ที่คาซาดีคามโปหรือบ้านแห่งชนบท ท่าเรือที่ดูโดดเดี่ยว พอมีเรือใหญ่มาจอด ทุกอย่างดูคึกคักขึ้นอย่างทันควัน เราเลือกเสียเงินขึ้นรถไปสิบห้านาทีเพื่อไปดูท่าเรือยอร์ชและหมู่บ้านที่สร้างใหม่ เป็นแบบรีสอร์ท ศูนย์การค้า แต่ช่วงนี้ ร้านรวงส่วนใหญ่ปิด จึงไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไรนัก แถมขากลับได้ยินคุณลุงชาวเดนมาร์กบ่นกระปอดกระแปดว่า ไปนั่งภัตตาคารสั่งอาหารกลางวันกับไวน์โดนขูดไป ๑๕๖ ดอลล่าร์ อาหารก็ไม่ใช่ว่าเลอเลิศอะไรนักหนา น่าเห็นใจอยู่ ใครจะคิด แค่อาหารกลางวันจะโดนโขกถึงขนาดนั้น เล่นกันอย่างนี้ ทำให้คนมาเที่ยวเข็ดจนตาย ที่จริง บริเวณท่าจอดเรือ มีอะไรให้ดูเยอะแยะแถมได้บรรยากาศ ใกล้ๆท่าเรือสำราญ มีสนามเบสบอลน้อยใหญ่หลายสนามสำหรับนักเล่นรุ่นจิ๋วถึงรุ่นใหญ่ เห็นอย่างนี้ จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนักเบสบอลอาชีพฝีมือฉมังหลายคนมาจากประเทศนี้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ใต้อาณัติ ของสเปนและเคยเสนอขายตัวให้ประเทศสหรัฐฯด้วยราคาล้านห้าแสนดอลล่าร์
เช้าวันรุ่งขึ้น เรือเข้าเทียบท่ากรุงซานฮวน เมืองหลวงประเทศปอร์โตริโก ข้างเรือเทียบท่ามีแผงกันแดดยาว ประเทศปอร์โตริโก ป็นเกาะใหญ่ในทะเลแคริบเบียนตะวันออก ประเทศปอร์โตริโกตั้งอยู่บนเกาะใหญ่ มีทั้งหาดและป่าเมืองร้อน ซานฮวนเป็นเมืองเก่า และใหญ่ที่สุดในแถบนี้ ชื่อ ซานฮวน มาจาก ซานฮวน บอทิสตา ซึ่งเป็นภาษาสเปน ตรงกับภาษาอังกฤษว่า เซ้นตจอห์น เธอะแบบธิสต์
ซานฮวนเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของอาณานิคม ชาวยุโรปมาตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๖ โน่น จึงมีร่องรอยประวัติศาตร์ให้เห็นคือป้อมปราการกำแพงเก่าๆที่ต้องอนุรักษ์กันเป็นพิเศษเพราะเสื่อมสลายไปตามกาลและอากาศเมืองร้อน นอกจากนี้ ก็มี โบสถ์ อนุสาวรีย์ เนื่องจากมีเวลาอยู่ที่นี่แค่ ๔-๕ ชั่วโมง จึงได้แต่เดินสำรวจบริเวณเมืองเก่าใกล้ๆท่าเรือ เข้าตรอกออกซอย ถนนที่เห็นส่วนใหญ่แคบๆ ครึ่งหนึ่ง เป็นที่จอดรถ อีกครึ่งรถวิ่ง ดูๆก็ไม่ไปถึงไหน คนเดินบนทางเดินแคบๆ ก็สูดควันพิษเข้าไปเต็มปอด เห็นหมู่นักเรียนตั้งแต่รุ่นจิ๋วถึงรุ่นใหญ่มาชมการตกแต่งสถานที่เนื่องจาก ใกล้ช่วงเทศกาลวันคริสมาสต์ ตามเสาไฟมีการประดับประดาดอกไม้พลาสติก ไหนๆก็มาแล้ว ไม่ลืมแวะร้านซื้อของที่ระลึกและของฝากเล็กๆน้อยๆไปให้ทางบ้าน
เรือออกจากท่ากรุงซานฮวนบ่าย ๒ ตรง ช่วงออกจากอ่าวมองกลับไปเห็นป้อมปราการเก่า และฝั่งทั้งสองด้าน เป็นภาพที่สวย ไกลออกไป เป็นศูนย์กลางเมือง ตึกทั้งเก่าและใหม่โผล่ระหว่างฟ้าสีครามกับน้ำสีฟ้า
สองวันสองคืนสุดท้าย เรือแล่นตลอดวันตลอดคืน ไม่แวะที่ไหนอีกเลย แต่กิจกรรมหลากหลาย พาเหรด การแสดง การประมูลภาพเขียน รวมทั้งอาหาร ทำให้รู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เช้าวันที่ ๙ เรือเข้าท่าเรือลิเบอร์ตี้ วันนั้น หิมะตก อากาศมัวซัว และหนาวเย็น ไม่ เป็นไร ทนได้ ไปเที่ยวมาครั้งนี้ แม้จะเพียงระยะเวลาสั้นอย่างผิวเผินเต็มที แต่ก็ได้พักผ่อนเต็มที่ มิหนำซ้ำยังได้พบเห็นความหลากหลายคนชีวิตหลายคนบนเรือ น่าสนใจทั้งนั้น เช่นคุณลุงซึ่งเป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์รุ่นแรกและคุณป้าที่ชอบเล่นปริศนาอักษรไขว้จากบอสตันที่เจอที่โรงละครทุกคืน คุณป้าผิวดำช่างคุยจากรัฐนิวยอร์ค คุณตาคุณยายชาวอังกฤษที่ไปเรือสำราญมา ๓๐ กว่าครั้งแล้ว หนุ่มจากสก็อตที่แต่งชุดสก็อตเมื่อคืนพิเศษและภรรยาสาวพยาบาลที่เก่งความรู้รอบตัวอย่างฉกาจ คุณป้าจากอังกฤษสองคนที่ไปอาศัยที่สเปนท่องเที่ยวด้วยกันและบ่นนักว่า เรือลำนี้ใหญ่เกินไป ไม่ค่อยจะได้บรรยากาศแบบครอบครัว และเพื่อนใหม่ที่สนิทที่สุดเห็นจะไม่พ้น อาร์วิน บริกรขวัญใจจากอินเดีย







No comments:
Post a Comment