา วัฒนธรรมและสถานที่บางแห่งที่จะไป แต่ต้องยอมรับว่าร่างกายเริ่มเชื่องช้าลง เหนื่อยง่าย และหลงลืมบ่อย การวางแผนอย่างละเอียด รอบคอบ พยายามตั้งสมาธิ จึงเป็นเรื่องสำคัญ เผื่อใจไปด้วยว่า หากเกิดปัญหาเฉพาะหน้า จะยังมีแรงและสติพอที่จะจัดการได้
ต่างคนต่างใจ
เราสองปู่ย่าต่างสไตล์กัน ปู่เฮลกินั้รชอบความสะดวกสบาย อาหารอร่อย และการพบปะพูดคุยผู้คน ส่วนย่าปิ๋วชอบธรรมชาติ ความเรียบง่าย และการผจญภัยเล็กๆ น้อยๆ เคยฝันถึงการล่องเรือใบไปไกลๆ แต่เจ้าของเรือ (ปู่เฮลกิ) พอใจที่จะไปกับเพื่อนคอเดียวกันที่รู้เรื่อง มีประสบการณ์การเดินเรือมากกว่า เออ หนอ "คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล" ไม่เป็นภาระให้กันน่ะ ดีแล้ว
แรงดึงดูด
หลังจากโละเรือใบเก่า ปู่เฮลกิได้เรือใบใหม่ (เก่า) ขนาดฟุต 39 ฟุตชื่อ French Leave ที่แปลว่า โดดงานเที่ยว เคยจอดไว้ที่ท่าเรือทาโคมา รัฐวอชิงตัน อยู่สองสามปี ต่อมา ได้ที่จอดเรือที่ท่ามอนทเรย์ จึงไปแล่นเรือมาไว้ที่ท่านี้พร้อมกับปางและลูกเรืออีกคนสองคน ฟังดูง่าย เอาเข้าจริงๆ ทรหดน่าดู แถมใช้เวลาเป็นเดือนเพราะทะเลไม่เป็นใจ ต้องจอดทิ้งไว้ที่ท่าเรือครึ่งทางรอเวลาที่สะดวก และแล้ว ในที่สุดเรือก็ได้มาจอดที่ท่ามอนทเรย์ ให้เจ้าของกับปางได้เล่นด้วยกัน นอกเหนือจากไปร่วมแข่งด้วยเรืออีกลำของเจ้าของอีกคนทุกพุธตอนหน้าร้อน
เนื่องด้วยปู่เฮลกิกำหนดไปเล่นเรือของเพื่อน Morning Star ขนาด 24 ฟุต ที่ Gulf Shores, AL & Pensacolo, FL เป้าหมายเลียบฝั่งที่อ่าวเม็กซิโก-อ่าวอเมริกา ย่าปิ๋วเลยวางแผนฉายเดี่ยวเที่ยวรถไฟคนเดียว โดยจะล่วงหน้าไปก่อนหนึ่งสัปดาห์ ก่อนที่จะพากันเยี่ยมลูกหลานที่แอตแลนตาอีกหนึ่งสัปดาห์ จากนั้น จะแยกย้ายกันไปแต่ละความประสงค์ที่กำหนดให้กับตัวเอง
Morning Star
สมาชิกหลงหลานทุกคนคงเข้าใจดีว่า หัวใจของการเดินทางของคนเป็นปู่ย่าครั้งนี้คืออะไร ตั้งหน้าตั้งตาคอยมานานจะพบหลานสาววัย 2 ขวบ และรับขวัญหลานชายตัวน้อยครั้งแรกในวัย 4 เดือน
เที่ยวหรือแสวงบุญบุญ
ทริปนี้ตั้งใจให้เป็นไปอย่างสมถะ พักโฮสเทลตลอด ความตั้งใจอย่างเดียวที่รวมดีซี คือจะไปชมซากุระบานซึ่งหวังว่าจะทัน บ้านที่เคยมีตอนทำงานใกล้ดีซี 10 ปี ก็ได้ขายเอาเงินมาใช้ประโยชน์ แม้วันนี้ ทุกอย่างอันตรธานไปสิ้นแล้ว ในเมื่อมีเวลาในดีซีไม่ถึง 24 ชั่วโมง จึงไม่ได้ติดต่อใคร
น้องสาวจอมขวัญ สนับสนุนการตัดสินใจครั้งนี้และเชียร์ให้บันทึกเรื่องราวไว้เพื่อแบ่งปัน ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้กลับมาทำสิ่งที่ละเลยมานานแสนนาน
01. เที่ยวแรก: 26 มีนาคม 2026
ระยะทาง Salinas - LA: 356 ไมล์ (573 กิโลเมตร)
เวลาเดินทาง: 9 ชั่วโมง
การผจญภัยๆ เริ่มแล้ว เที่ยวแรก ไปกับเส้นทางแสงดาวเหนือ (Coast Starlight) ที่จริงรถไฟสายนี้ เริ่มจากซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน แต่ไปขึ้นครึ่งทางจาก Salinas ซึงเป็นสถานีรถไฟที่ใกล้บ้านที่ สถานีปลายทางสายนี่คือแอลเอ (Los Angeles)
อาหารทั้งหมดเตรียมไว้ทั้งสำหรับที่บ้านและการเดินทาง วันนี้ตื่นตอน 8 โมงเช้า เร็วกว่าปกติ ปู่เฮลกิอบวาฟเฟิลจากแป้งที่เตรียมไว้เมื่อวันก่อน
ออกจากบ้านตอน 10:30 ก่อนขึ้นทางหลวงหมายเลข 1 นึกขึ้นมาได้ว่าลืมถุงของกิน จึงย้อนกลับไปเอาเฮลกิขับรถฮอนด้าซีวิคขับผ่าน Watsonville เพราะได้เช็คเส้นทางฉิวที่สุดแล้ว
สถานีรถไฟ Salinas
สถานีต้นทางสร้างมานานแล้ว แต่ได้รับการดูแลอย่างดี มีชั้นหนังสือให้หยิบอ่านฟรี มีพิพิธภัณฑ์รถไฟและรถจักรไอน้ำจัดแสดง น่าเสียดายที่ไม่ทราบมาก่อน เลยไม่มีเวลาชม ห้องน้ำที่นี่สงวนไว้ให้ผู้โดยสารเท่านั้น เจ้าหน้าที่จะคอยเปิดให้เป็นรายคน
บนรถไฟ
รถไฟเข้าสถานีตรงเวลา เมื่อขึ้นไปนั่งที่ตามใจชอบ พอพนักงานมาตรวจตั๋วจึงได้รู้ระบบ พนักงานจะติดสติกเกอร์ระบุปลายทางของผู้โดยสาร พร้อมมอบหมายที่นั่งให้ เผอิญที่ที่ไปนั่งว่าง เพราะมีคนลงพอดีเลยไม่มีปัญหา แม้พนักงานจะออกอาการหงุดหงิด เลยบอกไปตรงๆ ว่า "คราวนี้รู้แล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่นั่งนี่่ก็ว่างแล้วด้วย ... จะเอาอะไรกันนักกันหนา" (ประโยคหลังแอบบ่นในใจ)
สิ่งอำนวยความสะดวก
ตัวตู้รถ เป็นรถไฟสองชั้น นั่งชั้นบนซึ่งนิ่งมาก แทบไม่มีเสียงรบกวน มีบันไดแคบๆเชื่อมระหว่างชั้นทุกตู้
ที่นั่ง กว้างขวาง ยืดขาได้สบาย เบาะนุ่ม แม้รถจะเก่าแต่สะอาด น้ำในห้องน้ำแรง และมีอุปกรณ์ครบครัน
เลาจน์ & ตู้ชมวิว (Lounge & Observation Car) มีกระจกบานใสยาวไปถึงหลังคา สว่างโปร่ง เหมาะสำหรับดูวิว และกินอาหารคุยกัน ชั้นล่างของตู้นี้ยังมี คาเฟ่ขายอาหาร โต๊ะสำหรับนั่งกินอาหารสัง-สันทน์เช่นกัน
พนักงาน Amtrak หรือการรถไฟโดยสารในอเมริกา ใช้พนักงานคุ้มมาก พนักงานคนหนึ่งทำหน้าที่หลายอย่าง ทั้งตรวจตั๋ว ขายอาหาร จัดที่นั่ง เวลาจอง เวลาเสริฟอาหารแตละมื้อ ไปจนถึงประกาศข้อมูลสถานี สายนี้ พนักงานส่วนใหญ่ น่าจะเป็นคนฟิลิปปินส์ ให้ข้อมูลที่พึงทราบเป็นระยะ มีอารมณ์ขันเวลาประกาศ
ทิวทัศน์ วิวข้างทาง น่าดูตลอดสาย ตอนแรกๆ ผ่านทั้งสวน ผักสีเขียวอ่อน รถแทรกเตอร์จอดริมทุ่ง กระท่อมคนงาน เครื่องโยกขุดน้ำมัน
มาได้เกือบครึ่งทางรถไฟจอดที่สถานี San Luis Obispo นานหน่อยเพื่อรอสวนทางกับรถสาย Coast Starlight ขาขึ้น ผู้โดยสารหลายนคนลงที่นี่ ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา ที่นี่ มีมหาวิทยาลัยรัฐโพลิเทคนิค มีชื่อทีเดียว
พอลงใต้ไป ด้านหนึ่งเป็นเทือกเขาซับซ้อน ส่วนอีกด้านเป็นชายฝั่งทะเลยาว บางส่วนที่มีรถบ้านมาตั้งแคมป์จอดเรียงราย
ที่หมายแรก
ถึงสถานี Los Union Station ตอนค่ำ ตัวสถานี ขยายเสร้างเพิ่มเติมไม่ได้หยุด เนื่องจากเป็นศูนย์รวมทั้งรถไฟและ รถขนส่งมวลชน มีป้ายรณรงค์ให้ผู้สูงอายุมาใช้บริการขนส่งสาธารณะมากขึ้น ในสถานีมีเปียโนให้คนมาบรรเลงและมีนิทรรศการเล็กๆ เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดีด้วย
ตอนเช็คอิน มีสามีภรรยาวัยเกษียณคู่หนึ่งจ่ายค่าห้อง $145 ส่วนเราจองผ่าน Trip.com ล่วงหน้ามานานแล้วได้ราคา $135 แทบไม่ต่างกันนัก พนักงานหญิงถามว่าจะจ่ายเงินยังไง เลยตอบว่า "จ่ายเรียบร้อยผ่านบัตรไปนานแล้ว" ที่จริงทางโรงแรมต้องมีบันทึกรายละเอียดการจองไว้แล้ว อดฉุนไม่ได้ ลองตอดให้จ่ายอีกกระมัง? หรือถามไปแบบหุ่นยนต์ ทำให้รู้สึกพนักงานด้อยความเป็นมืออาชีพไปถนัด
คืนนั้นปู่เฮลกิโทรมา เพราะคอยติดตามการเดินทางผ่าน Google เป็นการปิดท้ายวันแรกของการฉายเดี่ยวเที่ยวแรก
เช้าวันแรก
ที่ลอสแอนเจลิส ตื่น 8 โมงเช้า เติมพลังด้วยไข่ต้ม มัฟฟินกล้วยหอม และลูกแพร์ ระหว่างนั้นก็ทำภารกิจ Duolingo ภาษาฝรั่งเศสตามกิจวัตร ผู้จัดการโรงแรมที่นี่ใจดีให้ฝากกระเป๋าฟรี แถมแนะนำให้ไปชมวิวบนตึกสูงใกล้ๆ แต่น่าเสียดาย พอไปถึง ปรากฏว่าที่ตึกปิดเพราะมีประชุมสำคัญ
เดิน เดิน และเดิน...
ตอนเช้า ออกสำรวจบริเวณสถานีอีกครั้ง เพราะตอนมาถึง มืด ไม่เห็นอะไร เดินไปเรื่อยๆ ผ่าน สวนสาธารณะ เจออะไรแวะไปทั่วทางผ่าน
Italian American Museum เป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆที่เข้าฟรีแต่เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์ของชาวอิตาเลียนในอเมริกาและแคลิฟอร์เนีย ชาวอิตาเลียนมีชื่อเสียงน่าชื่นชมหลายด้านไม่ว่าทางวิทยาศาสตร์ประดิษฐ์คิดค้น อาหาร แฟชั่น ศิลปะ ดนตรี เป็นต้น เพิ่งทราบว่า ผู้ที่คิดประดิษฐ์เป๊ยนโนคนแรกเป็นชาวอิตาเลียน
America Tropical พิพิธภัณฑ์ศิลปะฝาผนัง
lvera Street ตลาดของที่ระลึกที่ให้บรรยากาศเหมือนหลุดไปอยู่ในเม็กซิโก
Little Tokyo & Chinatown เดินสำรวจโตเกียวน้อย กับไชน่าทาวน์ มีกลิ่่นอายเอเชีย แอลเอมีคนหลายเชื้อชาติจึงซึมซับความเป็นอยู่ของแต่ละเชื้อชาติไว้เต็มๆ จุดเด่นของเมืองจึงอยู่ตรงนี้
อาหารมื้อบ่าย ตั้งใจไปร้าน Golden Dragon ในไชน่าทาวน์ตามคำแนะนำจากผู้จัดการโรงแรม แต่ช้าไป ร้านกำลังเปิดมื้อค่ำ เลยเปลี่ยนใจไปจบที่ร้านอาหารเวียดนาม สั่งข้าวหมูย่างกับสลัดมาฟาดจนเกลี้ยงจาน ก่อนจะกลับไปรับเป้ที่โรงแรมเพื่อมุ่งหน้าสู่ Union Station
สถิติการเดินวันนี้ 20,500 ก้าว!
03. อาทิตย์อัสดง (Sunset Limited): 27 - 31 มีนาคม 2026
ระยะทางแอลเอ - นิวออร์ลีนส์: 1,995 ไมล์ (ประมาณ 3211 กิโลเมตร)
เวลาเดินทาง: 45–48 ชั่วโมง
รอขึ้นรถ
ที่สถานี ผู้คนพลุกพล่านเช่นเดิม แต่ละคนต่างมีธุระ มุ่งหน้าไปแต่ละทิศละทาง แม้ต้องระวังกระเป๋าข้าวของ แต่ดูจะไม่มีเรื่องล้วงกระเป๋า วิ่งราว หรือขี้ขโมย เรื่องนี้อเมริกาแตกต่างจากยุโรป หลังๆมานี่ ที่ยุโรป มีข่าวล้วงกระเป๋าตามที่ขนส่งสาธารณะในยุโรปไม่เว้นแต่ละวัน แถมเล่นกันเป็นแก๊งค์ ตัวเองเคยโดนมาแล้วที่อัมสเตอร์ดัมเมื่อตอนเที่ยวยุโรปครั้งแรกเมื่อปี 1979 ผ่านมาเกือบห้าทศวรรษ ดูจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย เรื่องห้องสุขาที่สาธารณะก็เช่นกัน ในยุโรป นอกจากจะต้องเสียเงินเข้าแล้ว ยังหายากอีกด้วย ส่วนน้ำดื่มให้กดดื่มฟรี ไม่ต้องพูดถึง แทบไม่มีเลย
บรรยากาศบนรถ
รถไฟสายอาทิตย์อัสดง (Sunsetet Limited) จากแอลเอ ปลายทางนิวออร์ลีนส์ เคลื่อนขบวนตอนสี่ทุ่ม มุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออก บนรถไฟสายนี้มีผู้โดยสารหลากหลาย ส่วนใหญ่ดูช่ำชอง ที่นั่งใกล้ๆ มีครอบครัวที่หอบหิ้วลูกตัวเล็กๆสองคน เสียงเด็กกรีดร้องแข่งกัน ต่อมา พนักงานเชิญไปที่ตู้เลานจ์เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารคนอื่นรำคาญ ตกกลางคืน ได้เสียงกรนผู้ใหญ่แข่งกันอีก ได้บรรยากาศของชีวิตไม่เบา
ระหว่างทาง
วันรุ่งขึ้นตื่นก่อน 6 โมงเช้า รีบไปหาที่นั่งในตู้ดูชมวิว (Observation Car) เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้น ทิวทัศน์ภายนอกเปลี่ยนเป็นทะเลทรายแซมด้วยพุ่มหญ้า
นิวออร์ลีนส์: เมืองแห่งดนตรีแจ๊ส
บางตอนรถไฟวิ่งเลียบชายแดนเม็กซิโก เห็นรั้วกั้นประเทศระหว่างสหรัฐฯและเม็กซิโกอยู่ใกล้ๆ
ภายนอกเป็นทะเลทรายมีพุ่มหญ้าป็นหย่อมๆ รถไฟสายนี้เลียบเขตชายแดนเม็กซิโก บางส่วนเห็นรั้วกั้นอยู่ไวๆ รถไฟหยุดนานหน่อยที่เมืองใหญ่ๆ เช่น ทูซอน รัฐแอริโซนา เดมิง รัฐนิวเม็กซิโก ซาน อันโทนีโอ แอลพาโซ และฮิวสตัน รัฐเท็กซัส
นอกจากเพื่อให้ผู้โดยสารขึ้นลง ยืดเส้นยืดสายและ สูบบุหรี่แล้ว ก็เพื่อพ่วงตู้จากเส้นทางอื่นบ้าง เติมพลังหัวรถจักรและเปลี่ยนกะพนักงานบ้าง บ่อยที่สุดคือเพื่อรอรถสวน ที่เป็นรถสินค้าส่วนใหญ่ แต่ละขบวนยาวตั้งแต่ 1.5-3 ไมล์ รถโดยสารที่ประเทศนี้ต้องหลีกทางให้รถสินค้าเสมอ เนื่องจากบริษัทรถสินค้าเป็นเจ้าของราง ดังนั้น รถไฟโดยสารจึงเสียเวลาบ่อย ถ้าช้าไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ถือว่าตรงเวลา
ดรุณ ญาติผู้น้องโทรมาจากเมืองไทยในขณะที่อยู่บนรถไฟ เล่าว่าวางแผนจะไปโมร็อกโค เที่ยวบินที่ไปต้องต่อเครื่องที่ดูไบ เนื่องสถานการณ์แถบนั้นกำลังปึ้งปั้ง เลยไม่แน่ใจว่า กลุ่มทัวร์จะไปได้หรือไม่ ต้องรอฟังว่าสายการบินจะยกเลิกเที่ยวบินหรือไม่ มิฉะนั้น แล้วผู้โดยสารจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ภายหลังทราบว่า ได้ไปเที่ยวมาอย่างสนุกสนาน โมร็อกโค เป็นแดนน่าเที่ยวทีเดียว ได้ยินเรื่องราวมานานจากหนังและปากคำเพื่อนๆ ต้องหาโอกาสไปสักวัน
อย่างไรก็ตาม การที่ได้รับโทรศัพท์ครั้งนี้ทำให้ทราบว่ามือถือ 5G ใหม่ใช้งานได้ดีเช่นอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะเวลาใกล้เมืองใหญ่ๆ บนรถไฟมีวายฟาย แต่ไม่ได้ใช้เลยทราบว่าสัญญาณขาดบ่อยๆ
ธุรกิจข้างสถานี
ที่สถานีเอลปาโซ มีแม่ค้ามาขายบูรีโตร้อนๆราคา $3 และน้ำดื่ม ($2) ซึ่งถูกกว่าบนรถไฟ ขายดีจนแอบสนุกแทนและอยากเปลี่ยนอาชีพไปเป็นแม่ค้า แต่ที่ทำได้วันนี้ คือ อุดหนุน
วันที่สองบนรถไฟ
คืนที่สองบนรถนอนไม่หลับจนถึงหลังเที่ยงคืน ตื่นอีกที 5 โมงเช้า อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา รถเคลื่อนที่เข้าสถานีฮิวสตัน รัฐเท็กซัส เห็นตึกระฟ้าเรียงรายไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานี
รถจะจอดจนเที่ยง จึงมีเวลาเดินสำรวจ สถานีไม่ใหญ่นัก มีสถานีรถบัสอยู่ใกล้ๆ พอหันมาสำรวจรถขบวนที่โดยสาร สองตู้สุดท้ายดูแปลกๆ เห็นป้าย Patrick Henry Creative Promotions ข้างตู้ สืบรู้มาว่า— เป็นบริษัทที่ปรึกษาที่ส่งเสริมเครื่องดื่ม บริษัทนี้มีธุรกิจปรับปรุงตู้รถไฟและต่อตู้เข้ากับรถไฟเพื่อรับงาน เช่น ใช้ในการประชุมและกิจกรรมต่างๆ แน่นอนว่า ราคาพรีเมี่ยมตามมาด้วย เห็นผู้โดยสารคนผิวขาว อายุกลางคนชายหญิง รูปร่างสะโอดสะองสองสามคนลงมาจากตู้นั้นมายืดเส้นยืดสาย
กว่าจะรู้ว่ามีศูนย์อาหารอยู่ใกล้ๆสถานี รถเกือบถึงเวลาออก ตัดสินใจวิ่งบึ่งด้วยใจตุ้มๆต่อมๆ โชคดีไม่ตกรถ แถมได้ข้าว-ไก่ผ้ดตามสั่ง สนนราคา 15 ดอลลาร์ — รอดไปสองมื้อ
สะเทือนใจ
ตอนลงไปที่ห้องสุขาชั้นล่าง เจอผู้หญิงผิวดำร่างใหญ่คนหนึ่งยืนคุยมือถืออยู่กลางบันไดแคบๆระหว่างชั้น พอกําลังจะบอกขอโทษเพื่อขอทาง แต่ได้ยินบทสนทนานางเพิ่งได้รับแจ้งว่าน้องชายเสียชีวิต นางกรีดร้องเสียงสนั่นขวัญหาย สะเทือนใจสุดๆ ช่างสะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดกับตัวเองเมือ่ปีกว่าที่แล้ว เนื่องจากไม่อาจทำอะไรได้ จึงแจ้งให้พนักงานบนรถให้รับทราบและดูแลแทน
04. เมืองแห่งแจ๊ส: 29-31 มีนาคม 2026
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เยี่ยมเยียนนิวออร์ลีนส์ เมืองที่ได้มีชื่อว่ามีเอกลักษณ์ที่สุดในสหรัฐฯ เดิมเป็นเขตอาณานิคมของฝรั่งเศส ตอนหลังได้ขายให้สหรัฐฯ จึงมีร่องรอยของสถาปัตยกรรม วัฒนธรรมฝรั่งเศสผสมพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นอาหารครีโอลหรือเทศกาลมาร์ดิกราส์ช่วงกุมภาพันธ์ - มีนาคม ที่มีขบวนพาเหรด ดนตรี การแต่งแฟนซี ปาร์ตี้ตามท้องถนนกันอย่างครึกครื้น ตอนที่ไป ปลายมีนาคม จึงพลาดมหกรรมนี้
หลุยส์ อาร์มสตรอง เจ้าตำรับ เจ้าตำนานแห่งแจ๊ส นักร้อง นักเป่าทรัมเป็ตก็มีพื้นเพเป็นคนที่นี่ ทั้งแต่งเพลงเอง และนำเพลงคนอื่นแต่งมาร้องตามสไตล์ตนเองจนเฟื่อง ดังเช่น What a Wonderful World
นิวออร์ลีนส์เคยเป็นเมืองท่าสำคัญเนื่องจากแม่น้ำมิสซิปปี้ไหลออกอ่าวเม็กซิโกอเมริกาที่นิวออร์ลีนส์และก็แน่นอนเช่นเมืองท่าทั้งหลาย เมืองนี้เป็นแหล่งอบายมุขทั้งปวง ลองนึกถึงเพลง House of the Rising Sun โดย The Animals ที่ฮิทสมัยคุณย่ายังเด็กที่ยังคงจับใจจนทุกวันนี้ เนื้อเพลงคร่ำครวญของคนเดินผิดร่องจนต้องร้องรำพันเตือนใจคนรุ่นหลัง ชวนให้จินตนาการชีวิตผู้คนในสมัยหนึ่งของเมืองนี้
เมื่อเอ่ยถึงเมืองนี้ ยังอดนึกถึงหายนะของเมืองที่โดนพายุแคทรินาถล่มเมื่อปี 2005 พื้นที่โดนน้ำท่วมมากกว่า 80 % มีผู้เสียชีวิตไป 1,800 รายหลายพันคนไร้ที่อยู่ พากันอพยพไปอยู่ที่อื่นก็มาก รายประชากรลดมากกว่าครึ่ง นิวออร์ลีนส์วันนี้แทบไม่เหลือร่องรอยหายนะจากพายุเฮอริเครแคทรีนาเมื่อกว่าสองทศวรรษก่อนให้เห็นอีกเลย
พักโฮสเทลครั้งแรก
มาถึงนิวออร์ลีนส์เกือบสามทุ่ม การพักโฮสเทลครั้งแรกเล่นเอาเงอะงะไปหมด ทั้งวิธีหาทางเข้าตึก ใช้คีย์การ์ดแตะผิดห้องไป กดน้ำดื่มจากเครื่องทำน้ำแข็ง พอจะเข้าห้องน้ำ ดันเปิดไม่ได้ แตะคีย์การ์ดก็แล้วตอนหลังถึงได้ทราบว่า ที่ห้องน้ำล็อคนั่น เพราะมีคนกำลังใช้อยู่ ไม่จำเป็นต้องใช้คีย์การ์ด นึกสงสัย จะไปรอดตลอดทางไหวหรือ?
ที่นี่ เจอเด็กสาวมั่น หน้าตาน่าเอ็นดู ใช้ Rail Pass เดินทางเดี่ยวทั่วอเมริกาเช่นกัน แต่ย้อนรอยเส้นทาง กำลังจะไปแอลเอและซานฟรานซิสโก
สถานีรถไฟนิวออร์ลีนส์
สำรวจนืวออร์ลีนส์
Canal Street & French Quarter ถนนคาร์แนล เป็นหน้าตาของเมือง เป็นเส้นทางผ่านขบวนแห่มาร์ดิกราส์ ถนนสายนี้ เต็มไปด้วยตึกดูมั่นึวแข็งแรงสวยๆ ร้านอาหารโรงแรมเด่นๆ คาสิโน ห้างสรรพสินค้าหรู แต่ไม่ค่อยเห็นคนซื้อ
ส่วนเฟรนช์ควอเตอร์ ถนนบูร์บองยังมีการอนุรักษ์ตึกแบบเดิมไว้ ร้านอาหาร เครื่องดื่ม บาร์ดารดาษและยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เสมอ ตามถนน บางตอนอบอวลด้วยกลิ่นควันและกัญชา ทำให้ลดเสน่ห์ความเริ่ดลงไปโข
ริมฝั่งมิสซิสซิปปี้
เดินเลียบตามสวนสาธารณะเลียบฝั่งแม่น้ำมิสซิลซิปปี้ เห็นสะพาน เรือกลไฟพานักท่องเที่ยวล่องเรือกินอาหารฟังเพลง มีอนุสาวรีย์สองสามแห่งรวมทั้งอนุสาวรีย์คนอพยพ
ตั้งใจจะนั่งเฟอรี่ข้ามฟากไปอีกเกาะหนึ่ง พอไปถึงเห็นป้ายบอก หยุดบริการชั่วคราว เลยแวะดูวงดนตรีจากเด็กนักเรียนแล้วเดินข้ามถนนไปชมอนุสาวรีย์อดีตประธานาธิบดีแอนดรูรว์แจ็คสัน ที่อยู่ตรงหน้ามหาวิหารเซนต์หลุยส์
อนุสาวรีย์อดีตประธานาธิบดี แอนดรูว์ แจ็คสัน
มหาวิหารเซนต์หลุยส์
ฝนตกๆหยุดๆทั้งวัน มีช่วงหนึ่งที่เทลงมา เลยแวะหลบฝนในมหาวิหาร จุดเทียนและบริจาคเงินระลึกถึงผู้ที่อยู่ในดวงใจ
รถรางสี่สาย
วันสุดท้ายใช้เวลาคุ้มค่าด้วยการนั่งรถรางครบทั้ง 4 สายซึ่งมีชื่อตั้งตามจุดไฮท์ไลท์เช่น สายถนนเซนต์ชารส์ล (แต่ไม่มีสายไหนชื่อปรารถนา) จึงมีโอกาสได้ชมบ้านเมือง ย่านมหาวิทยาลัย สถานที่อื่นๆนอกใจกลางเมือง เป็นการปิดท้ายทริป นิวออร์ลีนส์
ระยะทางจากนิวออร์ลีนส์-แอตแลนตา: 425 ไมล์ (632 กิโลเมตร)
เวลาบิน: 1.5 ชั่วโมง
สู่แอตแลนตา
วันสุดท้ายในนิวออร์ลินส์ เริ่มต้นวันด้วยการนั่งรถบัสสาย 202 มุ่งหน้าสู่สนามบิน MSY เพื่อบินไปแอตแลนตา ไปหา "วีไอพี" ตัวน้อยของเรา ตอนเข้าด่านตรวจความปลอดภัยที่สนามบิน เผอิญลืมเทน้ำออกจากขวด จึงไม่ผ่าน เจ้าหน้าที่ต้องตรวจเจ้าของขวด เอาขวดไปเทน้ำให้และเอาขวดเปล่าเข้าเครื่องสแกนอีกรอบ รเสียเวลากับมาตรการหลังเหตุการณ์ 911 ที่จุกจิกเกินไป พอผ่านจุดตรวจมาได้ จึงรีบเติมน้ำทันทีอีกเพราะบนเครื่องจะไม่เสริฟอะไร
เที่ยวบินใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง ราบรื่นตลอดทาง เมื่อไปถึงแอตแลนตา ปู่เฮลกิยืนยิ้มแฉ่งรอรับอยู่ที่ประตูทางออกเรียบร้อยแล้ว สนามบินแอตแลนตานั้น ใหญ่โตและคลาคล่ำไปด้วยผู้คน แต่มีพนักงานคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ทุกจุด หลังจากซื้อบัตร Breeze ก็เดินต่อไปยังสถานีรถไฟฟ้า MARTA บรรยากาศบนรถไฟสะดวกสบายและไม่แออัดนัก แม้จะมีคนท่าทางแปลกๆ โดยสารร่วมขบวนมาบ้างตามสไตล์รถไฟเมืองใหญ่
ความกังวล
ครึ่งชั่วโมงต่อมา พากันลงที่สถานี Sandy Springs แล้วเดินเท้าต่อไปยังโรงแรม La Quinta ไประยะทางไกลกว่าที่คิดเนื่องจากหลงทางอีก ที่พักรวมอาหารเช้า สภาพค่อนข้างดีและพนักงานเป็นมิตร ได้ห้อง 618มองเห็นวิวลานจอดรถ ด้วยความเพลีย สว.ทั้งสองจึงงีบหลับ เนื่องจากปู่เฮลกิไม่ได้นอนมาทั้งคืน ส่วนย่าปิ๋ว เมื่อคืนก็ไม่ได้นอนเต็มที่ เริ่มรู้สึกไม่สบาย เจ็บคอและเหมือนจะมีไข้ คงเป็นเพราะเจอทั้งฝน ทั้งแดด และแอร์ที่เย็นจัดบนรถมาตลอดทางตั้งแต่ที่นิวออร์ลินส์ ออกจะกังวล กลัวว่าจะเอาเชื้อไปแพร่
เย็นวันนั้น ไม่ได้กินมื้อเย็นเพราะยังอิ่มอยู่ ส่วนปู่เฮลกิต้องรีบควบคุมระดับน้ำตาลเป็นการด่วน หลังจากที่เพิ่งจัดหนักกับอาหารจีนที่ร้าน Panda Express ที่สนามบินแอตแลนตา อีกทั้งดื่มกาแฟเกินขนาด
เพลิดเพลินกับหลานๆ
วันรุ่งขึ้น อะมาเลียมัมมี้ของหลานๆไปทำงาน หมอปิ่นลูกชายมารับที่โรงแรมพาไปหาหลานๆ พบกับ ยูลี่ พี่เลี้ยงชาวโคลัมเบียที่พูดภาษาอังกฤษคล่องแคล่วและพูดภาษาสเปนกับเด็กๆ ทำให้เฟรญ่าเข้าใจและพูดได้ทั้งสองภาษา การได้อยู่กับหลานๆ เป็นช่วงเวลาที่ชุ่มฉ่ำใจที่สุด เฟรญ่าเป็นเด็กอารมณ์ดี ชวนปู่กับย่าเล่นนั่นเล่นนี่ตลอดเวลา ทั้งชี้ชวนให้ดูนกดูกวางรอบบ้าน
หลังบ้านมีเนื้อที่เล็กๆ แต่มีเครื่องเล่นเด็กครบครัน เช่น ชิงช้า กระดานลื่น กระดานหก และเครื่องเป่าฟองสบู่ ห่วงบาสเก็ตบอลล์ ที่โหนออกกำลัง เป็นต้น
ส่วนหลานสาวโปรดที่สุดคือ บ้านน้อยเฟรญา ที่มีครบทั้งครัวและโทรศัพท์ โดยจะสวมบทแม่ครัวทำอาหารตามสั่งมาเสิร์ฟปู่ย่าโดยไม่ลืมเอาช้อนส้อมมาให้ด้วย
ส่วนชิโต น้องชายตัวน้อย แค่เห็นหน้าปู่ย่าก็ส่งยิ้มโชว์ลักยิ้มแก้มขวา เจอแบบนี้ ใจสมาชิกตลอดชีพแห่งสมาคมหลงหลานจะไม่ละลายได้ยังไง?
กิจกรรมครอบครัว
ช่วงที่มา เป็นวันหยุดยาวของปิ่น วันแรก ปิ่นพากันไปสวนสาธารณะที่มีโซนสนามเด็กเล่นและพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยง
พี่เลี้ยงเด็กๆในละแวกนั้นมักพากันมาทำกิจกรรมร่วมกัน ช่วงนั้นใกล้เทศกาล อีสเตอร์พอดี เด็กๆจึงได้สนุกกับการหาไข่ช็อกโกแลตและของเล่นที่ซ่อนไว้ที่บรรดาพี่เลี้ยงช่วยกันเตรียม
จากนั้นปิ่นพากันไปกินมื้อเที่ยงที่ Dixie BBQ เฟรญากินเนื้อบาร์บีคิวอย่างเอร็ดอร่อยเหมือนปู่ไม่มีผิด แต่ฟันซี่เล็กๆของแม่หนูทั้งขาวทั้งแข็งแรงกว่าของปู่เยอะ!
วันต่อมารู้สึกดีขึ้นจากอาการไข้เพราะได้กินยาและนอนพักเต็มอิ่ม จึงคลายกังวลเรื่องจะแพร่เชื้อให้หลานๆ
วันต่อมาปิ่นพาไป Kid Avenue สนามเด็กเล่นในร่มที่มีห้องกิจกรรมหลากหลายเช่น ห้องกระดานลื่นลูกบอลล์ ห้องร้านซูเปอร์มาร์เก็ต ห้องพนักงานดับเพลิว ห้องทำฟัน ห้องครัว รวมทั้งรถเล็กๆ หลานสาววิ่งเข้าห้องโน้นออกห้องนี้ไม่ได้หยุด ดูจะชอบร้านขายของผักผลไม้และห้องครัวมากที่สุด เพราะสวมบทแม่ครัวได้แคล่วคล่องว่องไวโดยมีปู่ย่าเป็นลูกค้ากิตติมศักดิ์ที่สั่งอาหารอย่างเมามัน
ส่วนชิโตน้อยที่ยังเล็กเกินกว่าจะเล่น พอปู่เล่นกับหลานสาวจนเหนื่อย ก็มาช่วยพี่เลี้ยงดูแลหลานชาย
ตอนเที่ยงพากันไปกินเฝอร้านโปรดของปิ่น พี่เลี้ยงลองกินเป็นครั้งแรก ลูกสาวน้อยชอบเฝอพอๆกับแด้ดดี้
เนื่องจากทั้งแด้ดดี้กับมัมมี้ต้องทำงาน เมื่อมีโอกาสทั้งสองจึงใช้เวลากับลูกๆเต็มที่ ไม่อนุญาตให้ลูกสาวเล่นมือถือหรือดูทีวี นอกจากรายการสำหรับเด็กๆบ้าง แต่จำกัดเวลา
เวลามัมมี้อยู่บ้าน ลูกสาวเกาะติดแจ พยายามช่วยทำงานจิปาถะเช่นซักผ้า แกะป้ายราคาเสื้อผ้าที่สั่งซื้อ บางครั้งงอแง อ้อนแม่เล็กน้อยประสาเด็กวัยสองขวบแต่เพียงชั่วขณะ
ส่วนชิโตน้อยนั่นเล่า เวลามัมมี้ให้นมหรือเล่นด้วย พหนูน้อยมองแม่ด้วยละสายตาที่เต็มไปด้วยความรักชื่นชม ทั้งสองมีเวลาส่วนตัวด้วยทุกวัน นี่เป็นช่วงที่มีค่าและทั้งคู่เพลิดเพลินเจริญใจที่สุด ภาพแม่กับลูกเป็นภาพที่งดงาม ซึ้งใจเสมอ
วันอีสเตอร์ วันอาทิตย์เป็นวันหยุด มัมมี้พาลูกสาวไปสระว่ายน้ำเด็กเล็กเพื่อฝึกให้ชินกับน้ำ เฟรญ่าดูจะเพลินขณะที่เด็กผู้ชายตัวโตกว่าคนหนึ่งร้องไห้ ไม่อยากลงน้ำ
ตกเย็นปิ่นและอะมาเลียพาปู่ย่าไปทานมื้อหรูที่ร้าน Bone ก่อนออกจากบ้าน เฟรญ่ามองมัมมี้ที่แต่งตัวสวยแล้วเอ่ยปากชมว่า "สวยจัง แม่" ส่วนปู่นั้น ปิ่นรับดูแลเรื่องการแต่งองค์ทรงเครื่อง
เช้าวันอีสเตอร์ มัมมี้แต่งตัวให้เด็กๆ อย่างจัดเต็มเพื่อถ่ายรูปฉลองชิโตครบ 4 เดือน
พอถ่ายรูปเสร็จ พี่สาวผู้รักสวยรักงามก็เปลี่ยนจากโบว์ติดผมออกแล้ว เอากิ๊บผีเสื้อสุดสวยติดเต็มศีรษะน้อยๆแทน จากนั้นก็เอาบัตรประจำตัวแดดดี้มาคล้องคอ เตรียมตัวขับรถเล่นไปทำงาน
จีจิพี่เลี้ยงชั่วคราวมาดูแลหลานๆแทนยูลี่พี่เลี้ยงซึ่งลาพักร้อนพาครอบครัวไปเที่ยวต่างรัฐ ตอนเช้า แดดดี้พาชิโตไปตรวจร่างกายตามกำหนด ฉีดวัคซีนสองเข็ม ตกบ่าย ผลข้างเคียงจากวัคซีนทำให้พ่อหนูน้อยไม่สบาย ร้องไห้น้ำตาไหลพราก พอได้ยาแก้ปวด พี่เลี้ยงอุ้ม พาเดินร้องเพลงให้ฟัง จึงพอสงบลงบ้าง โอย สงสารหลานน้อยเป็นที่สุด
เพลงกล่อมเด็ก
มีช่วงหนึ่งที่ทำเอาจุกจนน้ำตาซืมเมื่อปิ่นเปิดเพลงกล่อมเด็กภาษาไอซ์แลนดิกชื่อ "Krummi krunkar úti" เพลงนี้ทำให้คิดถึง ความหลังขึ้นอย่างจับใจ สมัยลูกๆยังเล็ก ตอนอยู่ที่ไอซแลนด์ ปอพี่ชายมักจะร้องเพลงนี้ให้น้องฟัง เนื้อเพลงภาษาไอซแลนดิคและแปลเป็นภาษาอังกฤษมีดังนี้
ภาษาไอซแลนดิค | แปลเป็นภาษาอังกฤษ |
Krummi krunkaúti, kallar á nafna sinn. Ég fann höfuð af hrúti, | A raven croaks outside, I found the head of a ram, |
แปลเป็นภาษาไทยคร่าวๆคือ
เสียงกาเหว่าเร้าร้องก้องเรียกหา เจ้าผู้ชื่อเช่นข้าออกมาได้
กระดูกหนังหัวแกะเยอะแยะไป ออกมาไวรีบบินมากินกัน
โดยเฉพาะท่อนที่ว่า "Komdu nú og kroppaðu með mér, krummi nafni minn" (เจ้าผู้มีชื่อเช่นข้า ออกมากินด้วยกันเถิด) แทบจะปล่อยโฮออกมา คำว่า "nafni" แปลว่า ผู้มีชื่อเดียวกัน เป็นชื่อที่ปู่เรียกปาง เนื่องจากปางตั้งชื่อ Jón ตามปู่ และตอนนี้ ปิ่นตั้งชื่อลูกชายตามลุงว่า Jón เช่นกัน ที่ใครๆพากันเรียกว่า Jón Cito (ภาษาสเปน) หรือชิโตนุ้ย
ในห้องของชิโตซึ่งเดิมเป็นห้องพี่สาว มีรูปปางติดลูกหมีของเล่น เฟรญาบอกว่า นั่นคือ ลุง Jón ตอนนี้ลุงอยู่สวรรค์แล้ว
วันลา
วันสุดท้ายในแอตแลนตา ปู่เฮลกิแยกตัวบินไป Gulf Shores ตอนเที่ยงเพื่อเล่นเรือใบ ส่วนย่าได้ใช้เวลาช่วงบ่ายอยู่กับหลานๆอย่างเต็มที่ พาเฟรญ่าเข้างีบกลางวัน เวลานอนแม่หนูต้องใช้จุกนมทีเดียวสองอัน อันหนึ่งคาบไว้ในปาก อีกอันต้องถือไว้ในมือถึงจะหลับลง
ใจคนเป็นย่านั้น อยากแสนอยากจะช่วยเลี้ยงดูหลานในแบบที่แม่เคยเลี้ยงหลานๆที่มืองไทย แต่ก็เข้าใจดีว่า วัย ยุคสมัย สถานการณ์และวัฒนธรรมนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง
หลังมื้อค่ำ ถึงเวลาต้องเอ่ยลา นั่ง Uber มุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟแอตแลนตา เพื่อเริ่มต้นฉายเดี่ยวต่อไป
06. ขึ้นเหนือ: 07-09 เมษายน 2026
ระยะทางแอตแลนตา-ดีซึ: 640 ไมล์ (1,030 กิโลเมตร)
เวลาเดินทาง: 14 ชั่วโมงง
ออกจากแอตแลนตา
สถานีรถไฟแอตแลนตามีขนาดเล็ก เก่า แต่สะอาดสะอ้าน รถไฟผ่านแค่วันละสองสายเท่านั้น (ผิดกับสนามบินของเมืองนี้ซึ่งเป็นสนามบินใหญ่ที่สุดของประเทศ) เมื่อไปถึงมีคนอยู่บ้างสองสามคน จากนั้นก็ค่อยทยอยกันพอถึงเวลาขึ้นรถไฟใกล้เที่ยงคืน ผู้โดยสารเต็มสถานี
รถไฟที่โดยสารจากแอตแลนตาไปดีซี เป็นส่วนหนึ่งของสายพระจันทร์เสี้ยว (Creascemt) ต้นทางคือนิวออร์ลีนส์ เป็นรถชั้นเดียว จึงไม่ราบรื่นเท่ากับตู้สองชั้นเที่ยวก่อนๆ ไม่มีตู้ชมวิว คงไม่จำเป็นเพราะเวลาบนรถส่วนใหญ่เป็นตอนกลางคืน กำหนดถึงดีซีก่อนเที่ยงวันใหม่ คนบนรถเป็นผู้โดยสารจริงๆ ไม่ใช่ผู้โดยสารกำมะลอ ถึงกะช่างไม่ถึงก็ช่าง
ผิดหวัง
คืนที่ผ่านมาหลับสบาย ตื่นตอน 6:45 น.กินมัฟฟินบลูเบอร์รี่หวานถั่วผสม แอปเปิ้ล และส้มแมนดาริน รถไฟถึงสถานี Union Station ในดีซี เกือบๆบ่ายสอง
เส้นทางจากสถานีไปที่พักไม่ได้ซับซ้อนแต่เดินหลงทางจนได้เนื่องจากไม่รู้ว่าทิศไหนเป็นทิศไหน กว่าจะเดินถึงโฮสเทล ปาเข้าสี่โมงเย็น พอถึงโฮสเทลเจอปัญหาอีก โฮสเทลไม่มีป้ายชื่อ Mayflower Hostel ไม่มีใครอยู่เลบ เข้าไม่ได้ รีรออย่ชั่วครู่ใหญ่ เผอิญแขกพักคนหนึ่งกำลังจะเดินออก เลยได้ได้โอกาสเข้า แต่ต้องรออีกกว่าพนักงานโรงแรม (หรือเจ้าของ) มาถึง พอบอกข้อมูลการจอง อ้าว พนักงานหาไม่เจออีกเสียเวลาพักใหญ่กว่าจะได้เรื่อง
หลังจากเช็กอินสำเร็จจึงรีบจ้ำไปขึ้นรถไฟใต้ดินไป Tidal Basin เพื่อชมดงดอกเชอรี่บาน ทว่า ไม่มีอะไรเหลือให้ชม ออกจะผิดหวัง ที่มาดีซีก็เพื่อสิ่งนี้เพียงอย่างเดียว แต่อากาศสดใส อบอุ่น ทุกอย่างดูสดชื่น ขากลับดอกไม้บานให้ดูสองสามต้นข้างถนนพอประโลมใจได้บ้าง
เพื่อนร่วมห้อง
โฮลเทลเล็กๆแห่งมีชั้นเดียว ไม่มีหน้าต่าง มีครัว ห้องน้ำ ห้องที่พักเล็ก เป็นห้องนอนรวมสำหรับผู้หญิง มีเตียงสองชั้น สองเตียง นอนได้สี่คน ไม่มีม่านกั้นเหมือนโฮสเทลอื่น คืนที่พักนั้น มีสามคนได้พบและสนทนากับเพื่อนร่วมห้อง อัธยาศัยน่ารักทั้งสองคน คนหนึ่งชื่อเอลิซาเบธ วัยหกสิบ หลังจากหย่าร้าง กลับไทำปริญญาเอกด้านศาสนาเพิ่งย้ายจากบ้านลูกชายที่บอสตัน และตอนนี้กำลังพยายามหาเช่าที่พักในดีซี ส่วนอีกคนเป็นเด็กสาววัย 19ปี หน้าตาเหมือนลูกอเมริกัน-เอเซีย กำลังจะนั่งรถบัสกลับมหาวิทยาลัยที่รัฐเพนซิลวาเนียหลังจากเที่ยวดีซีมาได้สองสามวัน
วอชิงตัน ดีซี - นิวยอร์ก
ระยะทางดีซึ-นิวยอร์ก: 225ไมล์ (462 กิโลเมตร)
เวลาเดินทาง: 3.5 ชั่วโมง
วันรุ่งขึ้น เช็กเอ๊าท์จากที่พัก รองท้องเสร็จ แบกเป้ไปสถานีรถไฟแต่หลงทางอีก เพราะมัวเดินชมบ้านเมืองเพลิน กว่ารู้ตัวว่าลืมเลี้ยวก็เดินไปถึงไชน่าทาวน์ เลยเดินย้อนไปอีกทางเพื่อหาถนนแมสซาซูเสตต์ ถามลุงกวาดถนนใจดีเพื่อความมั่นใจ ได้เรื่องกว่า GPS เป็นไหนๆ
ชุมทางดีซีเป็นสถานีที่สวยและพลุกพล่าน มีห้างร้าน ห้องผู้โดยสารรอพร้อมพนักงานคอยประกาศบอกตอนขึ้นรถ
วันนี้ เริ่มด้วยส่วนหนึ่งของสาย Northeast Regiona ดีซี - นิวยอร์ก เป็นสายสั้นๆ แต่ถ้าเต็มสาย ต่อไปถึงบอสตันความยาว 457 ไมล์ (735 กิโลเมตร) สายนี้ผู้โดยสารขึ้นล่องบ่อย มีวันละหลายเที่ยว บางเที่ยวเป็นรถความเร็ว(เกือบ)สูง รถมีชั้นเดียว ที่นั่งแคบชิดกันกว่าสายยาว รถเข้าออกตรงเวลาเนื่องไม่ต้องรอสับหลีกรถสินค้าเหมือนสายอื่นๆ ไม่ต้องรอให้พนักงานจัดที่นั่งให้
รถออกตอนสี่โมงเช้าครึ่ง พนักงานประกาศให้ผู้โดยสารเตรียมตั๋วและบัตรประจำตัวไว้ ฟังพิกลตอนที่ให้เตรียมบัตรประจำตัวนี่แหละ แต่ไหนแต่ไรไม่เคยเห็นว่ามี พอเอาเข้าจริงๆ ไม่มีการตรวจบัตรประจำตัว คงแค่ขู่
ช่วงเดินทางเป็นฤดูใบไม้ผลิต้นฤดู ต้นไม้เริ่มแตกใบสีเขียวอ่อนตลอดทาง บางแห่งมีดอกไม้สีขาวบานสะพรั่ง เห็นอาคารส่วนใหญ่เก่าทรุดโทรม ภาพรอยเขียนบนฝาผนัง ลานยางรถยนต์ ลานขายเศษรถ ตู้คอนเทนเนอร์ บ้านเก่า ทางด่วน รถบรรทุก สุสาน และแหล่งก่อสร้าง ที่เมืองวิลมิงตัน รัฐเดลาแวร์ มีตึกสูง สำนักงานใหญ่ธนาคารหลายแห่งที่ชื่อคุ้นหู
รถไฟถึง Moynihan Hall ในนิวยอร์กประมาณบ่ายสองสี่สิบห้า ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์กลางระบบขนส่งสาธารณะของนิวยอร๋กซีตี้ Moynihan Hall ตั้งชื่อตามสมาชิกวุฒิสภารัฐนิวยอร์ก Daniel Patrick Moynihan ผู้ริเริ่มการก่อสร้าง ที่ต้องเอ่ยชื่อเนื่องจากคุ้นหูคุ้นตาวุฒิสภาคนี้ เมื่อสมัยอยู่รัฐนิวยอร์ก ออกทีวีบ่อยทั้งการทำงานและการพูดจาเข้าทีเสมอ Moynihan Hall เปิดใช้เมื่อปี 2020 อาคารทันสมัย สว่างไสว สะดวกสบาย ดูไม่วุ่นวายอึดอัด ทั้งๆที่ผู้โดยสารมีมากมาย น่าเสียดายผู้ริเริ่มเสียชีวิตไปก่อน 17 ปีก่อนจะทันเห็นตึกนี้สร้าง
Daniel Patrick Moynihan
มีเวลาชั่วโมงครี่ง พอที่จะหาอาหารรองท้อง เดินสำรวจบริเวณตัวสถานี แล้วมานั่งรอต่อรถไปชิคาโก
07. จ่อใจกลางประเทศ: 09-11 เมษายน 2026
นิวยอร์ก - ชิคาโก
ระยะทางนิวยอร์ก-ชิคาโก สายเลียบทะเลสาย (Lake Shore Limited): 959 ไมล์ (1,543 กิโลเมตร)
เวลาเดินทาง: 20 ชั่วโมง
เลียบแม่น้ำและทะเลสาบ
รถไฟสายนี้ ชื่อว่าสายเลียบทะเลสาบ ทะเลสาบในที่นี่คือ อีรี (Erie) ซึ่งเลียบยาว และบางส่วนของทะเลสาบมิชิแกน (Michigan) ทั้งสองเป็นหนึ่งทะเลห้าทะเลสาบใหญ่ สายนี้ มีต้นทางสองแห่งจากบอสตันและนิวยอร์ก มาเชื่อมกันที่ออลบานี ทางเหนือของมหานครนิวยอร์กและตะวันตกของบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์
โอ ออลบานี
ที่ออลบานีซึ่งเมืองหลวงรัฐนิวยอร์ก พนักงานเปลี่ยนกะ รับเสบียงเพิ่ม และกลับหัวรถจักร ช่วงกลับหัวรถจักรนั้น ไม่มีไฟฟ้า ในห้องน้ำชักโครกไม่ได้ รถหยุดประมาณสี่สิบนาที จึงออกไปเส้นยืดสายแต่ไม่ได้เดินขึ้นไปบนตัวสถานี ลมเพัดเล็กน้อย อากาศยังเย็น ตอนรถออก เป็นช่วงโพล้เพล้ แม้เคยอาศัยแถบนี้นานเจ็ดปีเมื่อสามสิบปีที่แล้วแต่ทุกอย่างดูแปลกตา
ย้อนรำลึก
เส้นทางจากนิวยอร์ก ไปชิคาโกผ่านรัฐนิวยอร์ก เพนซิลเวเนีย โอไฮโอ อินเดียนา และอิลลินอยส์ เหมือนกับย้อนสู่ความหลัง เริ่มจากตอนเลียบแม่น้ำฮัดสันสายยาว แม้ตอนนี้ ป่ายังเป็นสีน้ำตาล ใบไม้ยังไม่ผลิ แต่เห็นดอกไม้สีเหลืองโผล่บางครั้งบางคราวระหว่างทาง รู้ว่านั่นคือ ฟอร์ซิเธีย (Forsythia) Mom Dorothy Noyce เคยบอกและเล่าว่า เป็นดอกไม้ที่บ่งบอกว่าฤดูใบไม้กำลังจะมาเยือน
น่าเสียดายที่ตอนเลียบทะเลสาบ เป็นเวลากลางคืนมองอไรไม่เห็น
จนวันต่อมา พอผ่านรัฐเพนซิลเวเนีย โอไฮโอ อินเดียนา และอิลลินอยส์ ทิวทัศน์เป็นทุ่งกว้าง ฟาร์มเรียงราย ทำให้คิดถึงครอบครัว Noyce ที่เคยอ้าแขนรับเด็กภูธรจากแดนไกลมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเมื่อปี 1969-1970 เดือนแรกที่มา ได้นั่งรถขับกันมาด้วยกันทั้งครอบครัวจากรัฐมิชิแกนไปอินเดียนาผ่านรัฐโอไฮโอเพนซิลเวเนีย เพื่อกลับไปยังรัฐคอนเนทิกัต ทิวทัศน์ที่เห็นเหมือนที่จำได้ไม่ผิด Dad Noyce บอกว่าที่สูงๆกลมๆที่เห็นตามฟาร์มนั่น เรียกว่า ไซโล (Silo) คือยุ้งข้าวนั่นเอง
วิถีชาวอามิช (Amish)
ระหว่างทางและที่ชุมทางชิคาโกได้เห็นผู้โดยสารกลุ่มหนึ่ง มีทุกเพศ ทุกวัย หน้าตาสะอาด เรียบร้อย แต่งกายเหมือนเครื่องแบบด้วยสีพื้นคลาสสิคเป็นเอกลักษณ์ ทราบได้ทันทีว่าคือ ชาวอามิช (Amish) เพราะเคยอ่าน เห็นรูปและดูหนัง ชาวอามิชเป็นกลุ่มคนที่มีศาสนาความเชื่อของตนเอง ความเป็นอยู่ วิถึเรียบง่าย ปฏิเสธเทคโนโลยีและเครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่ใช้รถยนต์ อยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ในสหรัฐฯมีสี่แสนกว่าคน ส่วนใหญ่ทำฟาร์มอาศัยในรัฐเพนซิลเวเนีย โอไฮโอ และอินเดียนา อันเป็นพื้นที่สายรถไฟที่มีต้นทางปลายทางที่ชุมทางชิคาโก ภาพชาวอามิชตามเส้นทางจึงน่าจะเป็นภาพเจนตาของคนแถบนี้ การได้เห็นชาวอามิชตัวจริงเป็นครั้งแรกทำให้อดทึ่งในศรัทธาและการรักษาอัตลักษณ์ของพวกเขาไม่ได้
From FB Amish Lifestyle
From FB Amish Lifestyle
สวัสดีชิคาโก
รถไฟมาถึงชิคาโกตรงเวลา ตอนสิบโมงเช้าสิบห้านาที รอให้ผู้โดยสารคนอื่นลงให้หมดก่อน ไม่รีบร้อนเพราะยังไม่ถึงกำหนดเวลาเช็คอินโฮสเทล แต่พอคนลงหมดแล้ว จำต้องทอดน่องไปเรื่อยๆ ดูสิ่งแปลกใหม่รอบตัว ไม่ทันถึง 45 นาที ก็ถึงที่พัก Hi Chicago Hostel โดยไม่หลง เก้ๆกังๆตอนที่ประตูทางเข้าชั่วขณะ โชคดีมีคนเปิดประตูให้ แถมเช็คอินได้ก่อนเวลา
Hi Chicago
โฮลเทลที่ขึ้นต้นด้วย Hi มีหลายสาขาในเมืองใหญ๋ๆรวมทั้งที่นิวออร์ลีนส์ที่เคยไปพักมา ที่ตั้งของโฮสเทลสะดวกใกล้สถานที่ท่องเที่ยว รถไฟฟ้า CTA อยู่รอบๆ และสามารถเห็นได้จากชั้น 2 ของโฮสเทล บางวัน มีบริการอาสาสมัครพาเดินชมเมืองฟรีอีกด้วย โฮสเตลมีครัว เครื่องครัวครบ ตู้เย็น ห้องกินอาหาร แบบใครทำกินใครล้างใครทำความสะอาด ห้องนั่งเล่น พักผ่อนกว้างขวางทีเดียว มีกาแฟไว้บริการ ห้องน้ำ ห้องนอนแยกหญิงชาย กว้างขวาง มีตู้ให้เก็บสัมภาระ
โอ้โฮ ชิคาโก
ชิคาโกเป็นศูนย์กลางธุรกิจ คมนาคม รุ่มรวยด้วยตึกสูงๆดูมั่นคง แข็งแรง แปลกตา เนื่องจากเมืองตั้งอยู่ทางตอนเหนือ ตรงก้นทะลสาบมิชิแกน ลมจึงแรง และหนาว ตัวเมืองมึคลองเล็กๆหลายแห่ง มีเรือแล่นพานักท่องเที่ยวชมเมือง นอกจากแวะที่สนามบินเปลี่ยนเครื่องหลายครั้ง ไม่เคยย่างเท้าเข้าเมืองชิคาโกมาก่อน เลยจะต้องสำรวจเท่าที่กำลังขาจะอำนวย ดังนั้น พอเก็บของเสร็จ จึงรีบเดินตัวลอยชมเมือง เลียบตามชายฝั่งทะเลสาบ ข้างๆเป็นสวนสาธารณะ ผ่านพิพิธภัณฑ์ โรงละคร และมหาวิทยาลัยไร้บริเวณสองสามแห่ง ได้ยินบ่อยๆว่าเมืองนี้น่ากลัว มีอาชญากรรมสูงเต็มไปด้วยคนไร้บ้านเร่ร่อน คิดว่านั่นเป็นธรรมดาของเมืองใหญ่ เห็นคนไร้บ้านคนสองคนยึดพื้นที่ใกล้โฮสเทล ดูเวทนา แต่พวกเขาไม่ได้รบกวนใคร เท่าที่เห็นและเดินผ่านย่านธุรกิจ ใจกลางเมือง ไม่สกปรก แถมมีดอกทิวลิปปลูกตามแปลงข้างทางเป็นทิวยาว
พอหิว แวะซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ Trader Joe's เพื่อซื้อเสบียง ได้ผัดซีอิ๊วแช่แข็งจากเมืองไทยมาด้วย พอเปิดผัดซีอิ้วแช่แข็ง เห็นเนื้ออยู่แค่ชิ้นสองชิ้น เลยตอกไข่ใส่เพิ่มอีกสองฟอง เอาเข้าไมโครเวฟ เป็นอันว่ารอดหิวไปอีกมื้อ
Millenium Park
อิ่มท้องแล้ว ยังมีเวลา อากาศกำลังดี จึงเดินเที่ยวต่อไปที่ Millennium Park ที่มีประตูเมฆ (Cloud Gate) หรือเมล็ดถั่ว (The Bean) ที่มักจะเรียกกัน เพราะเป็นสิ่งก่อสร้างเชาวอามิชด้วยตา คือหมือนเมล็ดถั่ว สะท้อนภาพตึกรอบๆ และสวนสาธารณะ น่าดู ทราบว่า เมล็ดถั่วนี้ สร้างเสร็จเปิดเมื่อปี 2006 จึงนับว่าใหม่ แต่เป็นจุดเช็คอินบรรดานักท่องเที่ยว เพราะแปลกแหวกแนวกว่าอนุสาวรีย์โดยทั่วไป
หมายเหตุ
ที่เมล็ดถั่วนี่ เป็นที่หมอปิ่นลูกชายเล็กคุกเข่าขอหมออะมาเลียแต่งงาน
08. ตามตะวันตก: 11-13 เมษายน 2026
ระยะทางชิคาโก - แซคคราเมนโต: 2,200 ไมล์ (3,540 กิโลเมตร)
ใช้เวลา: 52 ชั่วโมง
หลังจากพักผ่อนนอนหลับเต็มที่ ถึงเวลาไปต่อ เดินกลับไปสถานีชุมทางชิคาโกตามเดิม แต่คราวนี้ชะล่าใจ ขามาไม่หลง ขากลับจะหลงได้อย่างไร เลยไม่ดูแผนที่ ลืมไปว่าตนเองไม่ได้เป็นสาวชาวกรุง คราวนี้ ได้เรื่องเลย เปิดจีพีเอสก็แล้ว ถามก็แล้ว ได้รับคำบอกเล่าว่า สถานีอยู่แถวนี้ ตัวสถานีอยู่ชั้นล่าง เห็นแต่ตึกสูงๆรอบด้าน วกวนอยู่หลายรอบ แต่ไม่เห็นป้าย หาทางเข้าไม่เจอ ตัดสินใจเข้าไปในตึกแห่งหนึ่ง แต่ผิดตึก รปภ.ชี้ให้ดูไปทางไหน ซึ่งตัวเองวนไปมาแล้วหลายรอบ ไม่เห็นเหมือนสถานีรถไฟ คราวนี้ เลยลงบันไดไป ปรากฏว่าไปเจอส่วนที่เป็นชานชาลา เลยเดินย้อนตามทางชานชาลาไปเรื่อยๆจนเข้าตัวตึก พบตัวสถานี และเขตที่ผู้โดยสารรอ เฮ้อโล่งใจ!
สายลมแห่งแคลิฟอร์เนีย (California Zephyr)
สายที่จะโดยสารคราวนี้ชื่อ California Zephyr หรือสายลมแห่งแคลิฟอร์เนีย ต้นทางที่ชิคาโก ปลายทางที่เอ็มเมอรีวิลล์ (Emeryville) ใกล้ซานฟรานซิสโก แต่จะไปลงที่แซคคราเมนโต (Sacremento) อันเป็นเมืองหลวงรัฐแคลิฟอร์เนีย สองสามสถานีสถานีก่อนสถานีปลายทางของสายนี้ เนื่องจากทราบมาว่าทั้งสาย California Zephyr และสายที่ต้องไปต่อคือสายแสงดาวเหนือ (North Starlight) ขาขึ้น ต้นทางที่แอลเอ ปลายทางที่ซีแอตเทิล เสียเวลาบ่อย บางครั้งหลายชั่วโมง จึงไม่อยากเสี่ยงจนเสียแผน แม้ต้องรอรถเจ็ดแปดชั่วโมงในกรณีที่รถไม่เสียเวลาก็ตาม แต่ได้พักสักหน่อยทั้งไม่ต้องเดินทางซ้ารอยเดิม อยู่กับที่ได้ห้าหกชั่วโมง อาจมีโอกาสแวะดูชพิพิธภัณฑ์รถไฟที่แซคคราเมนโต
ตอนเข้าแถวรอขึ้นรถไฟที่ชิคาโก เห็นเด็กชายสามคนที่อายุไล่เลี่ยไม่เกินสิบขวบต่างแบกเป้ เข้าแถวด้วย พร้อมกับพ่อ แต่ละคนต่างดูรับผิดชอบ ดูแลกันเอง อดไม่ได้ที่จะคิดถึงลูกชายของตัวเองในอดีตตอนพาลูกๆวัย 4, 5, 7 ขวบไปเมืองไทย ต่างดูแลตัวเอง ดูแลกันเอง ประพฤติตัวเรียบร้อย จนแอร์โฮสเตสสายการบินญี่ปุ่นติดปีกให้ทั้งสามคน เมื่อถึงสนามบินดอนเมืองตอนนั้น ปางวัยแค่ 5 ขวบรับอาสาเข็นรถเข็นกระเป๋า สัมภาระให้ เมื่อคุณตาของลูกๆซึ่งมารับที่สนามบินเห็นดังนั้น บอกว่า เลิกห่วง เพราะตอนแรกเกรงว่าเดินทางด้วยลูกๆสามคนเล็กๆข้ามทวีปคงลำบากแย่
เพื่อนร่วมทางที่นั่งติดกันคราวนี้เป็นหญิงสาววัยยี่สิบ มาจากชิคาโก ทำงานออนไลน์ กำลังเดินทางไปหาอังเคิลที่เดนเวอร์ จากนั้น จะพากันไปเยี่ยมครอบครัวที่เม็กซิโกซีตี้ นางพูดคล่องทั้งภาษาอังกฤษและภาษาสเปน ด้วยถ้อยทีถ้อยอาศัย จึงแบ่งปันของว่างให้กิน ก็ได้รับจิตเอื้อเฟื้อตอบ เช่น ตอนกำลังจะไปซื้ออาหาร ถามว่าอยากได้อะไรไหม
เสียงประกาศบอกว่ารถไฟข้ามแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ระหว่างรัฐอิลลินอยส์ และไอโอวา ที่จริง รถไฟข้ามแม่น้ำหลายสาย แต่มักได้ยินชื่อนี้เพราะเป็นแม่น้ำสายใหญ่และสำคัญของประเทศ รถหยุดสั้นๆหลายห่างกันครึ่งชั่วโมงบ้าง หนึ่งชั่วโมงบ้าง สถานีแรกที่หยุดค่อนข้างนานหน่อยและจำชื่อได้ คือ ออททุมวา (Ottumwa) รัฐไอโอวา ทั้งชื่อเมือง และชื่อรัฐเป็นภาษาอินเดียนแดง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินชื่อนี้แถมติดปาก ชื่อป้ายสถานี Amtrak มักจะเล็กๆ ไม่ว่าสถานีใหญ่หรือเล็ก นอกจากชื่อที่ติดกับตัวสถานีที่สร้างมานาน
พอมีเวลาทำความเคยคุ้นกับการปรับที่นั่ง ที่ยืดขา เพิ่งสังเกตว่ามีที่รองน้ำดื่ม ถ้วยกระดาษ และทราบว่า น้ำในห้องน้ำดื่มได้ และชักจะเริ่มรู้ว่าเดินไปมาอย่างไร ก่อนหน้านี้ เวลากลับจากเข้าห้องน้ำ งงเสมอ
ตอนสายๆขออีกวัน เข้าเขตทางตะวันออกรัฐโคโลราโด ภูมิประเทศยังเป็นที่ราบ และหมู่บ้าน โรงงานเริ่มปรากฏ ไกลออกไปทางทิศตะวันตกโน่นคือชานเมืองเดนเวอร์ ฉากหลังเป็นเทือกเขาร็อกกี้เป็นแนวยาว ภาพทิวทัศน์ สถานที่ เหมือนกับการชับรถมาทั้งครอบครัวตอนยกโขยงย้ายจากออลบานีมาเดนเวอร์เมื่อประมาณปี 1993
รถจอดที่สถานีเดนเวอร์ซึ่งเป็นสถานีใหญ่ จึงได้ลงเดินไปสำรวจ เห็นรถไฟขนส่งสาธารณะเชื่อมสถานีกับสนามบิน ตัวสถานีเป็นโรงแรมหรูเริ่ด บริเวณสะอาดตา
พอออกจากเดนเวอร์มุ่งไปทางเทือกเขาร็อกกี้ ผู้โดยสารเริ่มฮือฮากับทิวทัศน์ รถไฟเลียบภูเขา หุบเขา แม่น้ำ ถ้ำแล้วถ้ำเล่า บางส่วนเป็นอุทยานเห็นกิจกรรมสนุกๆ ระหว่างทางเช่น ตกปลา พายเรือ แคมปิ้ง เป็นต้น
ระหว่างนั่งตู้ชมวิว ได้คุยกับผู้โดยสารด้วยกัน คนแรกคือ นาตาลี นักจิตวิทยาวัยกลางคน และลูกชายชื่อ แจ็กสัน สองแม่ลูกดูจะสนิทสนม ถูกคอกันอย่างน่ารัก เพิ่งมาจากชิคาโกเพื่อกลับบ้านที่ซอลต์เลกซิตี้ ลูกชาย ท่าทางร่าเริง กระตือรือร้น พกหนังสองสามเล่มเตรียมอ่าน จะเข้าเรียนที่มหวิทยาลัยในชิคาโกฤดูใบไม้ร่วงนี้ ทั้งวางแผนที่จะใช้เวลาหนึ่งปีในกรุงโรม อิตาลี อีกคนหนึ่งชื่อ อิดาเลีย สาววัย 27 จากเมืองซานอันโตนิโอ รัฐเท็กซัสสาว ช่างคุย คล่องทั้งภาษาอังกฤษและสเปน เคยทำงานด้านการจัดการกับบริษัทน้ำมัน ตอนนี้ถูกเลิกจ้าง เลยถือโอกาสเที่ยวรถไฟไปทั่วด้วย Rail Pass ได้ความรู้เรื่องเนยแข็ง Memnonite หรือ Queso Chihuahua ก็จากนางนี่แหละเรื่องจุ๊กจิ๊กอย่างนี้ จะไม่มีโอกาสได้รับรู้เลยถ้าไม่ออกจากบ้าน
ถึงแกรนด์จังชัน (Grand Junction) สามีภรรยาวัยเกษียณท่าทางกระฉับกระเฉงทั้งสองคนที่นั่งใกล้ๆ ลงที่นี่ ทั้งสองเดินทางรถไฟ แวะหยุดเที่ยวไปเรื่อยๆ เห็นบอกว่าจะอยู่ที่นี่สักสองวัน เช่าที่พัก Airbnb เช่ารถเตรียมไว้แล้ว เมืองไกลปืนเที่ยงที่นี่ การเช่ารถจะเป็นหนทางเดียวที่จะสำรวขที่ยวไปเรื่อยๆได้
เลยแกรนด์จังชั่น รัฐโคโลราโด ธรรมชาติยิ่งตระการตา เป็นเส้นทางเดียวที่เฮลกิพาลูกสามคน ขับรถผ่านครั้งหนึ่งตอนกลับจากการเยี่ยมตอนทำงานมอนเทอร์เรย์ เมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่แล้ว
ผ่านรัฐโคโลราโดเมื่อตะวันคล้อย ผล็อยหลับ ตื่นอีกที ทุ่มครึ่งตอนรถจอด มองออกไปเห็นป้ายสถานีชื่อเหมาะเหม็งว่า เฮลเพอร์ รัฐยูทาห์ (Helper, Utah) มองเลยป้ายออกไป เห็นบ้านประดับไฟตัดความทะมึนของค่ำคืน ด้วยทั้งมืดทั้งหลับตลอดทาง เป็นอันว่าคืนนี้พลาดเห็นเมืองสำคัญๆของรัฐนี้เช่น โพรโว (Provo) และซอลท์เลคซิตี้ (Saltlake City)
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ตื่นก่อน 6 โมงเช้า ท่ามกลางทะเลทรายรัฐเนวาดา ยังเห็นพระจันทร์เสี้ยวที่กำลังจะตก ไกลออกไปเป็นทางด่วนที่ขนานกับทางรถไฟ เห็นรถบรรทุกถังน้ำมันวิ่งโดดเดี่ยวบนทางด่วน ผ่านเมืองเอลโก (Elko) กำลังมุ่งหน้าไปเมืองวินนิมุกกา (Winnemucca) รัฐเนวาดา จำชื่อทั้งสองเมืองได้แม่นยำเพราะเคยขับรถผ่านและค้างคืนมาสองสามครั้ง เมืองแรก เอลโก นั้น เคยค้างตอนขับรถคนเดียวข้ามรัฐ ไปมอนทเรย์ รัฐแคลิฟอร์เนียคราวเพื่อเริ่มงานแรก เมื่อปี 1994 ส่วนเมืองวินนิมุกกา คือที่ที่นัดเจอ เฮลกิครึ่งทางเพื่อส่งต่อลูกๆให้กลับไปอยู่เดนเวอร์ในปีต่อมา หลังจากถูกไล่ออกจากอพาร์ตเมนท์ในมอนเทอเรย์ เนื่องผู้จัดการหรือเจ้าของไม่ต้องการรับเด็กๆ ความตั้งใจทีแรกคือหลังได้งานแล้ว จะพาลูกๆมาอยู่ เข้าโรงเรียนที่มอนทเรย์ แต่การณ์ไม่เป็นไปดังหวัง นี่เป็นการย้อนรำลึกไปสู่ช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยผิดหวัง ความขมขื่น และการดื้นรน
สู่บริเวณเทือกเขาเซียราเนวาดา (Sierra Nevada Mountains) ทางตะวันออกของรัฐแคลิฟอร์เนีย เข้าสู่เขตเมืองทรัคคี (Truckee) ทราบว่า สองวันก่อนหิมะตกหนัก ทำเอารถไฟหยุดเดิน มาวันนี้ อากาศสดใส หิมะใหม่ขาวโพลนปกคลุมป่า ภูเขา ผ่านทะเลสาบดอนนา (Donner Lake) ทีเป็นทะลสาบแห่งตำนานสุดโหด เพราะเมื่อปี 1846–1847 มีกลุ่มคนเกือบ 90 ชีวิต ผู้เดินทางเพื่อเสี่ยงโชคช่วงเวลาตื่นทองในแคลิฟูอร์เนีย แต่ติดพายุหิมะ อุณหภูมิเย็นยะเยือก เสบียงหมด อดอยากจนต้องกินเนื้อคนที่ตายเพื่อประทังชีวิต ในที่สุด เหลือเพียงครึ่งที่รอดมาเล่าเรื่องที่เกิด เรื่องราวทั้งหมดเคยทำเป็นหนังด้วย การผ่านจุดนี้ จึงมีเรื่องเล่าแบบโหดตรงข้ามกับความงามที่เห็นในตอนนี้ ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเส้นทางสายนี้ จึงเป็นหมุดหมายของหลายคน
ทีแรกกะว่าจะไปชมพิพิธภัณฑ์รถไฟที่แซคคราเมนโต แต่รถไฟเสียเวลา ไปไม่ทัน ร้านรวงอะไรเริ่มปิดแล้ว เลยไปร้านอาหารไทยชื่อ Lotus Thai Cuisine เดินกว่าจะเจอ หืดขึ้นคอเหมือนกันทั้งๆที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟ เพียงที่ตั้งออกจะลี้ลับ อาจจะเร็วเกินไปสำหรับอาหารเย็น เลยเป็นลูกค้าผู้เดียวในร้าน สั่งผัดไทยมากิน รสชาติใช้ได้ แม้ว่าหมูจะเหนียวไปหน่อย แต่ทำให้มีแรงเดินไปรอที่สถานี เพราะไม่อยากแบกสัมภาระไปสำรวจอะไรต่อเพราะอยู่บนรถไฟมาแล้วสองคืนและสองวัน
ตอนแวะพักที่สถานีแซคคราเมนโต ได้คุยกับผู้โดยสารหญิงวัยเกือบเกษียณชื่อจูลี่ ผู้มีเป็น สุภาพ อัธยาศัยไมตรี และสุภาพ นางเล่าให้ฟังว่า อาศัยบนรถแวน ท่องเที่ยวทำงานไปทั่วประเทศอย่างอิสระ รู้ปรุทุกเรื่องเพราะโชกโชนกับชีวิตมามาก ตอนหลัง รถเสียและถูกยึด ตอนนี้ กำลังเดินทางไปหาลูกชายที่รัฐโอเรกอนเพราะลูกชายหารถแวนใหม่ (เก่า) ได้แล้ว จูลี่ เป็นสาวอมควัน บอกว่า เวลาหยุดพักสถานี เป็นต้องลงจากรถไฟ เพื่อไปสูบบุหรี่ ต้องการแค่ 7 นาทีเพื่อสูบบุหรี่ให้หมดมวน ตอนรอที่สถานีรถไฟ แซคคราเมนโต ช่วงหนึ่ง นางขอตัวไปสูบบุหรี่นอกตัวสถานี ไม่ทันไร เห็นเดินกลับ เลยถามว่า ทำไมเร็วจัง ยังไม่ถึง 7 นาที นางเลยเล่าให้ฟัง
“ไอ้หมอคนหนึ่ง เห็นเราควักบุหรี่จะสูบ มันดันเอ่ยปากขอ เลยบอกไปว่า ‘นี่เป็นมวนสุดท้ายของชั้น’ ของพวกนี้มันแพง” ประโยคสุดท้ายเหมือนจะปรารภกับตัวเอง
หมายเหตุ
วันที่ 13 เมษายน ปู่เฮลกิฉลองวันเกิดครบรอบ 72 ปีกับก๊วนเรือใบที่บาร์ เมือง Gulf Shores, Alabama ลูกค้าที่บาร์ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ทเดย์สามครั้ง เพราะบังเอิญวันนั้นเป็นวันคล้ายวันเกิดของแขกสามคน
09. สู่ซีแอตเทิล: 13-15 เมษายน 2026
ระยะทางซาคราเมนโต - ซีแอตเทิล: 824 ไมล์ (1,326 กิโลเมตร)
ใช้เวลา: 20 ชั่วโมง
แสงดาวเหนือ (North Starlight)
รถไฟสายนี้ขึ้นล่องระหว่างแอลเอกับซีแอตเทิล ผ่านสามรัฐใหญ่ทางตะวันตกฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก คือ วอชิงตัน โอเรกอน และแคลิฟอร์เนีย เป็นสายที่ได้ชื่อว่ามีความหลากหลายทางภูมิประเทศ น่าดูที่สุด ตนเองค่อนข้างจะคุ้นกับภูมิประเทศแถบนี้ เนื่องจากเคยพากันขับรถขึ้นลงหลายเที่ยวตามเส้นทางต่างๆ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มาตามเส้นทางรถไฟ ได้อรรถรสไปอีกแบบ
บนรถไฟจากแซคคราเมนโตไปซีแอตเทิล หมายเลข 14 รถไฟเข้าเสียเวลาครึ่งชั่วโมง กว่ารถจะออกอีก เกือบเที่ยงคืน บนสายนี้ ได้เจอเพื่อนร่วมทางที่มีมนุษยสัมพันธ์เช่น จูลี่และ อีกคนหนึ่งคือ ซอนตรา ผู้มีน้ำใจ ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง เสนอให้มานั่งด้วยกันเมื่อทราบว่าที่นั่งเดิมติดกับสาวร่างเบอะบะ ไร้มารยาท เห็นแก่ตัวเช่นคุยมือถือ เฟสไทม์เสียงสนั่นอย่างไม่เห็นหัวใคร แถมนั่งกินที่ พอจะไปนั่งที่พนักงานจัดให้ใหม่ ปรากฏว่ามีชายเห็นแก่ตัวฉวยโอกาสนอนกรนอย่างสบาย เลยไม่อยากรำคาญหรือเข้าใกล้คนพวกนี้ รวมทั้งไปตอแยกับพนักงานอีกต่อไป
จวบตอนรุ่งสางเข้ารัฐโอเรกอน ถึงเมืองคลามัธ ฟอลส์ (Klamath Falls, Oregon) ทิวทัศน์ที่เคยชื่นชอบ เริ่มปรากฏให้เห็น แต่เป็นมุมที่แตกต่างออกไป —ทะเลสาบ ภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ แม่น้ำ ป่าสน จากเมืองยูจีน (Eugene) ขึ้นไปผ่านออลบานี (Albany, Oregon) เมืองหลวงของรัฐคือ เซเล็ม (Salem) เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ วิลลาเม็ต (Willamette) แดนอุดมสมบูรณ์ของรัฐ พอถึงพอร์ตแลนด์ (Portland) เจอทั้งลมทั้งฝนตลอดจนเข้ารัฐวอชิงตัน รถจอดครู่ใหญ่ที่โอลิมเปีย (Olympia) เมืองหลวงรัฐวอชิงตัน จากนั้น เห็นเมืองเล็กเมืองน้อยที่เป็นทั้งเมืองท่าและโรงเลื่อยเลียบฝั่งอ่าวแคบหรือคอคอดพิวเจ็ต(Puget Sound) ไปจนถึงตอนเหนือสุดของรัฐ รถไฟถึงปลายทางเมืองซีแอตเทิลเมื่อมืดแล้ว ฝนยังคงปรอยๆ ไม่แปลกใจ เมืองซีแอตเทิลนี้ ได้ชื่อว่า ฝนตกบ่อย
เคยได้มีโอกาสพาน้องสาวจอมขวัญและน้องเขยวิวัฒน์ ขับรถจากแคลิฟอร์เนียไปชมทะเลสาบปล่องภูเขาที่รัฐโอเรกอน ผ่านเส้นทางนี้เมื่อปี 2020 ทำให้อดนึกถึงทั้งสองคนไม่ได้ ตอนนั้นพากันไปเมืองทาโคมา ค้างในเรือ และเที่ยวต่อหลายแห่งในรัฐวอชิงตันตอนเอาเรือเข้าอู่ซ่อม
Puget Sound and Seattle
เมืองซีแอตเทิลตั้งบนเวิ้งของคอคอดกับทะเลสาบวอชิงตัน ภูมิประเทศส่วนนี้ บรรยายเป็นภาษาไทยออกจะลำบากอยู่สักหน่อยเพราะบ้านเราไม่มี Sound อันเป็นคำนาม หมายถึง ช่องแคบที่ยาวกว้างและค่อนข้างตื้น เกิดจากกัดเซาะของธารน้ำแข็งในอดีต เต็มไปด้วยเกาะใหญ่น้อย หากดูแผนที่ออาจทำให้เห็นภาพชัดขึ้น บางเกาะเป็นที่อาศัย คนสัญจรไปมาด้วยเรือข้ามฟากขนาดใหญ่ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของทางด่วน
ซีแอตเทิลเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของรัฐวอชิงตัน เป็นเมืองท่าสู่มหาสมุทรแปซิฟิก ดั้งเดิมเป็นที่อาศัยของชาวอินเดียนแดง ต่อมา ชนผิวขาวอพยพหลายระลอกรวมทั้งตอนตื่นทอง สมัยย่ายังรุ่นๆ จำได้เคยดูหน้งทีวีชุด Here Come the Brides ซึ่งมีเค้าโครงจากเรื่องจริงเกี่ยวเมืองซีแอตเทิลสมัยตื่นทองที่มีแต่ผู้ชายหยาบกร้าน ขาดผู้หญิง จึงช่วยโฆษณาหาสาวๆมาแต่งงานห
ทุกวันนี้ ซีแอตเทิลเป็นเมืองไฮเทค ธุรกิจ เป็นที่ตั้งของบริษัทเครื่องบินโบอิ้ง อะเมซอน กาแฟ สตาร์บัคส์ อีกทั้ง ไมโครซอฟท์ ห้างคอสโกซึ่งมีสาขาทั่วทั้งในและต่างประเทศ วงNirvanaเล่า ต่างถือกำเนิดจากรัฐวอชืงตันนี้เช่นกัน
เต่าเขียว
ถึงสถานีซีแอตเทิลตอนสองทุ่มกว่า ฝนยังปรอยๆ เดินเลี้ยวลดจากสถานี ขึ้นเนินบ้าง แต่ไม่มีปัญหา ถึงที่พักคือ เต่าเขียว (Green Tortoise Hostel) เวลาสามทุ่ม ไม่มีปัญหาเรื่องเข้าออกแบบที่พักทั่วไป ที่นี่ ห้องสันทนาการ มีครัว เครื่องครัว น้ำมัน จานชาม ถ้วย ช้อน ห้องอาหาร บริการกาแฟอาหารเช้าแบบช่วยตัวเองฟรี ตัวเลือกอาหารเช้าเข้าข่ายสายสุขภาพ เช่นไข่ ขนมปัง ข้าวโอ้ต รวมทั้ง กล้วย ส้ม ไข่นั้น ตั้งไว้ทั้งแผงในครัว ใครจะต้ม ทอด เจียว ตามสบาย ใช้เสร็จ กินเสร็จ อย่าลืมล้างด้วย น้ำยาล้างจานมีให้พร้อม ทำเลใกล้จุดเช็คอิน ห้องนอนรวมไม่แออัด แยกสำหรับชาย หญิง ห้องน้ำรวม ไม่มีสบู่ มีผ้าเช็ดตัวให้เช่า
วันรุ่งขึ้นหลังอาหารเช้า ได้มีโอกาสคุยกับเวนดี้ (Wendy) ส.ว.เพื่อนร่วมห้องจากบอสตัน ผู้ใกล้ชิดและได้ดูแลพี่สาวซึ่งไม่สบายมาตลอด พี่สาวเพิ่งเสีย ก่อนจากไป พี่สาวขอให้สัญญาว่าจะทำเดินทางตามความฝัน อย่าหยุด การเดินทางครั้งนี้นางใช้ Rail Pass เช่นกัน พักที่นี่มาสองวันแล้ว และจะพักต่อด้วยความเพลียเพราะอยู่บนรถไฟมาสี่วันสามคืน เนื่องจากหิมะตกหนัก รถไฟหยุดเดิน แม้เจอเพื่อนร่วมห้องคนนี้ในระยะเวลาสั้น จากการคุย ยังรู้สึกน้ำใสใจจริง ก่อนจากกัน นางได้ให้คำแนะนำสถานที่ที่ควรไปเที่ยวด้วย
ตอน 10:00 น.ออกสำรวจ แค่ข้ามถนนก็ถึงบริเวณตลาด Pike Place ที่ใครๆต้องมาชม ของขายส่วนใหญ่เป็น ดอกไม้ งานศิลปะ งานฝีมือ ของชำร่วย ร้านอาหารทะเลสด ว่ากันว่า เวลาลูกค้ามาซื้อ คนขายโยนรับปลาโชว์กันอย่างน่าลุ้น ตอนที่ไป ไม่เห็นกิจกรรมดังว่า ดูราคาป้ายแล้ว โคตรแพง ไม่สงสัยเลยว่า ทำไมถึงไม่มีการโยนรับกัน แถวใกล้ๆกับตลาด มีร้านอาหารเพียบ ลูกค้าหนาแน่นโดยเฉพาะตอนเที่ยง ได้ดูกรรมวิธีการทำเนยแข็ง และไม่ลืมแว่บไปดูร้านกาแฟสตาบัคส์ตำนานสาขาแรก รวมทั้งผนังหมากฝรั่งที่ ดูไป ยี้ไป คนเคี้ยวหมากฝรั่งแล้วเอาไปแปะที่นี่จนเป็นจุดเช็กอิน ย้อนรอยสถานที่หลานสาวแค ลูกชายคินและออมเพื่อนของแคบินไปเที่ยวตอนมาเยี่ยมอาที่คาร์เมล แคลิฟอร์เนียเมื่อปี 2024
Om, Kin, and Care, US visit, August, 2024
เดินเลียบฝั่ง เห็นชิงช้าสวรรค์ ผ่านท่าเรือนานาประเภท รวมทั้งท่าเรือข้ามฟากซึ่งเคยใช้บริการมากแล้ว ชมสวนสาธารณะ รูปปั้น น้ำพุ แต่อากาศไม่เป็นใจให้เท่าไรนัก เลยขึ้นเนินเดินกลับผ่าน เห็นร้านกาแฟ-เบเกอรี่ชื่อไพเราะคุ้นหู ป้ายแปะรูปเทพธิดา กลิ่นขนมหอมอบอวล แล้วจะไม่ให้แวะได้อย่างไร อะไรๆ น่ากินไปโม้ด
เวลาเช็คเอาท์ ถอดปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน คืนผ้าเช็ดตัว ที่นี่มีบริการฝากกระเป๋า แขกสามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกหลังเช็คเอาท์ได้ จากนั้นเดินไปร้าน Target มี 3 ชั้น กว้างใหญ่เกือบคลุมทั้งบล็อกถนน ซื้อเสบียงเตรียมพร้อมสำหรับมื้อต่อไปและการเดินทางไกลต่อในตอนเย็น
10. ย้อนกลับชิคาโก: 15-17 เมษายน 2026
ระยะทาง ซีแอตเทิล-ชิคาโก: 2,206 ไมล์ (3,550 กิโลเมตร)
ใช้เวลาเดินทาง: 46 ชั่วโมง (3 วัน 2 คืน)
สายก่อร่างสร้างอาณาจักร
บ่ายสามครึ่ง ออกจากที่พักไปสถานีรถไฟซีแอตเทิลโดยไม่มีปัญหาเพราะดูแผนที่บ่อยๆ ทำตาม GPS บอก อะไรที่ GPS บอกแต่ฟังดูไม่เข้าที ก็เมินเสีย
สรุปแล้ววันนี้เดินได้ 16,169 ก้าว!
ถึงเวลาย้อนกลับสู่ชิคาโกใจกลางประเทศด้วรถไฟสายก่อร่างสร้างอาณาจักร (Empire Builder) เริ่มต้นที่ซีแอตเทิล ปลายทางที่ชิคาโก เส้นทางคือ ตีขึ้นเหนือรัฐวอชิงตัน แล้วเลียบชายแดนประเทศแคนาดา ผ่าน 7 รัฐ: วอชิงตัน ไอดาโฮ มอนแทนา นอร์ทดาโคตา มินนิโซตา วิสคอนซิน และอิลลินอยส์ รวมถึงอุทยานแห่งชาติเกลเชียร์ (Glacier) และเทือกเขาแคสเคด (Cascade) คราวนี้โดยสารตลอดสาย
หลับประมาณสามทุ่มครึ่ง ตื่นอีกทีเกือบตีหนึ่ง เมื่อรถจอดที่เมืองสโปแคน (Spokane) เมืองใหญ่ทางตะวันออกของรัฐวอชิงตัน ที่นี่ รถเชื่อมรถตู้ชมวิวและขบวนรถจากพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน ไปปลายทางด้วยกัน
หลับๆตื่นๆจนตอนเจ็ดโมงเช้า เห็นทิวทัศน์หิมะปกคลมต้นสนดูสงบงดงาม เสียงประกาศจากพนักงานบอกว่า รถจะเข้าจอดจุดพักรถไฟที่สถานี Whitefish, Montana ซึ่งเป็นประตูสู่ Glacier National Park มีผู้โดยสารลงพอสมควร และหลายคนลงไปยืดเส้นยืดสาย รับอากาศข้างนอก และสูดกลิ่นบุหรี่จากสิงห์อมควัน
ช่วงก่อนและหลังสถานี White Fish เห็นบ้านพักตากอากาศเรียงรายตลอดทาง เสียงประกาศเตือนล่วงหน้าว่า ที่สถานี Browning, Montana ที่กำลังจะถึง จะมีเด็กๆ ขึ้นรถไฟและเข้ายึดเลานจ์ชมวิวทั้งหมดเป็นเวลา 45 นาที จนถึงสถานีถัดไป ขอความร่วมมือจากผู้โดยสารที่นั่งชมวิว กรุณากลับที่นั่งเพื่อให้เด็กๆได้เจี๊ยวจ๊าวกันอย่างประสาเด็ก ผู้โดยสารให้ความร่วมมือย่างดี
ภาคตะวันออกของรัฐมอนแทนาเป็นทุ่งกว้างสลับป่า ทิวทัศน์เปลี่ยนเป็นเนินเขาสีน้ำตาล ทุ่งกว้าง ข้างลำธารไม่มีหิมะหรือต้นสนอีกต่อไป
คืนต่อมา ตื่นตอนตีสอง เพื่อไปเข้าห้องน้ำตามปกติวิสัย ห้องน้ำขบวนนี้ดูจะใหม่กว่าขบวนอื่น จากนั้น นอนไม่หลับจนกระทั่งรถไฟถึงแกรนด์ฟอร์กส์ (Grand Forks) รัฐนอร์ทดาโคตาตอนตีสามสิบห้า นี่เป็นครั้งแรกอีกแล้วที่ผ่านเมืองนี้ และรัฐนี้ เมืองแกรนด์ฟอร์ก เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยนอร์ทดาโคตา อีกเมืองเป็นเมืองแฝดชื่ออีสต์แกรนด์ฟอร์กส์อยู่เขตรัฐมินนิโซตา จากที่นี่ไป รถไฟบึ่งลงใต้ ตอนตีสี่ครึ่งผ่านเมืองฟาร์โก (Fargo) รัฐนอร์ทดาโคตา ชื่อนี้คุ้นหูเพราะเคยดูหนังชื่อเดียวกัน นอกจากนั้น เป็นเมืองเล็กเมืองน้อย เช่น เมืองมัวร์เฮด เซนต์คลาวด์ รัฐมินนิโซตา พอเก้าโมงเช้า ถึงเซนต์พอล–มินนิอาโพลิสอันจุดพักรถไฟ มีผู้โดยรูปร่างบึกๆหลายคนทั้งหญิงชายขึ้นรถที่นี่ อากาศข้างนอกมืด ครึ้ม มีฝนโปรยปราย อุณหภูมิ 65 องศาฟาเรนไฮท์
ตกค่ำ เข้าเขตรัฐวิสคอนซิน ถึงเมืองใหญ่ของรัฐคือมิลวอกี วิสคอนซิน ตั้งอยู่ริมทะเลสาบมิชิแกน เห็นอาคารเก่าและร้างใกล้สถานีรถไฟ ภาพเจนตาคือกราฟฟิตี้ เล่นสี ออกแบบราวมืออาชีพ อันที่จริง ระหว่างทางไม่ว่าที่ไหน ที่ขาดไม่ได้คือกราฟฟิตี้ นอกจากนี้ ยังเห็นสุสานทุกรัฐหรือแทบทุกเมือง รวมทั้งขยะที่เพ่นพ่านตามทางรถไฟ ส่วนตามสถานีใหญ่ๆ ที่พบเห็นบ่อยๆคือรถสินค้า BNSF (Burlington Northern Santa Fe) ขบวนยาวเป็นไมล์ โดยเหตุนี้กระมัง ทางการรถไฟถึงแจ้งว่ารถเสียเวลาไปถึงสองชั่วโมง
เช็คข่าวอากาศ เห็นประกาศเฝ้าระวังทอร์นาโดที่รัฐวิสคอนซิน เล่นเอาใจสั่นขวัญแขวนเหมือนกัน โชคดีไม่เจออะไร แต่ข่าวออกมาวันรุ่งขึ้น ปรากฏว่า เมืองเล็กๆ ชื่อ Lena ทางเหนือรัฐวิสคอนซิน มีรายงานความเสียหายจากทอร์นาโด
รถมาถึงชิคาโกเสียเวลาชั่วโมงครึ่ง คราวนี้ทุกอย่างผ่านไปอย่างเรียบร้อย เพราะเพิ่งมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง ทุกอย่างจึงเหมือนเดิม เพียงแต่อากาศสดใสขึ้น ดอกทิวลิปบานเต็มที่ ยังคงเห็นชาวอามิช ที่เพิ่มมาคือชาวตะวันออกกลางโพสต์ท่าถ่ายรูปกันที่สถานีรถไฟ แต่สิ่งที่ตนเองต้องการมากที่สุด คือนอนราบหลับเอาแรง
11. หัวหน้าแห่งหรดี (Southwest Chief):
15-19 เมษายน 2026
ชิคาโก - แอลเอ ระยะทาง: 2,265 ไมล์ (3,645กิโลเมตร)
ใช้เวลา: 44 ชั่วโมง
ค้างที่ชิคาโกครั้งที่สองเพื่อนอนหลับพักผ่อน และเตรียมเสบียงเพื่อการเดินทางไกลอีกคราหนึ่ง สายหัวหน้าแห่งหรดี (Southwest Chief) นี้ เริ่มที่ชิคาโก สุดสายที่แอลเอ คราวนี้ มุ่งไปทางทิศตะวันตกเฉีบงใต้ของประเทศผ่านแปดรัฐ: อิลลินอยส์ ไอโอวา มิสซูรี แคนซัส โคโลราโด นิวเม็กซิโก แอริโซนา และแคลิฟอร์เนีย อากาศครึ้มในตอนเช้า แต่แจ่มใสในตอนเที่ยง ลมเย็นโชยมาบ้าง รถออกเดินทางตรงเวลา
ตามทางผ่าน ฃเมืองพรินซ์ตัน รัฐอิลลินอยส์ (Princeton, IL) เป็นพื้นที่เกษตรกรรม หมู่แผงโซลาร์เซลล์และกังหันลมเป็นระยะๆ ทีแรก งงๆกับชื่ออยู่ เหมือนกัน เพราะนึกถึงมหาาวิทยาลัยดังที่มีชื่อเดียวกับเมือง แต่นั่น อยู่ที่รัฐนิวเจอร์ซี อเมริกามีชื่อเมืองซ้ำๆกันหลายเมือง ฉะนั้นเวลาบอกชื่อเมือง ต้องระบุชื่อรัฐด้วย เช่นเมืองพอร์ตแลนด์ มีทั้งฝั่งตะวันออกที่รัฐเมน และฝั่งตะวันตก รัฐโอเรกอน การเดินทางรถไฟทริปนี้ ผ่านทั้งเมืองออลบานี รัฐนิวยอร์ก และรัฐโอเรกอน นี่ไม่นับว่ามีเมืองชื่อเดียวกันในรัฐจอร์เจีย เรื่องจริงที่ได้ยินมาเมื่อเกือบสี่สิบที่แล้วว่า นักศึกษาต่างชาติจากเกาหลีกำหนดจะไปเรียนทีเมืองออลบานี นิวยอร์กแต่ดันไปโผล่เมืองออลบานี รัฐจอร์เจีย
ระหว่างพรมแดน Illinois–Iowa มีที่นั่งว่างหลายที่ พนักงานรถไฟขบวนนี้ เสนอให้โดยสาร ย้ายไปนั่งเดี่ยวที่สบายกว่า อดขอบคุณไม่ได้ เวลาประกาศ จะประกาศเป็นภาษาสเปนตามด้วย ระหว่างสามทุ่มจนเจ็ดโมงเช้า ไม่ว่าสายนี้หรือสายไหน เป็นเวลาห้ามรบกวนผู้โดยสาร พนักงานจะหยุดส่งเสียง แต่คอยดูความปลอดภัย ความสะอาดเรียบร้อยของผู้โดยสาร และตรวจสุขภัณฑ์ให้องน้ำ ทั้งเวลาประกาศ มีลูกเล่นสนุก น่าฟัง ชวนให้ทำตาม โดยรวมแล้ว พนักงานคนนี้ ทำงานได้เยี่ยมกว่าคนใดๆเท่าที่ได้เจอมา น่าได้รับโหวตให้เป็นพนักงานดีเด่น
ตื่นขึ้นตอนพระอาทิตย์ขึ้นที่การ์เด็นซิตี้ รัฐแคนซัส เสียงพนักงานประกาศครั้งแรกของวันว่า “กำลังจะข้ามจากแคนซัสไปโคโลราโดแล้วนะ ทัศนียภาพก็คือๆกัน แต่ที่โคโลราโดดีกว่า พอใกล้สถานีเล็กๆชื่อ ลา ฮุนตา (La Junta) รัฐโคโลราโด เสียงประกาศบอกผู้โดยสารว่า "ลงไปข้างนอกได้นะจ๊ะ แต่อยู่ใกล้ๆรถไฟเข้าไว้ วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ที่นี่ มีแค่โบสถ์กับร้านขายเหล้าเปิดเท่านั้น หากตกรถ ต้องรอจนพรุ่งนี้เช้าโน่น”
อุณหภูมิข้างนอก 38 องศาฟาเรนไฮท์ รถไฟสายนี้ล่าช้า 45 นาที อย่างเคยเพราะต้องรอให้สินค้าซ้อนสองเท่าขบวนยาวๆ จากหลายบริษัทที่เพิ่มขึ้น เช่น CSX, Union Pacific, รวมทั้ง BNSF ซึ่งเป็นบริษัทขนส่่งใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ
รถสินค้าซ้อนสองขบวนยาว
จากเมืองทรินิแดด รัฐโคโลราโดและลาสเวกัส รัฐนิวเม็กซิโก (อ้าว ชื่อซ้ำอีกแล้ว คนละแห่งกับลาส เวกัส เมืองแห่งการพนันรัฐเนวาดาที่รู้จักกันดี) เริ่มเห็นสถาปัตยกรรมสไตล์ตะวันตกเฉียงใต้ ที่นี่ เห็นนักปั่นสาวท่าทางทะมัดทะแมง แคล่วคล่อง ขนชิ้นส่วนจักรยานและสัมภาระลงจากรถไฟ ภายในไม่กี่นาทีก็ประกอบเป็นตัวรถจักรยาน หลังเอาสัมภาระใส่จักรยานเสร็จ เริ่มปั่นฉิวออกจากบริเวณสถานี ไม่ช้า รถไฟเริ่มเคลื่อนขบวนต่อไป
เมืองอัลบูเคอร์คี (Albuquerque) รัฐนิวเม็กซิโก เป็นเมืองขนาดใหญ่ ป้ายเป็นตัวอักษรเก่าในสถานีรถไฟใช้ 'v' แทน 'u' ผู้โดยสารบางคนลงไปดูเครื่องประดับทำด้วยเมืองที่แม่ค้าเอามาขายใกล้สถานี เห็นชาวอามิชสองคนลงไปยืดเส้นยืดสาย
มาแล้วจ้าแคลิฟอร์เนีย
รุ่งเช้าวันสุดท้าย ของการเดินทาง รถไฟเข้าเทียบชานชาลาที่ซานเบอร์นาร์ดิโน (San Bernadiono) ชานมหานครแอลเอ ทิวทัศน์เป็นแบบรัฐแคลิฟอร์เนียภาคใต้ ต้นไม้ส่วนใหญ่เป็นต้นตาล เห็นรถ Metrolink ที่สถานี Riverside — ลอสแองเจลิส เป็นสัญญาณว่า ชุมทางแอลเอใกล้เข้ามาแล้ว
ลุ้น
รถไฟสายหัวหน้าแห่งหรดีนี้ได้ชื่อว่า เป็นสายที่เสียเวลาบ่อยที่สุด รถไฟกำหนดถึงชุมทางแอเอตอนแปดโมงเช้า ใจตุ้มๆต่อมๆอยู่เหมือนกัน เพราะมีเวลาไม่ถึงสองชั่วโมงที่จะต้องไปต่อสายกลับบ้าน บังเอิญได้คุยกับสาวน้อยส.ว. ชื่อจินนี่ ผู้จัดเจนกับเดินทางผู้มีกำหนดต้องไปต่อรถขบวนเดียวกัน ดูใจเย็น ปลอบว่าทันแน่ นางเคยอยู่หลายแห่งทั้งในและนอกประเทศซึ่งรวมทั้งที่ฝรั่งเศสและจีน นัยว่าเคยทำงานกับโครงการนักศึกษาต่างชาติ เคยมีธุรกิจดูแลสัตว์เลี้ยงที่นิวยอร์กซีตี้ ตอนนี้กำลังเดินทางไปหาเพื่อน นัดกินอาหารเที่ยงด้วยกันที่เมืองซานตา บาร์บารา ที่ที่นางเคยอยู่มาก่อน โชคดี รถไฟเร่งสปีดช่วงกลางคืนอย่างเต็มที่จนทำเวลาชดเชยได้สำเร็จ รถถึงชุมแอลเอ แทบจะไม่เสียเวลาเลย ทั้งยังมีเวลาอีกชั่วโมง ได้ล้างหน้าล้างตา กินอาหารเช้า หลังเดินเล่นในบริเวณสถานี กลับมานั่งรอรถ เจอจินนี่ หน้าตาสดใส เปลี่ยนชุดใหม่เช้งวับ เตรียมเจอเพื่อน กะว่าถึงซานตาบาร์บารา ตอนเวลาอาหารกลางวันพอดี
12.กลับบ้าน: 20 เมษายน 2026
ระยะทางแอลเอ - ซาลีนาส: 356 ไมล์ (573 กิโลเมตร)
เวลาเดินทาง: 9 ชั่วโมง
ย้อนรอยเดิม
พอใกล้สิบโมง รถไฟสายแสงดาวเหนือ (North Starlight) ขาขึ้น เริ่มเคลื่อนขบวนออก ช้าไปแค่หนึ่งนาที เพิ่งได้ใช้บริการสายนี้ช่วงหนึ่งจากแซคคราเมนโตไปปลายทางคือซีแอตเทิล คราวนี้ เปย้อนรอยเที่ยวแรก โดยจะไปลงที่ซาลีนาสเป็นสถานีสุดท้ายของการเดินทางรถไฟครั้งนี้
ทิวทัศน์หลากหลายยังสวยตรึงตา ไม่ว่าเกาะเล็กๆกลางแม่น้ำ เนินเขาสูงสีเขียวบ้าง สีน้ำตาลบ้าง มีต้นไม้เป็นหย่อมๆ หาดทรายฝั่งทะเลยาว ท่าเรือ คานโยกสูบน้ำมัน สวนผัก เป็นต้น
ส่วนใจนั้น ตรมจนน้ำตาซึม ตอนเลียบฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกคราเห็นนักเสิร์ฟหอบกระดานโต้คลื่น อีกด้านหนึ่ง เป็นถนน คนขี่มอเตอร์ไซค์บนถนนนั่น ช่างดูเหมือนปางเหลือเกิน ระหว่างนี้เอง ได้รับเอกสารทางอีเมลจากทนายเพื่อเซ็นขั้นสุดท้ายของการสละสิทธิ์รับครึ่งหนึ่งของมรดกและทรัพย์สินฐานะพ่อแม่ โดยมอบสิทธิ์มรดกและการจัดการให้นิโคลภรรยาหม้ายปางวัยสามสิบปีเพียงผู้เดียว ทั้งสองจดทะเบียนมาเจ็ดเดือน เพิ่งฉลองการแต่งงานคืนก่อนวันที่ปางจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
บนตู้ชมวิว
หลังจากผ่านเหมู่เกาะ Channel Islands ขึ้นไปนั่งที่ตู้ชมวิว เตรียมรอดูฐานทัพ Vandenberg Space Force ขาล่องพลาดมาแล้ว คราวนี้ทั้งได้คุยกับหนุ่มรุ่นลูกสองคน คนหนึ่งเป็นหนุ่มผิวขาว มีรอยสักเต็มแขน ใส่ห่วงจมูก เพิ่งสูญเสียอังเคิลผู้เป็นที่รักและใกล้ชิด ทั้งได้ช่วยเคลียร์ข้าวของ กำลังเดินทางกลับบ้านที่เบิร์คเลย์ (Berkeley) อีกคนหนี่งนแขกหนุ่มอินเดีย เป็นช่างภาพกึ่งมืออาชีพเคยเดินทางไปหลายที่ มีสื่อสังคมออนไลน์หลายแห่ง พ่อหนุ่มคนนี้โชว์แว่นกันแดดหรูของยี่ห้อ Gucci และDolce & Gabbana อันเป็นยี่ห้อเดียวกับที่นักขับรถซิ่ง Formula 1 ทั้งให้นายแบบ นางแบบ ลองสวม แถมถ่ายแบบให้ด้วย นางแบบเห็นแล้วแยกไม่ออก อันไหนเป็นยี่ห้ออะไร
บทสนทนาก่อนลงรถ
ใกล้เวลากำหนดถึงสถานีรถไฟซาลีนาส จัดแจงแบกเป้ลงมาชั้นล่างเพื่อเตรียมลง เจอหนุ่มรูปร่างสันทัด หน้าตาดี ท่าทางเจนโลก มีกระเป๋าและเครื่องเสียงขนาดใหญ่ข้างตัว เตรียมลงเหมือนกัน แค่เวลารถไฟช้าสิบห้านาทีที่รถเสียเวลา คุยกันได้ความว่า เคยทำงานในกิจการไร่สตรอว์เบอร์รีที่ซาลีนาส เจ้าของกิจการร่ำรวยมีเพชรสีน้ำเงินอาศัยอยู่ในบ้านหรูหลังที่เท่าไรไม่ทราบบนเนิน ตัวเขาเอง ทำงานอยู่กินบนเรือหาปูหาปลาแซลมอนที่อลาสก้า ปีละแปดเดือน มีลูกสิบสองคน รวมแฝดสามคน สองชุด อายุระหว่าง 7 ขวบถึง 14 ปี กระจายอยู่ทั่วมอนเทเรย์และรัฐโอเรกอน หนุ่มคนนี้ คุยได้อย่างรื่นหูกับทุกเพศทุกวัย หนึ่งในนั้นคือสาวร่างสูงหน้าตาใช้ได้ แต่งหน้า ท่าทางเอาเรื่อง สวมกางเกงเอวต่ำ โชว์สะดือ มีรอยสักเต็ม เพียงไม่กี่วินาที เจ้าหนุ่มเจนโลก สนทนาอย่างลื่นไหล ทั้งถามเกี่ยวกับรอยสักของนาง
"สองรอยนี่สักในคุก" นางตอบหน้าตาเฉย"
"ที่ไหน?"
"แอริโซนา" นางบอก
"ข้อหาอะไร" ชายหนุ่มถาม
"เอาคนข้ามแดน" นางตอบอย่างตรงไปตรงมา
"เงินดีอยู่น้า"
"เกลี้ยงไวด้วย"
ทั้งสองกร้านโลกพอๆกัน
พอดีรถจอด รีบลงจากน ปอลูกชายคนโตมายืนรอรับอยู่แล้ว พากลับบ้านอย่างปลอดภัยโดยไม่แวะที่ไหน
การเดินทางเดี่ยวโดยรถไฟครั้งนี้เสร็จสิ้นลง ในเย็นวันที่ 20 เมษายน 2026
13.บทส่งท้าย
แปรเศร้าเป็นสร้าง
ตั้งแต่ปางลูกชายผู้เป็นที่รักจากไปอย่างกะทันหัน โลกมืดมัวลงฉับพลัน จิตใจหมกมุ่นอยู่กับความหมองหม่น ไม่มีวันไหนที่ไม่หลั่งน้ำตาหมดอาลัยตายอยาก ไม่มีกะจิตกะใจทำอะไร เพียงอยากอยู่ตามลำพัง พยายามทำใจอย่างเงียบๆ แม้เวลาผ่านไปกว่าปีแล้ว ความรันทดยังคงไม่คลาย ทว่ามีพลังบางอย่างที่ดลใจให้แปรความโศกเศร้านั้นให้เป็นพลังงานสร้างสรรค์ เริ่มด้วยการทำบล็อกรำลึกถึงปาง บันทึกการเติบโตของหลานๆ ฟื้นฟูบล็อกส่วนตัว และรวมเพลงที่แต่งเองโดยมี AI เป็นตัวยช่วยเพื่อสนองความวิปโยคและแบ่งเบาความร้าวรานใจ นอกจากนี้ ยังตั้งใจจะเขียนเล่าการเดินทางหลังเกษียณเช่น งานครบรอบ 50-52 ปีไฮสกูลที่รัฐคอนเนทิคัต ไปยุโรป อเมริกาใต้ นอรเว และไอซแลนด์ ทั้งหมดนี้ได้ลงรูปใน Facebook ไว้บ้างแล้ว ตั้งแต่แจ้งข่าวการจากไปของปางที่นั่น ก็มิได้โพสต์อะไรอีกเลย ความตั้งใจที่บันทึกเรื่องการเดินทางเหล่านี้ เพื่อการทบทวนความทรงจำที่กำลังเลือนรางไปอย่างรวดเร็ว ทั้งเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้แก่ผู้ที่สนใจ
อีกหนึ่งภารกิจที่ยังคงทำอยู่คือการเรียนภาษาผ่าน Duolingo ปางเคยเรียนภาษาเดนิชเพื่อเตรียมตัวย้ายไปเดนมาร์ก จึบลงเรียนตามด้วย เป็นเพื่อนเรียนกันบ่อยครั้ง หลังจากปางหายไป Duolingo ยังส่งข้อความถามถึง...
สิ่งนอกกาย
ทักษะการถ่ายภาพหน้าจอที่ปางเคยสอนหลายปีก่อนตอนที่ไม่เคยรู้ทั้งไม่นึกว่าจะต้องใช้ พิสูจน์ว่าเป็นสิ่งจำเป็นและมีประโยชน์อย่างยิ่ง การเดินทางครั้งนี้ ได้สวมใส่ รองเท้าอันเป็นของขวัญวันเกิดจากปางซึ่งพาไปทุกที่ เสื้อแจ็กเก็ตหมวกในตัวจากปางสร้างความอบอุ่น นี่เป็นสิ่งนอกกายแต่ลูกให้ด้วยใจ ช่วยให้เดินหน้าไปอย่างสะดวกสบาย ส่วนบ้าน ทรัพย์สินสมบัติ และกองทุนเกษียณสิ่งนอกกายทั้งหลายทั้งปวงที่ปางได้เก็บสะสมลงทุนจากหยาดเหงื่อแรงงานบวกกับที่พ่อแม่ช่วยเหลือมีมากพอที่จะทำให้ผู้รับกลายเป็นเศรษฐีเงินล้านในพริบตาและสบายไปทั้งชาติหากบริหาจัดการอย่างชาญฉลาด ปางนั้นมิได้เห็นแก่ได้ มิเคยแม้แต่จะปริปากเอ่ยขออะไรจากพ่อแม่เลย กองทุนสองบัญชีที่ปางลงทุนมาตั้งแต่เริ่มทำงานกว่าสิบปีก่อน มีมูลค่ามากพอดู ตามเอกสารที่ทำไว้ ปางยกผลประโยชน์ให้ปอพี่ชายปอและปิ่นน้องชาย นี่เป็นเรื่องน่านับถือน้ำใจยิ่ง ทำให้พ่อแม่ภูมิใจเป็นที่สุดแต่ก็ไม่แปลกใจ พี่น้องสามคนคลานตามกันมาในวัยไล่เลี่ยกัน เติบโตมาอย่างใกล้ชิด ดูแลกันเองมาตลอด นิโคลบอกปิ่นเรื่องสองบัญชีและผลประโยชน์แต่ไม่ทราบรายละเอียด ปิ่นเลยยกผลประโยชน์ส่วนของตนให้พี่สะใภ้ทั้งหมด ปิ่นนั้นมีงานดี ทำงานหนัก แบกภาระหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นลูกเล็กๆสองคน ค่าจ้างพี่เลี้ยง บ้าน รถ กองทุนเพื่ออนาคตอันใกล้หรือไกล แต่ปิ่นไร้ความเห็นแก่ตัว ใจกว้าง ภูมิใจที่สามารถทำงานหาเงินได้ แปรความรักความผูกพันพี่ชายมาเป็นความเห็นใจพี่สะใภ้หม้าย ส่วนปอเล่า ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะช่วยเหลือใครเรื่องการเงิน เพราะไม่ได้ทำงาน ไม่มีสมบัติอะไรมาก ชีวิตปอ ขอเพียงอยู่อย่างไม่ต้องรบกวนใคร หรือทำให้ใครเดือดร้อน พูดได้ว่า แทบบรรลุนิพพาน ดับกิเลสไปแทบสิ้นคือ ไม่โกรธ ไม่โลภ ไม่หลง คงเหลือแต่ความรักผูกพันต่อน้องชายอย่างมั่นคง ทั้งมีความรักความห่วงใยให้ผู้อื่น การที่ปางจากไปก่อนกาล พี่ชายน้องชายใจสลายเป็นที่สุด สำหรับแม่ ในฐานะแม่ที่ได้อดทน ดิ้นรน ต่อสู้ กระเบียดกระเสียรมาตลอด คิดอย่างเป็นกลางว่า ในเมื่อไม่ได้เดือดร้อนก็ไม่มีความจำเป็นที่ปิ่นต้องทำเช่นนี้ แม่และพอได้เป็นผู้ให้มามากเกินใคร แม่มีความเชื่ออย่างแน่วแน่ว่า ทุกคนพึงยอมรับนับถือการตัดสินใจเจตจำนงของปางโดยปราศจากการก้าวก่ายเรื่องระหว่างพี่น้อง
สิ่งที่เรียนรู้
ในช่วงเวลาสั้นๆระหว่างทาง ได้พบเห็นลักษณะนิสัยต่างๆของคน ไม่ว่าความสุภาพ น้ำใจ เกรงใจ เอื้อเฟ้อ วินัย ความสร้างสรรค์ ประสิทธิภาพในการทำงาน เป็นมิตร ความมีมนุษย์สัมพันธ์ ช่างคุย อารมณ์ขัน จนกระทั่งอีกขั้วคือ มักง่าย เห็นแก่ตัว ฉวยโอกาส อีกทั้งประจักษ์ว่าแม้จะคนจะแตกต่างกันโดยวัย ภูมิหลัง กาลเวลา แต่ต่างมี เป้าหมาย ความหวัง ความรัก ความฝัน ความเศร้าโศก การสูญเสีย การดิ้นรน การต่อสู้ ภารกิจด้วยกันทั้งนั้น อาจเพราะสิ่งหนึ่งสิ่งใดนี้เอง ทำให้มิตรภาพเกิดขี้นได้เสมอไม่ว่าที่ไหน
ความทรงจำ
การเดินทางเที่ยวนี้ อาจกล่าวได้ว่า ทางยิ่งไกล ใจยิ่งไกลกว่า การเดินทางครอบคลุมเนื้อที่กว้างใหญ่ แต่ความคิดคำนึงนั้นกว้างไกลกว่าหลายเท่า ความทรงจำเหมือนกระดาษที่พับได้ มิหนำซ้ำ ยังอยู่เหนือมิติกาลเวลา เหตุการณ์ที่ผ่านย้อนไปมาได้โดยไม่มีการลำดับเวลาหากมีสิ่งสะกิดใจ ไม่ว่าจะเป็นภาพ เสียง ชื่อ หรือเหตุการณ์ ที่เบิกทางให้ความคิดคำนึงและความรู้สึกนานาประดังเข้ามา วัยยิ่งเพิ่ม ยิ่งมีเรื่องให้นึกถึง แม้ยังคิดถึงลูกไม่วาย แต่ลูกๆเข้ามาสถิตในดวงใจ ตามติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง ความไร้เดียงสา น่ารัก น่าเอ็นดู น่าทะนุถนอม ความว่องไวในการเรียนรู้ของหลานตัวน้อยๆที่เพิ่งเข้ามา หาใช่มาทดแทนการสูญเสียและความโศกเศร้าไม่ ทว่าเติมเต็มต่อยอดชีวิตที่ยังเหลือให้ชื่นบานได้อย่างน่าอัศจรรย์
เรื่องราวที่ตั้งใจจะให้เป็นการเดินทางเดี่ยวเที่ยวรถไฟ กลับกลายเป็นนิราศและรำพันพิลาปเสียนี่ ออกจะเป็นเรื่องไร้สาระ หากคนอ่านไม่ถือสา คิดไปเสียว่า ยังดีที่ได้รับรู้ประสบการณ์ ความรู้สึกของคนคนหนึ่ง ก็คงจะไม่เป็นการเสียเวลาจนเกินไปนัก




No comments:
Post a Comment